โดย ธำรงศักดิ์ คงคาสวัสดิ์ วิทยากรและที่ปรึกษาด้าน HR บริษัท ทีอาร์เอ็นคอนซัลแทนท์ จำกัด อีเมล์ tamrongsakk@hotmail.com หรือ tamrongsakk@gmail.com
วันจันทร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2563
วันพุธที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2563
วันจันทร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2563
เรื่องที่คนทำงานอาจไม่รู้ (ตอนที่ 1) เกี่ยวกับค่าจ้าง
ผมมีเวลานั่งคิดอะไรเล่น ๆ ไปเรื่อย ๆ ก็เลยปิ๊งไอเดียที่จะแชร์ความรู้ด้านกฎหมายแรงงานแบบง่าย ๆ ให้กับคนที่สนใจ ผมก็เลยทำสไลด์แบบเข้าใจง่ายสำหรับคนที่อยากรู้ในเรื่องเบื้องต้นเหล่านี้และไม่ชอบอ่านอะไรที่มากนัก
สำหรับคนที่สนใจอยากจะอ่านเจาะลึกในรายละเอียดก็คงต้องไปหาอ่านเอาในบล็อกของผมที่เคยเขียนเรื่องเหล่านี้เอาไว้เยอะพอสมควรแล้วโดยผมจะทะยอยทำและลงในบล็อกนี้ไปเป็นตอน ๆ ตามที่ผมพอจะมีเวลาคิดและทำออกมา
หวังว่าจะเป็นอาหารสมองแบบย่อยง่าย ๆ และเป็นประโยชน์สำหรับทุกท่านที่ติดตามบล็อกนี้นะครับ
วันศุกร์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2563
เลิกจ้างเพราะผลงานไม่ดีระหว่างทดลองงานเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมหรือไม่
เป็นเรื่องปกติที่เมื่อบริษัทรับคนเข้ามาทำงานใหม่ ๆ มักจะต้องมีการทดลองงานกันเสียก่อน เพราะอาจจะเป็นไปได้ที่พนักงานใหม่ทำงานไม่ได้อย่างที่บริษัท (โดยหัวหน้างาน) คาดหวังไว้ แต่กฎหมายแรงงานไม่ได้มีการบัญญัติเรื่องการทดลองงานไว้เป็นการเฉพาะว่านายจ้างจะให้ลูกจ้างทดลองงานได้กี่วัน
แต่ส่วนใหญ่เราจะพบว่าบริษัทมักให้พนักงานทดลองงานกัน
120
วัน
ผมเคยถามผู้เข้าอบรมว่าทำไมถึงต้องทดลองงาน
120 วันด้วยล่ะ จะให้ทดลองงาน 60 วัน หรือ 180 วัน หรือทดลองงานกัน 1 ปีจะได้หรือไม่ ?
บางคนก็ตอบว่า “เกินกว่า 120 วันไม่ได้เพราะกฎหมายแรงงานกำหนดให้ทดลองงานได้ไม่เกิน
120 วัน” ??
แต่พอผมบอกให้ลองไปหาดูสิว่าทั้ง 166 มาตราในกฎหมายแรงงานน่ะ
มีข้อความในมาตราไหนบอกไว้อย่างที่ตอบมาบ้าง
ก็สรุปได้ว่าไม่มีข้อความทำนองนี้ในกฎหมายแรงงานนะครับ
แต่ที่บริษัทมักนิยมให้ทดลองงานกันไม่เกิน
120 วัน ก็เพราะในมาตรา 118 ของกฎหมายแรงงานเขาพูดถึง
“ค่าชดเชย”
ตามอายุงานในกรณีที่นายจ้างจะเลิกจ้างลูกจ้างที่ไม่ได้ทำความผิดทางวินัยร้ายแรงงานครับ
นั่นคือ ถ้านายจ้างรับลูกจ้างเข้ามาทำงานแล้วมีอายุงานตั้งแต่ 120 วันขึ้นไป (นับแต่วันเข้าทำงาน) หากนายจ้างจะเลิกจ้างลูกจ้างด้วยสาเหตุที่ผลการปฏิบัติงานไม่ดี
ไม่เป็นที่น่าพอใจก็ต้องจ่ายค่าชดเชยตามอายุงานและจ่ายค่าบอกกล่าวล่วงหน้าให้กับลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างอีกด้วยนะครับ
ดังนั้น
ถ้าลูกจ้างทดลองงานมีผลการปฏิบัติงานในระหว่างการทดลองงานไม่เป็นที่น่าพอใจ
ไม่ผ่านการประเมินผลทดลองงาน แต่อายุงานยังไม่เกิน 120 วัน
นายจ้างก็สามารถบอกเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย
(แต่นายจ้างยังต้องจ่ายค่าบอกกล่าวล่วงหน้าอยู่นะครับ)
นี่ถึงเป็นที่มาว่าบริษัทส่วนใหญ่มักจะกำหนดให้มีการประเมินผลการปฏิบัติงานของพนักงานทดลองงานและแจ้งผลให้พนักงานทราบไม่เกิน
120
วัน ถ้าจะพูดกันตรง ๆ ก็คือถ้าพนักงานมีผลงานไม่ดีระหว่างทดลองงานบริษัทจะได้ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยในกรณีบอกเลิกจ้างเท่านั้นแหละครับ
แต่มันมีประเด็นเพิ่มจากตรงนี้ก็คือ....
