ส่งท้ายปีเก่า 2567
โดย ธำรงศักดิ์ คงคาสวัสดิ์ วิทยากรและที่ปรึกษาด้าน HR บริษัท ทีอาร์เอ็นคอนซัลแทนท์ จำกัด อีเมล์ tamrongsakk@hotmail.com หรือ tamrongsakk@gmail.com
เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมต้องใช้บริการรถไฟฟ้า BTS เพื่อเข้าเมืองไปทำธุระก็เจอเรื่องที่น่าจะเป็นข้อคิดในการพัฒนาทรัพยากรบุคคลบนรถไฟฟ้ามาเล่าสู่กันฟังเผื่อจะเป็นประโยชน์นะครับ
บนรถ
BTS ตู้ที่ผมนั่งอยู่มีคนนั่งเต็มทุกที่นั่งและมีคนยืนอยู่ในตู้นี้ประมาณ 8-9
คนซึ่งก็ไม่ได้แน่นมากนักเพราะเป็นเวลากลางวันของวันธรรมดา
เมื่อถึงสถานีหนึ่งมีคุณแม่พาลูกชายวัย 8-9 ขวบขึ้นมาบนรถ
พอขึ้นมาบนรถแล้วลูกชายของคุณแม่ก็ตรงรี่เข้ามาชี้ตรงผู้หญิงวัยกลางคนที่นั่งข้าง
ๆ ผม
(ซึ่งเธอมีกระเป๋าเดินทางแบบลากใบใหญ่และกระเป๋าสะพายใบเขื่องวางอยู่บนกระเป๋าลากอีกทีหนึ่ง)
พร้อมทั้งส่งเสียงดังว่า “จะนั่งตรงนี้..จะนั่งตรงนี้”
ฝ่ายคุณแม่ก็เหลือบตามองดูลูกชายแว๊บเดียวก็ดึงโทรศัพท์มือถือขึ้นมาไถไปมาแบบไม่สนใจอะไรมากไปกว่าการไถโทรศัพท์
ฝ่ายผู้หญิงที่นั่งข้าง ๆ ผมก็เลยต้องลุกขึ้นลากกระเป๋าให้เด็กนั่ง
ส่วนเด็กคนนี้ก็กระโดดขึ้นมานั่งและปีนเก้าอี้และร้องเพลงโดยคุณแม่ก็ยังคงเพลินกับการไถโทรศัพท์ต่อไป
ไม่มีแม้แต่การขอบคุณสักคำเดียวจากคุณแม่หรือแม้แต่จะสอนให้ลูกรู้จักขอบคุณคนที่เขาเสียสละที่นั่งให้กับตัวเองทั้ง
ๆ ที่คนที่เสียสละก็มีข้าวของพะรุงพะรัง
แถมเมื่อลูกของตัวเองปีนเก้าอี้และร้องเพลงเสียงดังรบกวนคนที่นั่งข้าง
ๆ คุณแม่ก็ไม่ได้คิดจะบอกกับลูกหรือสอนให้ลูกรู้ว่ามารยาทในที่สาธารณะควรเป็นยังไง
แต่กลับไปให้ความสำคัญกับการไถโทรศัพท์มากกว่า
ตรงนี้แหละครับที่ผมเอามาเป็นข้อคิดว่าหลายครั้งที่องค์กรส่งพนักงานเข้าอบรมเพื่อแก้ปัญหาเกี่ยวกับพฤติกรรมของคนก็จะเกิดประเด็นว่าไม่ได้ช่วยปรับพฤติกรรมของพนักงานให้ดีขึ้น
หรือแม้แต่หลายครั้งที่ผมเป็นกรรมการวินัยสอบสวนการทำความผิดของพนักงานแล้วพบว่าแม้บริษัทออกหนังสือตักเตือนแล้วก็ยังฝ่าฝืนทำความผิดซ้ำเดิมอีก
เช่น อยากได้ต้องได้ (กรณีลักขโมย) หรืออยากทำอะไรตามใจตัวเองก็จะทำอย่างนั้นโดยไม่สนใจว่าสิ่งที่ทำจะถูกหรือผิดหรือจะมีผลอะไรต่อไป
(เช่น การมาสาย, ขาดงาน)
เหมือนคำพังเพยที่ว่า
“ไม้อ่อนดัดง่าย ไม้แก่ดัดยาก” ครับ
ผมไม่รู้ว่าอนาคตของเด็กคนนี้เมื่อเติบโตต่อไปจะมีพฤติกรรมต่อไปเป็นยังไง
รู้แต่ว่าเรื่องที่เล่าให้ฟังนี้คงจะทำให้คนที่เป็นพ่อเป็นแม่คนที่อยากเห็นอนาคตลูกที่มีพฤติกรรมที่ดีต่อไปจะนำไปเป็นข้อคิดในการเลี้ยงดูลูกต่อไป
และผมยังเชื่อตามหัวข้อข้างต้นนี้ว่าการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์จำเป็นต้องเริ่มจากครอบครัวเสียก่อนครับ
การทุจริตต่อหน้าที่ถือเป็นฐานความผิดร้ายแรงตามม.119 ของกฎหมายแรงงานที่บริษัทสามารถเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย
..............................
