วันจันทร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2561

มาสาย..บริษัทให้ความสำคัญกับการลงโทษหรือการแก้ที่สาเหตุมากกว่ากัน?


            “มาทำงานสาย” คำสั้น ๆ แต่เป็นปัญหาที่ทุกองค์กรมักจะพบเจออยู่บ่อย ๆ ซึ่งบริษัทจำนวนไม่น้อยก็มักจะแก้ปัญหาการมาสายของพนักงานด้วยการ “ลงโทษ” เสียเป็นหลักและเป็นวิธีเก่าแก่แบบเดิม ๆ

            ไม่ว่าจะเป็นการตัดเงินเดือนพนักงานที่มาสาย ซึ่งในบางกรณีก็หักเงินเดือนพนักงานแบบผิดกฎหมายแรงงานอีกต่างหาก

            บริษัทเคยติดตามผลไหมครับว่าเมื่อตัดค่ามาสายแล้วพนักงานยังมาสายอยู่เหมือนเดิมหรือไม่?

            ประเด็นที่ผมจะนำมาชวนให้คิดในวันนี้ไม่ใช่เรื่องของการหาข้อสรุปว่าตกลงบริษัทจะหักเงินพนักงานมาสายดี หรือจะใช้วิธีตัดเงินเดือนพนักงานเมื่อมาสายตามระเบียบดีนะครับ

            แต่อยากจะให้ข้อคิดบางประการว่า....

            บริษัทได้หาสาเหตุของการมาสายของพนักงานเจอแล้วหรือยัง?

          เพราะการมุ่งไปที่การลงโทษเป็นหลักไม่น่าจะเป็นการแก้ปัญหาที่ตัวต้นเหตุ แต่กำลังแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเสียมากกว่า

            แถมก็ไม่แน่ว่าจะแก้ปัญหาการมาสายได้จริงเสมอไปเพราะพนักงานที่ถูกตัดเงินเดือนก็จะบอกว่า “บริษัทตัดเงินเดือนลงโทษฉันไปแล้วจะมาเอาอะไรกันอีกล่ะ”

            เรามาดูกันไหมครับว่าสาเหตุของพนักงานที่มาสายเกิดจากอะไรกันบ้าง

1.      เกิดจากพฤติกรรมของพนักงานคนนั้น ๆ โดยตรง เช่น เป็นคนนอนดึกมาก, ชอบเที่ยวเตร่กินเหล้าสังสรรค์ดึก ๆ ดื่น ๆ กับเพื่อนร่วมแก๊งค์ทุกคืน, มีอาชีพเสริมตอนกลางคืน ฯลฯ ก็เลยทำให้ตื่นเช้าไม่ได้ทำให้ต้องมาทำงานสาย
2.      ลูกน้องที่มาสายเป็นคนไม่รับผิดชอบงาน ทำงานปัจจุบันให้เหมือนเป็นงานอดิเรกอยู่ศาลาพักร้อนไปวัน ๆ เพื่อรองานใหม่ไม่สนใจงานปัจจุบันก็เลยมาสาย

3.      บ้านอยู่ไกลจากบริษัทมาก รถติด ทำให้ฝ่าการจราจรมาไม่ทันเวลางาน ซึ่งเหตุเรื่องรถติดนี่มักจะนำมาอ้างกันบ่อยมากกว่าสาเหตุอื่น

4.      พนักงานมีข้ออ้างสารพัด เช่น ต้องไปส่งลูกที่โรงเรียนตอนเช้า, ต้องดูแลบุพการีที่เจ็บป่วย, ตัวพนักงานเองสุขภาพไม่ดี ฯลฯ

5.      เกิดจากตัวหัวหน้างานที่มาสายเสียเองให้ลูกน้องเห็นอยู่บ่อย ๆ เป็นประจำ ทำให้ลูกน้องเอาเป็นแบบอย่างบ้างน่ะสิครับ เพราะทีหัวหน้ายังมาสายได้แล้วทำไมฉันจะมาสายบ้างไม่ได้ล่ะ

6.      หัวหน้าเป็นคนขี้เกรงใจลูกน้อง ไม่กล้าว่ากล่าวตักเตือนลูกน้องกลัวว่าถ้าไปตำหนิว่ากล่าวแล้วเดี๋ยวลูกน้องจะเคือง ลูกน้องจะไม่รัก ก็เลยทำให้ลูกน้องคนอื่น ๆ เห็นว่าทีเพื่อนเรามาสายไม่เห็นหัวหน้าว่าไง เราก็ Me too (แปลว่ากูด้วย) บ้างสิ ผลก็เลยทำให้พนักงานในหน่วยงานนั้นมาสายกันแทบทั้งแผนก

7.      หัวหน้างานไปมีข้อยกเว้นให้กับลูกน้องที่ทำงานดีที่หัวหน้าปลื้มชื่นชม พอลูกน้องคนนี้มาสายก็ไม่ว่ากล่าวตักเตือนอะไรเพราะไปให้เครดิตเรื่องงานเป็นหลัก ก็เลยทำให้ลูกน้องคนนี้กลายเป็นอภิสิทธิชนในหน่วยงานไป