แล้วถ้าบริษัทแจ้งเลิกจ้างพนักงานด้วยสาเหตุมีผลการปฏิบัติงานไม่ดี
ไม่ผ่านทดลองงานแล้ว พนักงานจะสามารถไปฟ้องศาลแรงงานว่าบริษัทกลั่นแกล้งเลิกจ้างไม่เป็นธรรม
(Unfair
dismissal) ได้หรือไม่
เพราะตามพรบ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน
พศ.2522
มาตรา 49 บอกไว้ว่าหากนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างโดยไม่เป็นธรรม
ลูกจ้างมีสิทธิฟ้องต่อศาลแรงงาน ขอศาลพิพากษาให้นายจ้างรับกลับเข้าทำงาน
หรือชดใช้ค่าเสียหายได้
แล้วกรณีเลิกจ้างเพราะลูกจ้างไม่ผ่านทดลองงานจะเข้าข่ายนี้
และฟ้องร้องได้หรือไม่ ?
ลองมาดูแนวคำพิพากษากันก่อนดีไหมครับ
“นายจ้างจ้างลูกจ้างเข้าทำงานเป็นลูกจ้างประจำ
โดยให้ทดลองงานโดยมีกำหนดเวลา 180 วัน
ครบกำหนดทดลองงานวันที่ 13 กันยายน 2528 แต่ผลการปฏิบัติงานของลูกจ้างไม่เหมาะสมที่จะได้รับการบรรจุเป็นพนักงานประจำ
นายจ้างจึงเลิกจ้างในวันที่ 3 กันยายน 2528 โดยให้มีผลเลิกจ้างในวันที่ 15 กันยายน 2528 ซึ่งเลยวันกำหนดทดลองงานไป 2 วัน
นายจ้างย่อมมีสิทธิเลิกจ้างได้ จะถือว่าเป็นกรณีเลิกจ้างไม่เป็นธรรมหาได้ไม่” (ฎ.3965/2529)
หรือในกรณีบริษัททำสัญญาจ้างโดยมีการระบุข้อความทำนองนี้ในสัญญาจ้างคือ....
“ในระยะเวลาทดลองงาน
หากบริษัทฯได้พิจารณาเห็นว่าผลการปฏิบัติงานของท่านไม่เป็นที่น่าพอใจหรือด้วยเหตุผลอื่นใดก็ตาม
บริษัทฯมีสิทธิยกเลิกการจ้างงานโดยไม่ต้องแจ้งให้ท่านทราบล่วงหน้าและท่านไม่มีสิทธิที่จะเรียกร้องเงินชดเชยแต่อย่างใดทั้งสิ้น
หมายความว่าในระหว่างทดลองงาน
หากนายจ้างเห็นว่าผลการปฏิบัติงานของลูกจ้างไม่เป็นที่น่าพอใจ
นายจ้างมีสิทธิบอกเลิกสัญญาจ้าง....กรณีนี้จึงเป็นการเลิกจ้างโดยมีเหตุอันสมควร
มิใช่เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม” (ฎ.2364/2545)
จากแนวคำพิพากษาศาลฎีกาข้างต้น คงจะตอบคำถามตามหัวข้อในวันนี้ได้แล้วนะครับว่า
การเลิกจ้างพนักงานทดลองงานเนื่องจากผลการปฏิบัติงานไม่เป็นที่น่าพอใจนั้น
บริษัทสามารถทำได้และไม่เข้าข่ายเลิกจ้างไม่เป็นธรรมครับ
แต่ผมมีความคิดเห็นส่วนตัวจากประสบการณ์ทำงานว่า
ในกรณีพนักงานไม่ผ่านทดลองงานนั้น บริษัทควรเชิญพนักงานมาพูดคุย แจ้งผลว่าเขาทำงานบกพร่องยังไง
และเหตุใดถึงไม่ผ่านทดลองงาน
แล้วให้เขาเขียนใบลาออกไปเพื่อไม่ให้เขาเสียประวัติเวลาเขาต้องไปสมัครงานในบริษัทอื่นต่อไป
ซึ่งเขาก็จะได้กรอกใบสมัครงานในบริษัทแห่งใหม่ได้อย่างสบายใจว่าเขา “ลาออก”
จากบริษัทเดิม ไม่ใช่ถูก “เลิกจ้าง” เพราะไม่ผ่านการทดลองงาน
ซึ่งจะทำให้บริษัทแห่งใหม่ตะขิดตะขวงใจเรื่องนี้และอาจทำให้เขาพลาดโอกาสที่จะได้งานในบริษัทใหม่ก็เป็นได้
แถมยังทำให้บริษัทไม่ต้องเสียเวลาไปขึ้นศาลแรงงานด้วยเรื่องทำนองนี้อีกด้วยจะดีกว่าไหมครับ
?
