วันจันทร์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2562

โดนโยนงานจนอยากจะลาออกวันละหลายหน..ทำไงดี ?


            มีน้องใหม่เพิ่งจบจากมหาวิทยาลัยชื่อดังด้านบริหารธุรกิจ เกรดเฉลี่ย 3 กว่า ๆ เข้ามาทำงานได้ประมาณ 2 เดือน แต่ถูกรุ่นพี่ที่ทำงานอยู่มาก่อนรับน้องละน่วม คือชอบโยนงานต่าง ๆ มาให้ทำเยอะแยะไปหมดแล้วตัวเองก็ไปนั่งเล่นเฟซบุ๊กให้น้องใหม่เห็นซะอีก

น้องใหม่รายนี้ก็เลยคับข้องใจเพราะถูกโยนงานทั้งหลายมาให้จนทำแทบไม่ทัน เหนื่อย ทำไปก็ไม่เห็นจะได้ประสบการณ์อะไรเพิ่มขึ้นเลย เริ่มคิดว่างานที่ทำไม่คุ้มกับเงินเดือน ๆ ละ 15,000 บาท ก็อยากจะหางานใหม่เพราะฐานะทางบ้านก็ปานกลางลาออกมาก็ยังพอมีเวลาไปหางานใหม่ได้ ตกลงแล้วน้องใหม่รายนี้ควรจะลาออกดีหรือไม่ ?

            ผมเชื่อว่าปัญหาทำนองนี้เกิดขึ้นได้กับมนุษย์เงินเดือนทุกคนไม่เฉพาะแต่พนักงานเข้าใหม่นะครับ

          วิธีแก้ปัญหาที่ง่ายที่สุดก็คือการลาออก เพราะไม่ต้องคิดอะไรมากแค่เขียนใบลาออกแล้วก็ไปยื่นกับหัวหน้างานทุกอย่างก็จบสำหรับที่นี่!

            แต่ก่อนที่จะตัดสินใจอย่างงั้นลองนั่งนิ่ง ๆ แล้วลองฟังผมสักนิดนึงก่อนนะครับ....

1.      ทัศนคติคือทุก ๆ อย่างในชีวิต: ถ้าอยากเป็นคนที่ประสบความสำเร็จต้องหาทางเปลี่ยนวิธีคิดจากลบเป็นบวกให้ได้เสียก่อน เพราะสิ่งใด ๆ ที่เกิดขึ้นมาแล้วสิ่งนั้นไม่ได้ดีหรือเลวด้วยตัวของมันเองนะครับ แต่ความรู้สึก (หรือทัศนคติ) ของเราที่มีต่อสิ่งที่เกิดขึ้นต่างหากที่จะทำให้มันดีหรือเลว

2.      มองวิกฤตเป็นโอกาส : แทนที่เราจะคิดว่าทำไมใคร ๆ ก็โยนงานอะไรก็ไม่รู้มาให้เราทำตั้งเยอะแยะไม่ยุติธรรมเลย ก็ลองกลับมาคิดเสียใหม่ว่าแล้วเราได้เรียนรู้งานใหม่ ๆ ที่พี่ ๆ เขาโยนมาให้เรามากขึ้นกว่าเดิมบ้างล่ะ งานเหล่านี้ทำให้เรามีประสบการณ์เพิ่มมากขึ้นในการทำงานมาก ๆ ในระยะเวลาจำกัด ทำให้เราต้องบริหารเวลากับงานได้ดีขึ้นเพื่อส่งงานให้ได้ตรงเวลา เมื่อเราสามารถทำงานเหล่านี้ได้มันก็จะเป็นผลงานของเราเองเลยนะครับ เมื่อเวลาผ่านไปเราอายุมากขึ้นมองกลับไปด้วยความภูมิใจว่าหนักกว่านี้เราก็ผ่านมันมาได้แล้ว

3.      เราจะมีทักษะในการแก้ปัญหามากขึ้น : จากงานที่โดนโยนมาเยอะแยะเหล่านั้น จะทำให้เราได้เรียนรู้วิธีแก้ปัญหาและจัดการกับปัญหาต่าง ๆ เพื่อทำให้งานสำเร็จให้ได้ ซึ่งวิธีการแก้ปัญหาเหล่านี้เกิดจากประสบการณ์จริงในภาคปฏิบัติที่ไม่มีสอนในตำราเล่มไหน  เรียกว่าเราได้เรียนกระบวนการแก้ปัญหาและตัดสินใจจากหน้างานจริง ๆ เลย  ซึ่งในวันข้างหน้าประสบการณ์เหล่านี้เรายังเอาไว้ยกเป็นตัวอย่างให้คำแนะนำกับรุ่นน้องต่อ ๆ ไปได้อีกนะครับเรียกว่ามีนิทานจากเรื่องจริงมาเล่าให้ลูกน้องฟังกันไม่หมดเลยแหละ แถมบางเรื่องอาจจะดูซีเรียสในตอนที่เจอปัญหา แต่เมื่อผ่านปัญหานั้นมาได้ก็กลายเป็นเรื่องขำ ๆ ในภายหลังไปเลยก็มี

4.      ฝึกความอดทน : ประสบการณ์แบบนี้จะช่วยฝึกการควบคุมอารมณ์ตัวเอง เพราะในชีวิตการทำงานนั้นจะต้องมีบ้างแหละครับที่ “เราต้องทำในสิ่งที่เราไม่อยากทำ และไม่ได้ทำในสิ่งที่เราอยากทำ” ดังนั้นความอดทนและสู้งานเป็นคุณสมบัติสำคัญอย่างหนึ่งที่องค์กรต้องการ พูดง่าย ๆ คือเก่งงานแค่ไหนแต่ถ้าไม่อดทนก็เติบโตยากนะครับ

5.      ถ้าหนีปัญหาคงจะต้องหนีไปเรื่อย ๆ : ถ้าเราตัดสินใจแก้ปัญหานี้ด้วยการลาออกทันทีที่เจอปัญหา ไม่ใช่การแก้ปัญหานะครับแต่เป็นการ “หนีปัญหา” มากกว่า และถ้าตัดสินใจลาออกทันทีแบบนี้ทั้งที่ทำงานได้ประมาณ 2 เดือน แล้วต่อไปถ้าไปเจอปัญหาทำนองเดียวกันนี้ในที่ทำงานใหม่จะทำยังไงล่ะครับ? จะลาออกอีกไหม? แล้วจะรู้ได้ยังไงล่ะครับว่างานที่ใหม่จะมีปัญหาน้อยกว่านี้

ถ้าจะลาออกเพื่อหนีปัญหามิต้องลาออกทุก ๆ ครั้งที่เจอปัญหาหรือ?

            อยากจะปิดท้ายว่าความแตกต่างระหว่างคนที่ประสบความสำเร็จกับคนที่มีแต่ความล้มเหลวไม่ใช่เรื่องของฐานะหรือความเก่งในงาน แต่ทัศนคติและความคิดที่ดีต่างหากที่จะทำให้คน ๆ นั้นประสบความสำเร็จในชีวิตครับ

……………………………