8.      ไม่ประเมินการทำงานในระหว่างทดลองงานให้ดี เห็นพฤติกรรมการมาสายตั้งแต่ตอนทดลองงานแล้วก็ยังดันทุรังบรรจุให้เป็นพนักงานประจำเพราะอ้างว่าไม่มีคนทำงานได้รับการบรรจุเป็นพนักงานประจำยิ่งลายออก มาสายหนักกว่าเดิมเสียอีก

            อันที่จริงแล้วสาเหตุการมาสายน่ะมีมากกว่านี้อีกนะครับ

          แต่ทั้งหลายทั้งปวงท่านจะเห็นได้ว่าคนที่ควรจะต้องคิดหาสาเหตุหรือป้องกันปัญหาเรื่องพนักงานมาสายที่ดีที่สุดคือ “หัวหน้า” ของพนักงานที่มาสายนั่นแหละครับ

            ถ้าหัวหน้ายังปล่อยปละละเลยเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ไม่กล้าว่ากล่าวตักเตือนลูกน้องที่มาสาย คิดได้อย่างเดียวคือถ้าใครมาสายก็ตัดเงินเดือนตามระเบียบนี่ปัญหาการมาสายก็จะยังคงอยู่อย่างงี้แหละ

            หัวหน้าจึงควรหันกลับมาดูสาเหตุการมาสายของลูกน้องตัวเองแล้วแก้ไขพฤติกรรมเป็นรายบุคคล (Case by Case) เพราะแต่ละคนจะมีปัญหาที่แตกต่างกันไป

            ถ้าพยายามแก้ไขทุกอย่างแล้วจนถึงการว่ากล่าวตักเตือนแล้วก็ยังไม่ฟังให้ทำอย่างนี้สิครับ

1.      แจ้งให้ทราบโดยทั่วกันเลยว่าประวัติการมาทำงานของพนักงานจะมีผลกับการขึ้นเงินเดือนประจำปีและการจ่ายโบนัสให้น้อยลงจนถึงไม่ให้เลยรวมถึงการงดพิจารณาเลื่อนตำแหน่ง ถ้าพนักงานคนไหนยังมิได้นำพาและมาสายเกินกว่าที่กำหนดไว้ก็เตรียมทำใจในเรื่องเหล่านี้เอาไว้ได้เลย

2.      ดำเนินการตามวินัย เช่น ตักเตือนด้วยวาจา, ตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษร จนถึงการตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษรเป็นครั้งสุดท้ายว่าห้ามสายอีกนะ ถ้ามาสายอย่างนี้อีกบริษัทจะก็จะเลิกจ้างไม่จ่ายค่าชดเชยและค่าบอกกล่าวล่วงหน้าใด ๆ ทั้งสิ้น เพื่อไม่ให้เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีกับพนักงานคนอื่น ๆ แล้วถ้าพนักงานคนไหนยังผิดซ้ำคำเตือนก็เลิกจ้าง ซึ่งก็จะเป็นการส่งสัญญาณให้พนักงานในบริษัทได้รับรู้ว่าบริษัทจะไม่ยอมรับการมาสายซ้ำซากแบบนี้ได้อีกต่อไป

            ซึ่งทั้งหมดที่ผมบอกมานี้จะเห็นได้ว่าไม่จำเป็นต้องไปตัดเงินเดือนพนักงานที่มาสาย แต่ใช้วิธีการแก้ปัญหาที่ตัวสาเหตุ (ซึ่งต้องหาสาเหตุให้เจอเสียก่อน) เป็นรายบุคคลแล้วก็ว่ากันไปตามระเบียบวินัย

          แต่ที่สำคัญคือหัวหน้าแต่ละคนมีความพร้อมและกล้าพอที่จะแก้ปัญหาการมาสายของลูกน้องอย่างจริงจังหรือไม่

          ที่สำคัญก็คือ..วันนี้หัวหน้าได้เป็นตัวอย่างที่ดีในการมาทำงานตรงเวลาให้ลูกน้องเห็นแล้วหรือยัง?

            เพราะถ้าแม้แต่หัวหน้าเองก็ยังมาสาย อย่างงี้จะไปตักเตือนว่ากล่าวให้ลูกน้องมาตรงเวลาได้ยังไง ใครเขาจะไปเชื่อ

            คำพังเพยโบราณสอนไว้ว่า “ถ้าหัวส่าย หางก็กระดิก ถ้าหัวไม่ส่าย หางก็ไม่กระดิก” ขนาดแม่ปูยังเดินเบี้ยวจะไปสอนลูกปูให้เดินตรงได้ยังไงล่ะครับ

            บริษัทไหนที่ยังแก้ปัญหาการมาสายที่ปลายเหตุน่าจะลองนำเรื่องนี้กลับไปคิดทบทวนนโยบายกันดู

          เริ่มต้นด้วยการจัดการกับหัวหน้าที่มาสายเป็นประจำเสียก่อนดีไหมครับ? :-)

………………………………….