ยึดหลัก “ใจเขา-ใจเรา” น่ะครับ
.......................................
ฟังพ็อดแคสต์คลิ๊ก
วันจันทร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2563
การล่วงเกินทางเพศในที่ทำงานแม้เป็นคำพูดก็เข้าข่ายแล้ว
เรื่องที่ผมจะนำมาแชร์ในวันนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ในที่ทำงานซึ่งหลายครั้งก็เป็นข่าวคราวลงในหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์อยู่บ่อย ๆ ซึ่งเป็นเรื่องใกล้ตัวที่คนทำงานควรรู้ว่าถ้าทำแล้วจะมีผลยังไงไม่ว่าจะเป็นผู้กระทำหรือผู้ถูกกระทำ
นั่นคือการล่วงเกินทางเพศในที่ทำงานครับ
!!
คำ
ๆ นี้ถ้าคนทั่วไปได้ยินก็อาจจะคิดถึงพฤติกรรมของการล่วงเกินทางเพศก็คือการลวนลาม
จับเนื้อต้องตัวกัน หรือแม้แต่จะเลยเถิดไปถึงขั้นข่มขืน ฯลฯ หรือพูดโดยสรุปก็คือคนทั่วไปมักจะคิดว่าต้องมีการคุกคามทางกายเป็นหลักจริงไหมครับ
ถ้าใครคิดอย่างงี้ล่ะก็..ผมอยากจะบอกว่า
“คิดผิด” แล้วล่ะครับ !!
เราลองมาดูมาตรา 16 ของพรบ.คุ้มครองแรงงาน
(ฉบับแก้ไข) ปี 2551 กันตามนี้ครับ
“มาตรา 16 ห้ามมิให้นายจ้าง
หัวหน้างาน ผู้ควบคุมงานหรือผู้ตรวจงาน กระทำการล่วงเกิน คุกคาม
หรือก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญทางเพศต่อลูกจ้าง”
เมื่ออ่านสองบรรทัดข้างบนนี้แล้ว
ท่านเห็นเจตนารมณ์ของกฎหมายแรงงานในมาตรานี้ชัดขึ้นหรือยังครับ ?
คำว่า “ลูกจ้าง” นี่หมายถึงไม่ว่าจะเป็นลูกจ้างชาย ลูกจ้างหญิง
หรือลูกจ้างเด็ก โดยไม่กำหนดว่าจะเป็นเพศใดนะครับ
จากมาตรานี้ไม่ได้มีคำว่า “ล่วงเกิน” เพียงเท่านั้น แต่ยังมีคำว่า
“คุกคาม” และ “ก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญทางเพศ” เข้ามาอีกด้วย
ซึ่งในสองคำนี้ก็จะมีครูบาอาจารย์ทางกฎหมายและท่านผู้รู้หลายท่านหยิบคำเหล่านี้ไปเทียบเคียงความหมายกับพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานพ.ศ.2542 เพื่อเป็นแนวทางคือ....
“ล่วงเกิน” หมายถึง
แสดงอาการเกินสมควรต่อผู้อื่นโดยล่วงจารีตประเพณีหรือจรรยามารยาทด้วยการลวนลาม
เช่นการลวนลามอีกฝ่ายหนึ่งทางร่างกาย (เช่นการจับมือถือแขนหรือโอบกอด)
หรือการพูดจาลวนลามในเชิงชู้สาว
(แม้ไม่ได้ถูกเนื้อต้องตัวก็มีโอกาสจะเข้าข่ายในความหมายนี้ได้แล้วนะครับ)
หรือการพูดดูหมิ่น หรือสบประมาท (ในทางเพศ) อีกฝ่ายหนึ่ง เป็นต้น
“คุกคาม” หมายถึง
การแสดงอำนาจด้วยกิริยาหรือวาจาให้หวาดกลัว ทำให้หวาดกลัว เช่น
แสดงท่าทีทั้งสีหน้าท่าทางเหมือนจะเข้าไปปล้ำ
ทำหน้าตาหื่นกระหายจนทำให้อีกฝ่ายหนึ่งจนอีกฝ่ายหนึ่งหวาดกลัว
(อันนี้ถ้าใครเป็นคอละครมักจะเห็นเวลาผู้ร้ายทำท่าทำทางจะปล้ำนางเอกทำนองนั้นแหละครับ)
“รำคาญ” หมายถึง
ระคายเคือง เบื่อ ทำให้เดือดร้อนเบื่อหน่าย เช่น หัวหน้าชอบพูดสองแง่สองง่ามวกลงใต้สะดือกับลูกน้องอยู่ทุกวัน
วันละหลาย ๆ รอบซึ่งเรื่องเหล่านี้ลูกน้องก็ไม่ได้สนุกไปด้วย ไม่ได้อยากฟัง
