กฎหมายแรงงานที่ต้องใช้เครื่องคิดเลขมาแล้วครับ
โดย ธำรงศักดิ์ คงคาสวัสดิ์ วิทยากรและที่ปรึกษาด้าน HR บริษัท ทีอาร์เอ็นคอนซัลแทนท์ จำกัด อีเมล์ tamrongsakk@hotmail.com หรือ tamrongsakk@gmail.com
วันอังคารที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567
หลักสูตรกฎหมายแรงงานกับการบริหารค่าจ้างเงินเดือน วันที่ 7 มีค.67
วันจันทร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567
หลักเกณฑ์ หลักกู และ Me too
ประเทศชาติต้องมีกฎหมาย องค์กรบริษัทก็ย่อมต้องมีกฎระเบียบข้อบังคับ
ทำไมต้องมี
?
ในทุกสังคมย่อมมีทั้งคนประพฤติตัวดีและไม่ดี
ซึ่งแน่นอนว่าคนประพฤติตัวไม่ดีแม้จะมีจำนวนน้อยกว่าคนที่ทำตัวดี
แต่ถ้าไม่มีหลักเกณฑ์ในการควบคุมความประพฤติของคนไม่ดีแล้ว
ย่อมจะทำให้เกิดปัญหากับคนส่วนใหญ่กระทบถึงความสงบเรียบร้อยของสังคมนั้น ๆ
และหลายครั้งที่ทำให้เกิดความเสียหายกับสังคมนั้น ๆ ตามมามากมาย
ยิ่งถ้าคนในสังคมนั้น ๆ
เห็นว่าคนที่ทำตัวฝ่าฝืนหลักเกณฑ์ยังลอยนวลอยู่ได้ ก็จะเอาอย่างบ้างแบบ Me too สังคมนั้นก็จะเกิดปัญหาวุ่นวายตามมา
หลักเกณฑ์หรือกติกาจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องใช้ปฏิบัติกับทุกคนในทุกสังคม
เพราะจะสามารถตอบคำถามของผู้คนได้ด้วยเหตุผลเดียวกัน
ลดความรู้สึกไม่เป็นธรรมหรือสองมาตรฐานของผู้คนลงได้ดีกว่าการใช้หลักกูในการตอบคำถาม
การปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ยังสะท้อนได้ถึง
“วินัย” ของผู้คนในสังคมนั้น ๆ อีกด้วย
“วินัย”
เป็นพื้นฐานที่สำคัญของคนและสำคัญอย่างมากในการพัฒนาคน
นักกีฬาจะประสบความสำเร็จไม่ได้เลยถ้าขาดวินัยในการฝึกซ้อม
บริษัทจะก้าวหน้าไปไม่ได้ไกลถ้าคนในบริษัทขาดวินัยในการทำงาน
ประเทศชาติจะแก้ปัญหาหรือพัฒนาเรื่องใด
ๆ ไปอย่างลำบากถ้าคนในชาติปราศจากวินัย
ตัวที่ทำให้วินัยมีปัญหาก็คือ “หลักกู”
ครับ
หลักกูที่มักจะพยายามหาเหตุผลแบบแถ
ๆ เพื่อเข้าข้างตัวเองว่าการไม่ทำตามหลักเกณฑ์นั้น เป็นสิ่งที่ชอบแล้ว ถูกแล้ว
เช่น
ตามระเบียบของบริษัทบอกไว้ว่าถ้าพนักงานมาทำงานสายเกินกว่า 8.00
น.หัวหน้าต้องเรียกลูกน้องมาตักเตือนด้วยวาจา, เป็นลายลักษณ์อักษร ฯลฯ
แต่พอนาย
A ลูกรักของหัวหน้ามาสายเป็นประจำ หัวหน้าก็ปิดตาซะข้างหนึ่ง
หรือถ้ามีใครไปถามหัวหน้าว่าทำไมถึงไม่เรียกนาย A มาเตือนเรื่องมาสาย
หัวหน้าก็ให้เหตุผลว่าเป็นดุลพินิจของพี่ พี่จะเตือนใครหรือไม่เตือนใครก็เป็นเรื่องของพี่
พวกคุณคนอื่น ๆ อย่ามาสายก็แล้วกัน
ถ้าหัวหน้าใช้หลักกูตอบลูกน้องแบบนี้จะยังมีความน่าเชื่อถือในสายตาของลูกน้องในหน่วยงานนี้เหลืออยู่ไหม
?