ตามที่มีการประกาศขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำมีผล 1 มค.68 โดยมีทั้งหมดถึง 17 อัตรา ซึ่งผมได้ทำตารางเปรียบเทียบการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำของบางจังหวัดโดยคิดเป็นเปอร์เซ็นต์เพื่อให้เห็นชัดเจนว่าจังหวัดไหนมีเปอร์เซ็นต์การขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำมากที่สุด
ผลที่ออกมาคือ
อันดับ 1. จังหวัดสุราษฎร์ธานี
(เฉพาะอ.เกาะสมุย) มีอัตราขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำสูงสุด 15.94%
อันดับ 2. จังหวัดฉะเชิงเทรา
มีอัตราขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำรองลงมาคือ 14.29%
อันดับ 3. จังหวัดชลบุรี/ระยอง
ครองอันดับร่วมคือมีอัตราขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 10.80%
อันดับ 4. จังหวัดสงขลา (เฉพาะอ.หาดใหญ่)
มีอัตราขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 10.14%
อันดับ 5 จังหวัดเชียงใหม่ (เฉพาะอ.เมือง) มีอัตราขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 8.57%
ส่วนกทม.และปริมณฑลมีอัตราการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำอยู่ที่ 2.48%
ตามภาพด้านล่างครับ
จากการปรับค่าจ้างขั้นต่ำปีนี้ทำให้พอจะมองเห็นภาพของค่าจ้างขั้นต่ำวันละ
600 บาทในปี 2570 ได้บ้างแล้วว่าจะมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน
อย่างที่ผมเคยวิเคราะห์และเล่าให้ฟังในบทความที่แล้วว่าถ้าจะทำให้เป็นไปตามเป้าหมายวันละ
600
บาท ในปี 2570 ได้จะต้องมีการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำปีละประมาณ
14%
ตั้งแต่ปี 2567 ไปจนถึงปี 2569 คือ
ปี 2567 ต้องปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 400 บาท
ปี 2568 ต้องปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 460 บาท
ปี 2569 ต้องปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 524 บาท
จึงจะทำให้ปี 2570 เป็นวันละ 600 บาทได้ตามเป้าหมาย (ดูตารางประกอบ)
เมื่อเป็นอย่างนี้ก็บอกได้ว่าจังหวัดที่มีโอกาสจะเป็นไปได้ที่จะยังเป็นไปตามเป้าหมายนี้อยู่คือจังหวัด
(หรืออำเภอ) ที่ได้รับการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 400 บาทในครั้งนี้
แต่มีเงื่อนไขว่าภายในปี
2568 จะต้องได้รับการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 460 บาทให้ได้ด้วยนะครับ
ถ้าไม่งั้นก็จะทำให้โอกาสที่จะได้ไปต่อให้เป็นไปตามเป้าหมายหายไป
ซึ่งตอนนี้ก็น่าจะเริ่มมองเห็นแล้วนะครับว่าจังหวัดไหนมีแนวโน้มจะไม่ได้ไปต่อ
บอกก่อนนะครับว่าบทวิเคราะห์นี้ผมมองเฉพาะเป้าหมายวันละ 600 บาทในปี 2570 เป็นหลักเท่านั้นนะครับ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ว่าทำไมถึงเป็นตัวเลขนั้นตัวเลขนี้ หรือเรื่องของที่มาว่าปรับกันมาได้ยังไง หรือปรับแล้วจะเกิดผลอย่างไร ฯลฯ จะได้ไม่เอาเรื่องนี้ไปปะปนกับประเด็นอื่นครับ
เห็นมีการตั้งคำถามนี้อยู่ในเพจ ๆ หนึ่งน่าสนใจดี ผมก็เลยขอนำเอามาแชร์ไอเดียกันน่าจะทำให้เกิดข้อคิดเตือนใจสำหรับคนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เพื่อปรับปรุงโปรแกรมทำนองนี้ครับ
ในความเห็นของผม
ๆ มีความเห็นอย่างนี้ครับ
1.