แต่หัวหน้าก็ยังชอบพูดซ้ำซากน่ารำคาญ เป็นต้น
ผมก็เคยต้องสอบสวนหัวหน้างาน
(ชาย) เรียกลูกน้องผู้หญิงไปหาแล้วเปิดคลิปวิดีโอโป๊ให้ลูกน้องผู้หญิงดู โดยทำเหมือนกับกำลังเปิดหนังการ์ตูนโดเรมอนให้ลูกน้องดูซะงั้นแหละ
(แต่สีหน้าแววตาของหัวหน้าไม่ได้ทำเหมือนกำลังดูการ์ตูนนะครับ
อันนี้เป็นคำให้การของพนักงานหญิงคนนี้ว่าหัวหน้าทำหน้าหื่นใส่และดูปฏิกิริยาของน้องคนนี้ว่าจะเป็นยังไง)
ทำให้ลูกน้องผู้หญิงคนนี้ตกใจเพราะคิดไม่ถึงว่าหัวหน้าจะเล่นพิเรนทร์แบบนี้
อย่างงี้ก็เข้าข่ายความหมายของการล่วงเกินทางเพศข้างต้นแล้วนะครับ
เมื่อท่านอ่านมาถึงตรงนี้แล้ว
ผมเชื่อว่าท่านคงเข้าใจชัดเจนขึ้นแล้วนะครับว่าการล่วงเกินทางเพศในที่ทำงานนั้น
ไม่จำเป็นจะต้องมีการล่วงเกินคุกคามกันทางร่างกายเท่านั้น
แม้จะเป็นการแสดงกิริยาอาการ
หรือการพูดจาที่ส่อไปในทางไม่ดีทางเพศก็จะอยู่ในข่ายนี้ด้วยเหมือนกัน
ผมอยากให้ท่านดูแนวคำพิพากษาศาลฎีกาคดีหนึ่งที่เกี่ยวกับการล่วงเกินทางเพศเพื่อให้ชัดเจนขึ้นดังนี้ครับ
ฎ.1372/2545 “ลูกจ้างเป็นผู้บังคับบัญชาอาศัยอำนาจหน้าที่ของตนชักชวนลูกจ้างหญิงซึ่งอยู่ภายใต้บังคับบัญชาออกไปเที่ยวเตร่ด้วยกันในเวลากลางคืนนอกเวลางาน
หากลูกจ้างหญิงไม่ไปจะกลั่นแกล้งเสนอความเห็นไม่ให้ลูกจ้างหญิงผู้นั้นผ่านทดลองงาน
การกระทำดังกล่าวมุ่งประสงค์เพื่อการล่วงเกินทางเพศลูกจ้างหญิงที่อยู่ภายใต้บังคับบัญชาของตน
ถือเป็นการล่วงเกินทางเพศ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า
การกระทำของลูกจ้างที่เป็นผู้บังคับบัญชานอกจากจะเป็นการประพฤติผิดศีลธรรมหรือจารีตประเพณีอันดีงามของสังคม
อันเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของนายจ้างแล้ว
ยังมีผลกระทบต่อการบริหารงานบุคคลของนายจ้าง
ทำให้พนักงานขาดขวัญและกำลังใจในการทำงาน การฝ่าฝืนของลูกจ้างถือเป็นกรณีร้ายแรง
นายจ้างเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า
และไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและไม่ถือว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม”
จากแนวคำพิพากษาศาลฎีกาข้างต้น
คงจะเป็นข้อคิดเตือนใจสำหรับนายจ้างหรือหัวหน้าที่ทำงานตัวเป็นเกลียวหัวเป็นงูได้เป็นอย่างดีนะครับว่าอะไรควรหรือไม่ควรในการปฏิบัติกับลูกน้อง
อ้อ..ก่อนปิดท้ายเรื่องนี้ผมอยากจะบอกเพิ่มเติมว่ากรณีล่วงเกินทางเพศนี้ไม่ใช่เฉพาะหัวหน้าผู้ชายกับลูกน้องผู้หญิงเท่านั้นนะครับ
ไม่ว่าจะเป็นหัวหน้าผู้ชายกับลูกน้องผู้ชาย
หรือหัวหน้าผู้หญิงกับลูกน้องผู้หญิงนี่ก็ผิดเหมือนกันเพราะกฎหมายให้ความเท่าเทียมทางเพศไว้ด้วย
ท่านลองกลับไปอ่านมาตรา 16 ข้างต้นให้ดีอีกครั้งนะครับจะเข้าใจได้ดีขึ้น
…………………………………..
ฟังพ็อดแคสต์คลิ๊ก
วันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2563
ได้เงินเดือนเท่าไหร่ถึงจะพอ?