แล้วถ้าลูกน้องคนอื่น
ๆ จะลอง Me
too อย่างงี้บ้างล่ะ หัวหน้าจะว่ายังไง ?
หัวหน้าจับได้ว่านส.B แคชเชียร์ยักยอกเงินของบริษัท
จึงมีการสอบสวนด้วยคณะกรรมการวินัยจากฝ่าย HR ฝ่ายเป็นกลางและมีหลักฐานชัดเจนชัดเจนว่านส.B
ทุจริตยักยอกเงินของบริษัทจริง
แต่หัวหน้าใช้หลักกูบอกคณะกรรมการว่าขอให้เห็นกับความดีของนส.B
ในอดีตมาหักล้างความผิดในครั้งนี้ว่าอย่าไล่นส.B ออก
เพราะถ้าไล่นส.B ออกจะไม่มีแคชเชียร์คนไหนที่ทุ่มเททำงานหนักเท่านส.B ขอแค่ออกหนังสือเตือนก็พอ
หรือหลักกูของหัวหน้าบอกว่า
นส.B เขายักยอกเงินแค่ 2 หมื่นบาทเอง และที่เขาทำไปอย่างนั้นเพราะเขาบอกว่าจำเป็นต้องเอาเงินไปจ่ายค่าเทอมลูก
หลักกูของหัวหน้าที่หนักกว่านั้นคือการให้เหตุผลที่จะไม่ทำตามหลักเกณฑ์ว่า
ถ้าบริษัทไล่นส.B
ออก เท่ากับบริษัททำร้ายครอบครัวของนส.B เพราะนส.B
จะไม่มีเงินส่งเสียให้ลูกเรียน อาจจะต้องเอาลูกออกจากโรงเรียน
คำถามคือ..ถ้าคณะกรรมการวินัยไม่ทำตามหลักเกณฑ์แต่ทำตามหลักกูของหัวหน้าคนนี้จะเกิดอะไรตามมา
?
ที่ผมฝอยมาข้างต้นนี้ไม่ได้แปลว่าเราจะต้องเป็นทาสของหลักเกณฑ์นะครับ
ถ้ากติกาหลักเกณฑ์ไหนไม่ Update หรือล้าสมัยก็สามารถปรับปรุงแก้ไขให้เหมาะกับยุคสมัยได้เสมอ
กฎหมายยังมีการแก้ไขปรับปรุงอยู่เป็นระยะ
กฎระเบียบข้อบังคับของบริษัทก็ควรจะเป็นอย่างนั้น
แต่ที่สำคัญคือต้องยึดหลักเกณฑ์ในการบริหารคนให้มากกว่าหลักกู
โดยเฉพาะการใช้เหตุผลแบบแถ
ๆ เพื่อใช้หลักกูอยู่เหนือหลักเกณฑ์
เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ตั้งแต่ระดับบริษัทยันประเทศชาติก็เพราะใช้หลักกู
Overrule
หลักเกณฑ์นี่แหละครับ !!