Leadership ไม่ใช่แค่การส่งคนไปอบรม แล้วก็บอกว่าคน
ๆ นั้นผ่านหลักสูตรนั้น ๆ แล้ว (บางหลักสูตรมีการสอบข้อเขียนหรือปฏิบัติด้วย)
ได้คะแนนสูง ได้รับวุฒิบัตรแล้ว ก็แปลว่ามีความพร้อมที่จะเป็นผู้นำทีมงานได้แล้ว
ถ้าใครยังไม่ผ่านหลักสูตรนั้น ๆ ก็ถือว่ายังไม่มีคุณสมบัติที่จะ Promote ได้
แต่ Leadership จะเกิดจาก
1.1
ตัวของคน ๆ
นั้นเองว่าจะมีทุนเดิมอยู่มากน้อยแค่ไหน และจะสร้างและพัฒนา Leadership ในตัวเองให้เพิ่มขึ้นได้อีกหรือไม่
1.2
เกิดจากประสบการณ์ของคน ๆ
นั้นที่จะหล่อหลอมและทำให้มี Leadership เพิ่มขึ้นได้มาก-น้อยเท่าใด
2.
หัวหน้าของคน ๆ นั้น
2.1
เป็นต้นแบบที่ดีของการเป็นผู้นำหรือไม่
ศิษย์จะเก่งก็ต้องมีครูที่ดี
ถ้าหัวหน้าไม่ใช่ต้นแบบที่ดีจะทำให้ลูกน้องพัฒนาภาวะผู้นำให้เพิ่มขึ้นได้ยาก
2.2
มีศักยภาพที่จะ Coach/ให้คำปรึกษาแนะนำ/สอนงาน/เป็นพี่เลี้ยงให้กับลูกน้องตลอดจนสามารถวางแผนให้ลูกน้องได้พัฒนา
Leadership ในตัวเองได้หรือไม่
เพราะหัวหน้าหลายคนเก่งเฉพาะตัวแต่สอนคนไม่เป็น ให้คำปรึกษาไม่เป็น
อย่างนี้ก็จะทำให้เกิดปัญหาในการสร้าง Successor ครับ
2.3
หัวหน้ามีความพร้อมและให้ความร่วมมือในการสร้าง
Leader
ขึ้นมาแทนตัวเองหรือไม่ ถ้าหัวหน้าไม่พร้อมหรือไม่ให้ความร่วมมือ
หรือเป็นหัวหน้าที่มีทัศนคติไม่ดี อีคิวต่ำ
ขี้อิจฉาริษยาเห็นคนอื่นเก่งกว่าตัวเองไม่ได้ ฯลฯ
อย่างนี้ก็คงจะทำให้การพัฒนา
Leader
มีปัญหาตามไปด้วยแหละครับ
นี่แหละครับคือคำตอบว่าทำไมโปรแกรมการพัฒนาผู้นำในปัจจุบันถึงไม่สามารถเตรียมผู้จัดการในอนาคตได้ในจุดที่ผมเห็นว่าเป็นอุปสรรคที่สำคัญในการพัฒนา
Leader
ครับ
ผมแชร์ 10 เรื่องน่ารู้สำหรับ HR มือใหม่ ในรายการ Human Talk 96.5 อสมท.วันอาทิตย์ที่ 22 ธค.67 เวลา 6.05-6.30 น. ท่านที่สนใจฟังย้อนหลังได้ตามนี้เลยครับ
https://www.youtube.com/live/nH9oEkZjywk?si=EIcEwG7UC64-gWQs
ผมเชื่อว่าคนรุ่นเก่า (แก่) จะเคยได้ยินและรู้ความหมายของคำ ๆ นี้ดี แต่คนรุ่นใหม่ (บางคน) อาจจะทำหน้างง ๆ เมื่อได้ยินคำนี้ก็เลยเอามาเล่าสู่กันฟังเป็นเกร็ดความรู้นะครับ
Long long time ago….
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว….