ผมมักจะเห็นการตั้งคำถามทำนองนี้ตามเว็บไซด์ดัง ๆ มาเป็นสิบปีจนถึงปัจจุบันก็ยังมีการตั้งคำถามทำนองนี้อยู่ก็เลยอยากจะแชร์ไอเดียและประสบการณ์ของผมต่อคำถามนี้อย่างนี้ครับ
ผมว่าการตั้งคำถามเป็นสิ่งสำคัญ
มีคำพูดหนึ่งบอกไว้ว่าถ้าเราอยากจะรู้ว่าใครรู้เรื่องอะไรมากน้อยแค่ไหนก็ดูจากคำตอบ
แต่ถ้าเราอยากจะรู้ว่าเขาฉลาดคิดไหมให้ดูจากคำถาม
ถ้าตั้งคำถามข้างต้นว่า “ได้เงินเดือน.......บาทจะพอกินได้ยังไง?”
จะทำให้ความคิดของเราแคบลงแค่เพียงว่า
“พอ” หรือ “ไม่พอ”
คิดอย่างนี้แล้วเราอยากจะทำงานต่อไปไหม
และเราจะมีความสุขกับการทำงานไหมล่ะครับ?
เพราะถ้าเราตั้งคำถามอย่างนี้แน่นอนว่าเราจะไม่พอใจกับผู้บริหาร
ไม่พอใจที่บริษัททำไมถึงให้เงินเดือนเราน้อยแค่นี้เอง จะไปพอกินได้ยังไง
ทำไมบริษัทถึงเอาเปรียบเราอย่างนี้ ฯลฯ
เพราะเรื่องของเงินเดือนน่ะ
“ให้เท่าไหร่ก็ไม่เคยถึงใจคนรับ” หรอกครับ
เข้าทำนอง
“มีน้ำครึ่งแก้วเองจะพอกินเหรอ..หรือเรายังโชคดีนะที่มีน้ำอยู่ตั้งครึ่งแก้ว”
เราจะคิดแบบไหนนั่นแหละ ถ้าเราคิดในอีกด้านหนึ่งว่าดีเท่าไหร่แล้วที่เรายังมีเงินเดือนเท่านี้ในขณะที่คนอื่นที่เขารายได้น้อยกว่าเราก็ยังมีอีกไม่น้อยเลยนะนั่น
เรามัวแต่คาดหวังอยากจะให้เงินเดือนมากกว่านี้จนลืมคิดว่าเราจะบริหารเงินเดือนที่ได้รับอยู่ในปัจจุบันให้ดีแล้วหรือเปล่า?
รายรับได้เท่าไหร่ไม่สำคัญเท่ากับเราจะควบคุมรายจ่ายยังไงต่างหาก
ถ้าเราใช้จ่ายฟุ่มเฟือยสุรุ่ยสุร่ายมือเติบไม่วางแผนการใช้จ่ายให้ดีแล้ว
ต่อให้เราได้เงินเดือนเป็นแสนก็ไม่พอใช้ครับ!
ถ้าเราเปลี่ยนคำถามเสียใหม่ว่า “เราจะเก็บเงินได้มากที่สุดเดือนละเท่าไหร่”
หรือ
“เราจะบริหารรายรับของเรายังไงดี” จะดีกว่าไหม?
เมื่อเราเปลี่ยนคำถามแบบนี้แล้ว เราก็จะมีไอเดียในการจัดการเงินเดือนที่เราได้รับอยู่ทุกเดือนเปลี่ยนไปจากเดิม
เช่น
1.
เริ่มต้นทำบัญชีรับ-จ่ายในแต่ละเดือนเพื่อดูว่ารายรับแบบคงที่คือเงินเดือนจากงานประจำเดือนละเท่าไหร่
เรามีหนทางที่จะหารายได้เสริมอะไรเพิ่มเติมจากนี้ได้บ้างหรือไม่ เช่น
การหาของมาขายผ่านออนไลน์ ไลฟ์ผ่านเฟซบุ๊กนอกเวลางานเพื่อเพิ่มรายรับอีกทางหนึ่ง
2.
สำรวจดูค่าใช้จ่ายแต่ละเดือนว่าอะไรบ้างที่ค่าใช้จ่ายคงที่
(Fixed Cost) เช่น ค่าเช่าที่พัก, ค่าไฟฟ้า, ค่าน้ำประปา,
ค่าโทรศัพท์มือถือ ซึ่งค่าใช้จ่ายคงที่เหล่านี้มีอะไรบ้างที่มากเกินไปในเวลานี้
เช่น ค่าเช่าที่พัก หรือค่าโทรศัพท์มือถือ แพงเกินความจำเป็นหรือไม่
3.
ค่าใช้จ่ายแบบแปรผัน (Variable
Cost) ที่ไม่จำเป็นและสามารถตัดออกได้ เช่น
การไปเที่ยวเตร่สังสรรค์มากเกินไป, การรูดบัตรเครดิตซื้อของที่ “อยาก” ได้
แต่ไม่ใช่ของที่จำเป็น หรือการซื้อของฟุ่มเฟือยเกินความจำเป็น
4.