ยิ่งตำแหน่งสูงมากขึ้นเท่าไหร่แล้วใช้หลักกู
Overrule
หลักเกณฑ์ก็ยิ่งจะทำให้เกิดปัญหาความวุ่นวายในการบริหารคนมากขึ้นเท่านั้น
จริงหรือไม่
ใช่หรือเปล่า ก็ต้องใช้หลักกาลามสูตรเพื่อหาคำตอบให้กับตัวท่านเองครับ
วันเสาร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567
ทำด้วยใจหรืออยากได้เงิน..อีกรูปแบบหนึ่งของ Cognitive Dissonance
เห็นข่าวร้านก๋วยเตี๋ยวแห่งหนึ่งย่านดอนเมืองเกิดไฟลุกไหม้ท่อแก๊สแล้วก็มีพี่วินมอเตอร์ไซค์เบอร์ 4 เข้ามาเป็นฮีโร่ช่วยปิดวาล์วถังแก๊สได้ทันเวลาก่อนที่ไฟจะลุกไหม้ใหญ่โต
หลังจากเหตุการณ์นี้เจ้าของร้านก็อยากจะขอบคุณพี่วินด้วยการเชื้อเชิญให้มากินก๋วยเตี๋ยวฟรีเมื่อไหร่ก็ได้
แต่พี่วินแกก็ขอบคุณไปแล้วก็ไม่ได้ไปกินก๋วยเตี๋ยวฟรีตามที่เจ้าของร้านเชิญชวน
ผมก็เลยมานึกถึงเรื่องของจิตวิทยาในเรื่องหลักความคิดที่ย้อนแย้งแบบ
Cognitive Dissonance ขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง
ซึ่งเหตุการณ์นี้จะอธิบายเรื่องความคิดแบบย้อนแย้งนี้ได้ดีเลยครับ
ถ้าจะถามว่าการที่พี่วินแกเข้ามาช่วยร้านปิดวาล์วถังแก๊สในขณะเกิดเหตุนั้น
แกหวังอะไรตอบแทนจากทางร้านหรือไม่ เช่น หวังว่าจะได้เงินตอบแทนจากเจ้าของร้าน
หรือหวังจะมากินก๋วยเตี๋ยวฟรี ถ้าแกช่วยทางร้านดับไฟได้สำเร็จ ?
คำตอบคือ
“ไม่ใช่”
พี่วินมาช่วยปิดวาล์วถังแก๊สด้วยใจสั่งมา
หรือจะบอกว่าด้วยสัญชาติญาณของการเป็นพลเมืองดีที่เห็นเหตุเฉพาะหน้าอย่างนั้น
และด้วยเคยเป็นลูกจ้างร้านแก๊สมาก่อน เคยได้รับการอบรมเรื่องนี้มาและรู้ว่าควรทำยังไงเมื่อเกิดเหตุแบบนี้
ก็เลยเข้ามาแก้สถานการณ์นี้ด้วยจิตใจของความเป็นพลเมืองดีไม่ได้มุ่งหวังสิ่งตอบแทนแต่แรก
พูดง่าย
ๆ ว่ามาช่วยร้านก๋วยเตี๋ยวด้วยใจแหละครับ
เมื่อเหตุสงบลง
ทางร้านก็อยากจะตอบแทนด้วยการให้พี่วินเขามากินก๋วยเตี๋ยวฟรีเมื่อไหร่ก็ได้
หิวเมื่อไหร่ก็แวะมา
ตรงนี้คือความมีน้ำใจของทางเจ้าของร้านที่อยากจะตอบแทนความดีของพี่วินด้วยสิ่งของไม่ว่าจะให้มากินฟรี
(ซึ่งก็แน่นอนว่าต้องใช้เงินเพื่อซื้อวัตถุดิบมาปรุงอาหาร) หรือจะตอบแทนเป็นตัวเงินที่นอกเหนือจากคำขอบคุณ
ก็เลยทำให้เกิด Cognitive Dissonance ในความคิดของพี่วิน เพราะแกเข้ามาช่วยทางร้านด้วยใจไม่ได้หวังเงินหรือสิ่งของตั้งแต่แรก
แต่พอทางร้านจะตอบแทนเป็นเงินหรือสิ่งของ ก็จะทำให้เจตนารมณ์และความคิดในครั้งแรกมันเสียไป
ถ้าพี่วินรับเงินตอบแทนจากทางร้านหรือมากินก๋วยเตี๋ยวฟรีเมื่อไหร่ก็ได้อย่างที่เจ้าของร้านเชิญไว้