มักจะมีการเปรียบเปรยการทำงานของระบบราชการว่าช่างเชื่องช้า
อืดอาดยืดยาด ขั้นตอนเยอะแยะเสียนี่กระไร
อย่าหวังเลยว่าจะสั่งวันนี้แล้วงานต้องเสร็จตั้งแต่เมื่อวาน
นั่นเป็นฝันแบบเพ้อ ๆ ครับ
เพราะความเป็นจริงคือสั่งวันนี้อีก 1 สัปดาห์
(เป็นอย่างเร็ว) ค่อยมาเอา
ความล่าช้าของระบบราชการในอดีตอย่างที่ฝอยมานี้ไม่ได้มีเฉพาะบ้านเรานะครับ
ในอังกฤษก็มีอาการเดียวกัน
จึงมีเรื่องเล่าขานกันมาว่าในช่วงศตวรรษที่
17-18 หน่วยงานราชการของอังกฤษนิยมใช้แถบรัดเอกสารสีแดงมัดเอกสารแล้วก็กอง
ๆ ไว้ในที่ทำงาน
พอชาวบ้านเขาไปติดต่อราชการแล้วไปเจอกับการบริการประชาชนที่ล่าช้า
รอนานนนนน
ระหว่างรอคอยอยู่แสนนานนั้นก็เหลือบไปเห็นเหล่ากองเอกสารที่รัดด้วยผ้าแถบสีแดง
หรือ Red Tape อยู่แถว ๆ นั้น
ก็เลยใช้เรียกเป็นคำเปรียบเปรยการทำงานที่ล่าช้า ยืดยาดตามเจ้าแถบสีแดงนี้ซะเลย
แถมคำว่า Red Tape ก็ไม่ได้ใช้พูดเปรียบเปรยการทำงานที่ล่าช้าของระบบราชการเท่านั้นนะครับ
เพราะในเวลาต่อมา
แม้ในภาคเอกชนที่มีการทำงานล่าช้า ขั้นตอนเยอะ
อืดอาดยืดยาดก็จะถูกเรียกว่าทำงานแบบ Red Tape ไปด้วยเหมือนกัน
คำว่า Red Tape จึงมีที่มาและความหมายอย่างที่ผมฝอยมาข้างต้นนี้แหละ
อ่านจบแล้วลองย้อนกลับมาถามตัวเองดูสิครับว่าองค์กรเรายังทำงานแบบ
Red Tape อยู่หรือเปล่าน้อ
ก่อนหน้านี้ผมพูดเรื่องของ 9 มายาคติเกี่ยวกับการลาป่วยไปแล้ว ในอีพีนี้ก็จะมาพูดถึงเกร็ดความรู้เกี่ยวกับการลากิจต่อไปเลยนะครับ
1.
บริษัทต้องจัดให้พนักงานมีสิทธิลากิจเพื่อธุระอันจำเป็นได้ปีละไม่น้อยกว่าปีละ
3 วัน ถ้าบริษัทไหนจะให้สิทธิลากิจพนักงานมากกว่านี้ก็ได้ไม่ว่ากัน
2.
บริษัทมีสิทธิจะกำหนดเงื่อนไขและรายละเอียดของการลากิจให้ชัดเจนในข้อบังคับการทำงานได้
เช่น
2.1
การใช้สิทธิลากิจต้องเป็นกิจธุระที่จำเป็นต้องไปทำด้วยตัวเองไม่สามารถมอบหมายให้ใครไปทำแทนได้
เช่น ลากิจเพื่อไปแต่งงาน, ลากิจเพื่อไปโอนที่ดิน, ลากิจเพื่อไปรับปริญญา,
ลากิจเพื่อไปบวชทดแทนคุณบิดามารดา, ลากิจเพื่อไปจัดการงานศพบุพการี ฯลฯ
2.2
ห้ามใช้สิทธิลากิจนอกเหนือจากข้อ 2.1 เช่น
ลากิจเพื่อไปเที่ยว
2.3
พนักงานต้องขออนุมัติลากิจล่วงหน้าอย่างน้อย
3 วัน เพราะการลากิจสามารถวางแผนล่วงหน้าได้
ไม่ใช่ว่าวันนี้หายไปไม่บอกไม่กล่าว พอวันรุ่งขึ้นก็มายื่นใบลากิจ
อย่างนี้หัวหน้าก็มีสิทธิไม่อนุมัติได้เพราะไม่ทำตามระเบียบเรื่องการลากิจ
เว้นแต่ในข้อเท็จจริงคือเมื่อวานบิดามารดาป่วยกระทันหันต้องนำส่งโรงพยาบาลก็เลยต้องดูแลการนำส่งโรงพยาบาลเพราะเป็นเหตุฉุกเฉิน
เป็นต้น
2.4
บริษัทจะจ่ายค่าจ้างสำหรับวันที่พนักงานได้รับอนุมัติให้ลากิจ
แต่ถ้าหากพนักงานไม่ได้รับการอนุมัติแล้วไม่มาทำงานบริษัทจะถือเป็นการละทิ้งหน้าที่โดยไม่มีเหตุผลอันสมควรจะถือเป็นความผิดทางวินัยและจะถูกตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษรโดยบริษัทจะไม่จ่ายค่าจ้างในวันที่ขาดงานนั้น
(No
work no pay)
3.