โดยเฉพาะการใช้บัตรเครดิตรูดซื้อของควรจะต้องมีเงินในบัญชีเพียงพออยู่แล้ว
ไม่ใช่รูดบัตรโดยยอมเสียดอกเบี้ยแบบเอาเงินจากบัตรใบหนึ่งไปโปะจ่ายหนี้ให้อีกใบหนึ่ง
ถ้าเป็นแบบนี้รับรองว่าดินจะพอกหางหมูในเวลาไม่กี่เดือนและก็จะถูกเจ้าหนี้ตามล่าในที่สุด
5.
ไม่ควรสร้างหนี้ในขณะที่ตัวเองยังไม่พร้อม
เช่น ซื้อรถหรือคอนโดและต้องผ่อนจนเกินความสามารถที่จะส่งเงินผ่อนในอนาคตได้
ถ้ายังไม่พร้อมก็ควรจะต้องเช่า หรือเดินทางด้วยพาหนะสาธารณะไปก่อน
6.
การเป็นหนี้นอกระบบกำลังเป็นการสร้างหายนะให้กับตัวเองในอนาคต
ให้หลีกเลี่ยงโดยเด็ดขาด
มาถึงตรงนี้ผมจึงอยากสรุปตรงที่ว่าไม่ว่าเราจะมีรายได้เดือนละเท่าไหร่ไม่สำคัญเท่ากับเรามีแผนในการออมเงินของเราเดือนละเท่าไหร่
แทนที่เราจะเอาแต่แบมือขอหรือรอความหวัง (ที่เป็นไปได้ยาก) จากคนอื่น
เราหันกลับมาปรับปรุงที่ตัวเราเองให้ดีขึ้นไม่ดีกว่าหรือ
ตนเป็นที่พึ่งแห่งตนดีกว่าการไปรอหวังพึ่งคนอื่นครับ
เพราะถ้าเราคิดแต่จะหาทางเรียกร้องให้บริษัทเพิ่มเงินเดือนเราให้มากขึ้นกว่าเดิมไปเรื่อย
ๆ โดยไม่หันกลับมาทบทวนพฤติกรรมการใช้เงินของตัวเองให้เหมาะสมแล้ว
ต่อให้มีรายได้เดือนละเท่าไหร่ก็ไม่มีวันพอสำหรับคนที่ไม่คิดที่จะสร้างวินัยในการออมให้กับตัวเองหรอกครับ
......................................
วันจันทร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2563
Lemming Effect ระวังการตามแห่จนตกเหว (ด้วยกัน)
เลมมิ่ง (Lemming) เป็นสัตว์ตระกูลฟันแทะคล้าย ๆ กับหนูปนกระรอกอาศัยอยู่ในแถบอาร์คติกขั้วโลกเหนือ เลมมิ่งเป็นสัตว์สังคมนิยมอยู่รวมกันเป็นฝูง แม้แต่ถ้ามีการอพยพย้ายถิ่นก็จะย้ายกันไปเป็นฝูง
หรือจะพูดจาภาษาเลมมิ่งคือ
“เราพวกเดียวกัน ว่าอะไรก็ว่าตามกัน” คงไม่ผิดนัก
มีเรื่องเล่ากันมาว่าวันร้ายคืนร้ายเหล่าเลมมิ่งก็จะตามจ่าฝูงไปถึงหน้าผาสูงริมทะเล
พอตัวจ่าฝูงกระโดดหน้าผาลงทะเล
บรรดาลูกฝูงก็กระโดดตามจ่าฝูงลงไปด้วยจนจมน้ำตายกันเป็นจำนวนมากจนดูเหมือนกับการฆ่าตัวตายหมู่ตามจ่าฝูง
แต่นักสัตววิทยาก็ออกมาบอกว่าคนเราเข้าใจผิดกันไปเองว่าเลมมิ่งมีพฤติกรรมฆ่าตัวตายหมู่ตามผู้นำ
ซึ่งแท้ที่จริงแล้วเกิดจากการขยายพันธุ์ประชากรของเลมมิ่งที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจึงทำให้มันต้องอพยพย้ายถิ่นฐานเพื่อไปหาแหล่งอาหารใหม่
แม้เลมมิ่งจะเป็นนักว่ายน้ำฝีมือดีแต่การว่ายน้ำไปหาแหล่งอาหารใหม่เหล่าเลมมิ่งว่ายไปไม่ถึงอีกฝั่งหนึ่งหมดแรงเสียก่อนก็เลยจมน้ำตายไปไม่น้อย
ทำให้คนไปคิดเอาเองว่ามันมีพฤติกรรมฆ่าตัวตายหมู่ตามจ่าฝูงหรือทำอะไรเลียนแบบกันไปตามเสียงส่วนใหญ่
จากจุดนี้แหละครับเลยมาเป็นคำว่า Lemming Effect ความหมายคือการที่คนหมู่มากทำตามผู้นำโดยไม่คิดไตร่ตรองให้ดีก็จะเป็นเหตุให้เกิดความพินาศหรือผิดพลาดตายหมู่หรือเกิดความเสียหายมากมายตามมาในภายหลัง