แกก็จะรู้สึกว่าคนจะมองว่าแกมาช่วยเพราะหวังมากินฟรี
หรือหวังจะได้เงินตอบแทนจากการทำดีครั้งนี้น่ะสิ
นี่คือแบบหนึ่งของความคิดย้อนแย้งในตัวเองที่เรียกว่า
Cognitive
Dissonance
แต่ไม่ว่าแกจะคิดยังไงก็ต้องขอชื่นชมในความเป็นพลเมืองดีของพี่วินคนนี้ครับ
วันศุกร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567
เรื่องที่มักทำตามกันมาแบบผิด ๆ จนผู้บริหารคิดว่าถูก
ผมมักจะได้รับคำถามว่าผู้บริหารของหลายบริษัทยังสั่งให้ HR ปฏิบัติในหลายเรื่องที่ยังไม่ถูกต้อง
วันพุธที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567
Workshop วิธีการปรับค่าจ้างเงินเดือนเพื่อเตรียมรับมือค่าจ้างขั้นต่ำปี 2567
ถ้ามีการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 400 บาทในปีนี้จะมีผลกระทบอะไรตามมา ต้องปรับอัตราเริ่มต้นตามวุฒิหรือไม่ ?
HR จะเตรียมรับมือยังไงดี จำเป็นต้องปรับเงินเดือนคนเก่าหนีผลกระทบหรือไม่ ถ้าจะปรับควรใช้สูตรไหนดี แล้ววิธีการปรับล่ะทำไงดี ฯลฯ
มาหาคำตอบเหล่านี้ด้วยตัวเอง วันที่ 5 มีค.67 ครับ
ปล.ทำ Workshop ด้วยตัวเองเพื่อให้เข้าใจและนำกลับไปใช้ได้จริง นำ Notebook ไปด้วยนะครับ
ลงทะเบียนที่ https://www.tpif.or.th/WebDev/booking.aspx?icode=A23NO333P&ipath=
Range Spread-RS ความห่างระหว่าง Min ถึง Max
ค่าอีกตัวหนึ่งที่จำเป็นต้องดูในกระบอกเงินดือนคือค่าที่เรียกว่า “Range Spread” (ออกเสียงว่า “เร้น-สะเปร้ด) หมายถึงค่าเปอร์เซ็นต์ความห่าง (Spread) ระหว่าง Min ถึง Max โดยมีสูตรว่า
หมายความว่าถ้าเราจ้างใครเข้ามาโดยสตาร์ทเงินเดือนที่ 12,000 บาท แล้วสมมุติว่าบริษัทนี้มีอัตราขึ้นเงินเดือนเฉลี่ยประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ต่อปี ถ้าพนักงานคนนี้ยังทำงานอยู่เหมือนเดิมและได้รับการขึ้นเงินเดือนไปเรื่อย ๆ ก็จะใช้เวลาประมาณเกือบสิบปีถึงจะเงินเดือนตัน
แต่อย่าลืมว่าบริษัทไม่ได้จ้างคนเข้ามาที่ Min เสียทุกคนนะครับดังนั้นค่าของ
RS จึงเป็นเพียงตัวหนึ่งที่ใช้ประกอบการดูว่าบริษัทจะมีนโยบายในการเลี้ยงคนเอาไว้ในกระบอกเงินเดือนนั้น
(หรือใน Job Grade นั้น) นานแค่ไหน
ถ้าบริษัทกำหนด RS ให้มีเปอร์เซ็นต์ต่ำก็แปลว่าบริษัทมีนโยบายในการผลักดันให้พนักงานต้องสร้างผลงานพัฒนาตัวเองให้เลื่อนตำแหน่งขึ้นไปใน
Job Grade ที่สูงขึ้นโดยเร็ว
เพราะไม่งั้นเงินเดือนก็จะตันเร็ว เช่นจากตัวอย่างข้างต้นถ้าบริษัทลด RS ลงเหลือ 50 เปอร์เซ็นต์ก็จะเป็นดังรูปนี้
เห็นไหมครับว่า Max
จะลดลงจาก 24,000 บาทเหลือ 18,000 บาท ซึ่งก็แปลว่าพนักงานจะเงินเดือนตันเร็วมากยิ่งขึ้น (เมื่อเทียบกับ RS=100%) ถ้าพนักงานยังไม่ได้ Promoted ขึ้นไปใน Job
Grade ที่สูงถัดไป
ค่า RS จึงเป็นตัวบอกนโยบายและ Career Path ของบริษัทนั้น ๆ ว่าจะมี Career Path ให้พนักงานได้เติบโตก้าวหน้าในตำแหน่งงานไปได้มาก-น้อยแค่ไหน
ถ้าบริษัทไหนมีนโยบายที่ไม่ต้องการให้มีระดับชั้น-ตำแหน่งเยอะแยะหรือเป็นบริษัทขนาดเล็กก็จะมี Job Grade น้อยๆ เช่น มีอยู่ 4 ถึง 6 Job Grade
ซึ่งบริษัทขนาดเล็กหรือบริษัทที่มีนโยบายที่ไม่อยากให้มี Job Grade มีมากแบบนี้ก็มักจะต้องออกแบบโครงสร้างเงินเดือนให้มี Range Spread
สูงมากขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้พนักงานเงินเดือนตันเร็วเกินไป
โดยอาจจะมีเปอร์เซ็นต์ RS ตั้งแต่
200 เปอร์เซ็นต์หรือมากกว่านี้ก็ไม่ผิดกติกาแต่อย่างใดครับ
เพราะถ้าพนักงานมี Career Path น้อย มีตำแหน่งงาน-ระดับชั้นรองรับความก้าวหน้าที่น้อย แล้วไปออกแบบโครงสร้างเงินเดือนให้มี
Range Spread มีเปอร์เซ็นต์ต่ำไปด้วยก็ยิ่งจะทำให้พนักงานเงินเดือนตันเร็วยิ่งขึ้น
และก็จะเป็นสาเหตุของการลาออกของพนักงานได้ในที่สุด
โธ่..ตำแหน่งก็ไม่มีให้เลื่อน แถมเงินเดือนก็ตันเร็วใครจะไปทนทำอยู่ได้ล่ะครับ
โดยเฉพาะค่านิยมในบ้านเราก็ยังยึดติดหัวโขน นามบัตร
ตำแหน่งทำงานโดยหวังว่าจะต้องมีความก้าวหน้ามีตำแหน่งที่ดูดีมีชาติตระกูลเอาไว้อวดเพื่อนฝูงหรือใคร
ๆ ได้จริงไหมล่ะครับ
ข้อด้อยอีกประการหนึ่งของบริษัทที่มีนโยบายทำให้
Range
Spread มีเปอร์เซ็นต์สูงมากเกินไป คือกว่าพนักงานจะเงินเดือนตันก็จะนานหลายสิบปี
ทำให้บริษัทมีต้นทุน Staff Cost เพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ ทั้ง ๆ
ที่พนักงานก็ทำงานแบบเดิม ๆ ทำให้มี Max
ก็เหมือนไม่มีแหละครับ
บริษัทที่มีนโยบายให้มี Job Grade น้อย ๆ แบบนี้บางตำราอาจจะเรียกว่าเป็นการทำโครงสร้างเงินเดือนแบบ “Broad
banding” ครับ
ซึ่งความเห็นส่วนตัวของของผมไม่ค่อยชอบแนวคิดแบบ
Broad
banding เท่าไหร่นักเพราะไม่เหมาะกับค่านิยมทางบ้านเราและซีกเอเชีย
เนื่องจากแนวคิดนี้ถูกคิดและนำเสนอมาจากฝั่งอเมริกาซึ่งอาจจะเหมาะกับค่านิยมทางบ้านเขาที่ไม่ยึดติดตำแหน่ง,
นามบัตรเหมือนทางเอเชียครับ
ถ้าจะถามว่างั้นบริษัทควรจะมีกี่ Job Grade ดี ?