ยิ่งถ้าตัวผู้นำเป็นคนไม่มีเหตุผลขาดสามัญสำนึกที่ดีก็ยิ่งจะมีโอกาสชักจูงคนหมู่มากให้ทำสิ่งที่เกิดความเสียหายร้ายแรงแบบที่คาดไม่ถึงได้ในที่สุด
ที่ผ่านมาเราก็เคยเห็นพฤติกรรมแบบ Lemming Effect มาแล้วหลายครั้งไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมของฮิตเลอร์ที่นำชาวเยอรมันทั้งหมดในยุคนั้นเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่สองที่ทำเกิดความพินาศเสียหายไปทั่วโลก
พฤติกรรมการปั่นหุ้นในตลาดหลักทรัพย์โดยมีผู้ปล่อยข่าวชี้นำตลาดทำให้เกิดกระแสตามแห่ของนักลงทุนในการซื้อหรือขายหุ้นพร้อม
ๆ กันจำนวนมาก
หรือพฤติกรรมด้านลบของผู้นำประเทศตลอดจนผู้นำม็อบทั้งของบ้านเราหรือของต่างประเทศที่ชักจูงคนจำนวนมากให้หลงเชื่อคล้อยตามแล้วสร้างปัญหาร้ายแรงต่าง
ๆ ให้เกิดขึ้นกับสังคมและประเทศชาติในที่สุด
ข้อคิดที่ดีสำหรับ Lemming Effect คือเสียงข้างมากไม่ใช่เสียงที่ถูกต้องเสมอไป
ยิ่งถ้าอยู่ในสถานการณ์ที่เรายังไม่เคยมีประสบการณ์ในเรื่องนั้น ๆ
มาก่อนยิ่งไม่ควรใช้การโหวตเสียงข้างมาก
แต่ควรหาข้อมูลข้อเท็จจริงและใช้เหตุผลมาปรึกษาหารือร่วมกันก่อนการตัดสินใจ
เพราะถ้าไม่ใช้ข้อมูลและเหตุผลคุยกันก็จะเกิดปัญหาพากันตามแห่ลงเหวแบบเดียวกับฝูงเลมมิ่งที่กระโดดหน้าผาแล้วตายหมู่ในที่สุด!
สิ่งที่จะป้องกัน
Lemming
Effect ได้ก็คงจะต้องเป็นข้อมูลที่เราจะต้องหาข้อมูลข้อเท็จจริงมากลั่นกรองว่าเรื่องไหนจริงเรื่องไหนเท็จ
ไม่หลงเชื่อจนเป็นเหยื่อข่าวลือ Fake news ต่าง ๆ
แล้วนำเรื่องเหล่านั้นมาคิดไตร่ตรองด้วยสติปัญญาของเราให้ดีก่อนที่จะตัดสินใจทำอะไรไปตามกระแสตามคนหมู่มาก
แบบพวกมากลากไปจนเกิดหายนะต่อตัวเราเองและส่วนรวมในภายหลังครับ
ฟังพ็อดแคสต์คลิ๊ก
วันศุกร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2563
พนักงานขาดงานบ่อย ๆ ทำยังไงดี ?
เรื่องที่ผมจะเอามาแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันวันนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้เสมอในบริษัทต่าง ๆ แต่บางครั้งบริษัทก็อาจจะยังไม่รู้ว่าควรจะทำยังไงดีกับเรื่องราวทำนองนี้
ก็เรื่องพนักงานขาดงานน่ะสิครับ
!
พนักงานที่เคยมาทำงานกันทุกวันเห็นหน้าเห็นตากันอยู่ แต่พอวันดีวันร้ายอะไรสักอย่างแกก็กลายเป็นมนุษย์ล่องหนไม่มาทำงานซะงั้น
โดยไม่ได้บอกได้กล่าวกับใครในที่ทำงาน
เลยไม่มีใครรู้ว่าแกหายไปไหนหรือถูกใครอุ้มเป็นตายร้ายดียังไงก็ไม่มีใครบอกได้
เพราะแม้ว่าเพื่อนที่ทำงานหรือหัวหน้าพยายามจะโทรติดต่อแล้วก็ไม่มีสัญญาณตอบรับจากเลขหมายที่ท่านเรียก
ฯลฯ
เราควรทำยังไงดี
?
ถ้าเป็นหัวหน้างานหรือ HR สายฮาร์ดคอร์ก็มักจะอ้างถึงมาตรา
119 (5) ของกฎหมายแรงงานดังนี้ครับ
มาตรา ๑๑๙
นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้างในกรณีหนึ่งกรณีใดดังต่อไปนี้....