ก็คงตอบจากประสบการณ์ว่าประมาณ 8-12 Job Grade สำหรับบริษัทขนาดกลางขึ้นไปถึงบริษัทขนาดใหญ่ บริษัทขนาดใหญ่บางแห่งที่ผมเห็นมาก็อาจจะมีถึง
15 Job Grade (แต่ก็ต้องใหญ่จริง ๆ)
ถ้าเป็นบริษัทขนาดเล็กก็อาจจะมีน้อยกว่านี้ได้ถ้าจำนวนพนักงานยังไม่มากนัก
แต่ถึงแม้จะเป็นบริษัทเล็กก็ควรจะมีการคิดในเรื่อง Career Path เผื่อไว้สำหรับพนักงานด้วย
เพราะคนทำงานก็หวังความก้าวหน้า (โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่)
คงไม่มีใครที่อยากจะทำงานไปแล้วก็ย่ำเท้าอยู่ในตำแหน่งเดิมโดยไม่มีความก้าวหน้าจริงไหมครับ
เรื่องของ Career Path ก็เป็นปัจจัยสำคัญตัวหนึ่งที่ทำให้คนลาออกจากบริษัทด้วยเหมือนกัน
การออกแบบ Range Spread จึงต้องคิดให้ดีโดยคำนึงถึงนโยบายและบริบทของ
Career Path ในองค์กรประกอบกันด้วยครับ
วันจันทร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567
ยืดหยุ่นเวลามาสายคิดให้ดีก่อนจะมีดราม่า
ก่อนหน้านี้ผมเคยเล่าให้ฟังเรื่องลูกน้องมาสายทำไงดีไปแล้ว ก็เลยคิดไปถึงอดีตที่ครั้งหนึ่งผมเคยไปทำงานเป็นผู้บริหารงาน HR ที่บริษัทแห่งหนึ่ง (เพิ่งเข้าไปทำงานประมาณ 1 เดือน) เขามีข้อบังคับเกี่ยวกับเวลามาทำงานที่เขียนไว้นานหลายปีแล้วว่า
เวลาทำงานปกติคือ
8.30-17.30 น. แล้วก็มีเงื่อนไขข้างใต้เวลานี้เอาไว้ว่าให้เป็นดุลพินิจของผู้บังคับบัญชาที่จะอนุญาตให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเข้าทำงานไม่เกิน
8.45 น.
การเขียนกฎเกณฑ์กติกาแบบนี้แหละครับทำให้เกิดปัญหาขึ้นมาซึ่งผมก็ไม่รู้นะครับว่าคนเขียนข้อบังคับในเรื่องนี้ได้คิดถึงผลที่จะเกิดขึ้นในเวลาต่อมาหรือเปล่า
เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นมาโดยตลอดก่อนที่ผมจะเข้ามาทำงานที่บริษัทแห่งนี้คือ
1.
พนักงานรับรู้และเข้าใจต่อ ๆ
กันมาว่าเวลาเริ่มงานคือ 8.45 น.
2.
หัวหน้าที่เข้มงวดกับเรื่องเวลามาทำงานก็จะเรียกลูกน้องที่มาเข้างานเกิน
8.30 น.มาตักเตือนทั้งเป็นวาจา หรือลายลักษณ์อักษรว่ามาทำงานสาย
3.
วันไหนหัวหน้าที่เข้มงวดอารมณ์ดีก็อาจยืดหยุ่นเวลามาทำงานให้เป็น
8.45 น.แต่ถ้าอารมณ์ไม่ดีก็ยึดเวลา 8.30 น. เพราะตามระเบียบบอกไว้ว่า “ให้เป็นดุลพินิจของผู้บังคับบัญชา”
4.