... (๕)
ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันไม่ว่าจะมีวันหยุดคั่นหรือไม่ก็ตามโดยไม่มีเหตุอันสมควร...(รายละเอียดของมาตรานี้เข้าไปดูในกูเกิ้ลนะครับ)
ดังนั้น เมื่อพนักงานขาดงานหายไปตั้งแต่
3 วันขึ้นไป
บางบริษัทก็ทำหนังสือเลิกจ้างพนักงานทันทีโดยอ้างเหตุผลตามมาตรา 119 (5) ข้างต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าพนักงานที่ขาดงานนั้นมีผลการปฏิบัติงานไม่ดี,
ความประพฤติไม่ดี, ขายไม่ได้ตามเป้า ฯลฯ
ซึ่งบริษัทก็จะได้ใช้เป็นสาเหตุในการเลิกจ้างโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามอายุงาน
เรียกว่าคอยจ้องไว้เลยว่าถ้าพนักงานหายไปครบ 3 วันปุ๊บก็ทำหนังสือเลิกจ้างปั๊บทันใจวัยรุ่นกันเลยทีเดียว
แต่....ช้าก่อนครับในเรื่องนี้ควรจะต้องทำให้รอบคอบเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาตามมาภายหลัง
เพราะถ้าพนักงานที่บริษัทเลิกจ้างเกิดประสบอุบัติเหตุไม่รู้สึกตัวเข้าไปนอนอยู่ไอซียูโดยที่ทั้งโทรศัพท์มือถือหรือกระเป๋าสตางค์ที่มีบัตรต่าง
ๆ อยู่ถูกพลเมืองร้ายขโมยไป
หรือไปเที่ยวแล้วเกิดภัยธรรมชาติหรือหลงป่าจนไม่สามารถจะติดต่อกลับมาได้ ฯลฯ ซึ่งต้องมาดูกันอีกทีหนึ่งว่า “มีเหตุผลอันสมควร”
หรือไม่ เพราะหากมีการฟ้องศาลแล้วศาลท่านเห็นว่าที่พนักงานขาดงานไปนั้นมีเหตุผลอันสมควรแล้วก็อาจพิพากษาให้รับกลับเข้าทำงานก็เป็นได้
ดังนั้น เพื่อป้องกันปัญหาตามที่ผมบอกมาข้างต้นสิ่งที่บริษัทควรทำมีดังนี้
1. บริษัทควรพยายามติดต่อตัวพนักงานให้ได้ซึ่งแน่นอนว่าเบื้องต้นคงต้องโทรศัพท์ติดต่อ
แต่ถ้าไม่สามารถติดต่อทางโทรศัพท์ได้ ก็ควรจะต้องไปหาพนักงานที่บ้านพัก
(หรือหอพัก) ของพนักงานเพื่อไปตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าพนักงานขาดงานไปด้วยเหตุใดกันแน่
(ควรมีพนักงานของบริษัทไปเป็นพยานด้วยนะครับ)
ถ้าพบตัวแล้วพนักงานอยากจะลาออกก็ให้เขาเขียนใบลาออกโดยลงวันที่มีผลลาออกและเซ็นชื่อให้เรียบร้อยเพื่อเป็นหลักฐาน
ซึ่งวิธีนี้จะยุติปัญหาทั้งหมด
2. ถ้าไปหาพนักงานที่บ้านพัก (หรือหอพัก)
แล้วไม่เจอตัวคือย้ายออกไปอยู่ที่อื่นและไม่มีใครทราบหรือติดต่อได้
หรือเจอตัวแล้วพนักงานก็กำลังเมาเหล้า หรือใช้ชีวิตตามปกติแต่บอกว่าไม่อยากไปทำงาน
หรือพูดโยกโย้ไปมาโดยไม่มีเหตุผล ฯลฯ อย่างนี้บริษัทควรทำรายงานการไปเยี่ยมเยียน และก็ทำหนังสือเลิกจ้างโดยระบุสาเหตุของการเลิกจ้างตามมาตรา
119 (5) คือพนักงานละทิ้งหน้าที่
3 วันทำงานติดต่อกันขึ้นไปโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรแล้วส่งเป็นไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับไปยังที่อยู่ของพนักงาน
แล้วเก็บสำเนาลงทะเบียนไว้กับต้นฉบับหนังสือเลิกจ้างเพื่อเป็นหลักฐานทางบริษัท
แล้วให้พยานที่ไปด้วยลงชื่อเป็นพยานในรายงานการไปเยี่ยมพนักงานดังกล่าว
3. การจ่ายค่าจ้างก็จ่ายถึงวันสุดท้ายที่พนักงานมาทำงาน
เช่นมาทำงานวันสุดท้ายคือวันที่ 10
พฤษภาคม และขาดงานไปตั้งแต่วันที่ 11 พฤษภาคมเป็นต้นไป
ก็จ่ายค่าจ้างถึงแค่วันที่ 10 พฤษภาคม เป็นต้น
ข้อควรระวังในการเลิกจ้างในกรณีขาดงานแบบนี้คือ
หัวหน้างานจะต้อง “รู้จัก” ลูกน้องของท่านดีนะครับว่าใครเป็นมือวางอันดับหนึ่งที่มีพฤติกรรมเกเร
ชอบขาดงาน หรือใครที่เป็นพนักงานที่ดีขยันขันแข็ง
แล้วอยู่ ๆ ก็ขาดงานหายไป พูดง่าย ๆ
คือควรจะต้องพิจารณาเรื่องทำนองนี้อย่างรอบคอบเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาตามมาในภายหลังครับ
………………………………….