หัวหน้าที่เป็นตุ๊กตาหมีใจดีกับน้อง ๆ ก็จะอะลุ่มอล่วยโดยถือว่าเวลาทำงานปกติคือ
8.45 น.
5.
พนักงานเกิดการเปรียบเทียบกันระหว่างหน่วยงานและเกิดความคับข้องใจว่าทำไมหน่วยงานนี้เข้าทำงานได้ไม่เกิน
8.45 น.แต่ทำไมหน่วยงานเราถึงต้องเข้าทำงาน 8.30 น. อยู่บริษัทเดียวกันลักษณะงานคล้ายกันทำไมถึงมีสองมาตรฐานล่ะ
พอผมเข้ามาเป็นผู้บริหารงาน
HR
ในบริษัทแห่งนี้ก็มีพนักงานมาระบายความรู้สึกและถามผมว่าความเห็นของ
HR ว่าไงในเรื่องนี้ ?
ผมก็เลยต้องขอเวลาพบ
MD แล้วก็เล่าเรื่องเหล่านี้ให้แกฟัง พร้อมทั้งบอก MD ว่าพี่คงต้องเลือกเอาแหละว่าต้องการให้พนักงานมาเข้างานกี่โมง
8.30 หรือ 8.45 น.ก็ได้ผมไม่มีปัญหา
แต่ขอเป็นเวลาเดียวไม่ควรยืดหยุ่นเวลาให้มันเกิดปัญหาแบบนี้
การทำงานเกี่ยวกับคนในเรื่องที่เป็น
Common
Factor แบบนี้ควรยึดหลักเกณฑ์มากกว่าหลักกู (หรือหลักดุลพินิจ) เพราะคนจะคิดเรื่องของ
Me too (กูด้วย) อยู่เสมอ
แถมดุลพินิจของคนแต่ละคนก็แตกต่างกัน
เผลอ ๆ
ดุลพินิจของคนเดียวกันยังต่างกันได้ตามอารมณ์และสถานการณ์เลยครับ
เรื่องที่เป็นความสงบเรียบร้อยที่ควรจะต้องปฏิบัติเป็นอย่างเดียวกันในองค์กรเช่นเวลามาทำงานจึงควรจะมีหลักปฏิบัติแบบเดียวกันเพื่อลดปัญหาหลักกูและ
Me
too
เว้นแต่ถ้าลักษณะงานของหน่วยงานไหนไม่สนใจเรื่องการลงเวลามาทำงาน
เช่น
พนักงานขายที่บริษัทสนใจเฉพาะเรื่องยอดขายเป็นหลักและขายให้ได้ตามเป้าที่กำหนดก็ไม่ต้องลงเวลามาทำงานทั้งเข้าและออกเพื่อให้เกิดความสะดวกในการออกไปหาลูกค้า
ถ้าเป็นอย่างนี้ก็ไม่มีปัญหาครับ
ถ้าใครไม่อยากจะลงเวลามาทำงานก็ขอย้ายมาเป็นพนักงานขายและต้องขายให้ได้ตามเป้าตามยอดที่กำหนดด้วยนะครับ
บริษัทมีค่าคอมมิชชั่นให้อีกต่างหาก
แต่ถ้าพนักงานขายไม่อยากขายแล้วอยากจะมาทำงาน
Back
Office ก็ต้องกลับมาลงเวลามาทำงานเหมือนพนักงานคนอื่น ๆ เช่นเดียวกัน
สรุปเรื่องนี้ MD แกก็สั่งให้กลับมาเริ่มงาน
8.30 น.เหมือนเดิม ปัญหาหลักกูและ Me too ก็หมดไป
เคสที่เล่าสู่กันฟังมานี้คงเป็นอุทาหรณ์และข้อคิดเตือนใจที่ดีสำหรับ
HR ทุกท่านสำหรับการออกกฎเกณฑ์กติกาที่จะใช้กับผู้คนในองค์กรต่อไปนะครับ