หากพนักงานใช้สิทธิลากิจจนหมดแล้ว แต่มีความจำเป็นต้องลากิจบริษัทจะพิจารณาเป็นกรณี
ๆ ไปตามความจำเป็นและอาจถือเป็นการลาโดยไม่ได้รับค่าจ้าง (Leave without pay) โดยต้องปฏิบัติตามข้อ 2
4.
คนที่เป็นหัวหน้าจะต้องปฏิบัติตามระเบียบการลากิจด้วย
ไม่ใช่พอลูกน้องยื่นใบลากิจ+พักร้อนเพื่อไปเที่ยว หัวหน้าก็รู้อยู่แก่ใจ
แต่อนุมัติให้ลูกน้องลากิจเพื่อไปเที่ยว อย่างนี้ก็จะทำให้เกิด Me too สำหรับลูกน้องคนอื่นและเป็นปัญหาในการบังคับบัญชาต่อไป
เมื่อมีระเบียบการลากิจและมีการปฏิบัติตามเงื่อนไขการลากิจตามที่ผมฝอยมานี้แล้วก็เชื่อว่าปัญหาดราม่าเกี่ยวกับการลากิจก็น่าจะลดลงแล้วนะครับ
ถ้าจะถามว่าปัญหาของคนทำงานทุกวันนี้ไม่ว่าจะเป็นหัวหน้าหรือลูกน้องคือเรื่องใด?
คำตอบจากฝั่งลูกน้องมักจะเป็น....
หัวหน้าไม่ยอมรับฟัง, มีวาจาเป็นอาวุธมีดาวพุธเป็นวินาศ,
จุดเดือดต่ำฟิวส์ขาดง่าย, อารมณ์ร้ายชอบโวยวายเสียงดัง,
พูดอย่างทำอย่าง ทุกเรื่องเป็นเรื่องยากไปหมด, คิดว่าลูกน้องไม่ได้เรื่องสักคน ฯลฯ
คำตอบจากฝั่งหัวหน้ามักเป็น....
ลูกน้องมีพฤติกรรมกระด้างกระเดื่อง, เวลาสั่งงานชอบชักสีหน้า,
ไม่รับผิดชอบงาน, เกเร, อู้งาน,
ไม่อยู่คุมงานก็จะผิดพลาดเสมอ ๆ, ชอบจับกลุ่มนินทาว่าร้ายบริษัท
ฯลฯ
สังเกตไหมครับว่าปัญหาหลักของทั้งหัวหน้าหรือลูกน้องมักจะเป็นปัญหาทัศนคติหรืออีคิวมากกว่าปัญหาการขาดความรู้ทักษะในการทำงาน
ถ้าขาดความรู้ทักษะในการทำงาน
ใช้เวลาไม่นานนักก็น่าจะพัฒนาให้เก่งได้
แต่ถ้าขาดทัศนคติหรืออีคิวที่เหมาะสมในการทำงานล่ะ
จะต้องใช้เวลานานแค่ไหนในการพัฒนาให้ดีขึ้น?
เรามักไม่ค่อยมีปัญหาจากหัวหน้าหรือลูกน้องในทำนองที่ว่าไม่รู้งาน
ไม่มีความสามารถในการทำงาน
เพราะถ้าใครยังขาดความรู้ขาดทักษะในการลงมือทำงานเรายังสามารถส่งไปฝึกอบรม, สอนงาน,
OJT หรือหาวิธีการพัฒนาทั้งหัวหน้าและลูกน้องที่ยังขาดความรู้ทักษะในงานได้
ใช้เวลาไม่นานนักก็สามารถพัฒนาได้
แต่ถ้าหัวหน้าหรือลูกน้องมีปัญหาเรื่องของทัศนคติหรืออีคิวล่ะเราจะแก้ปัญหาในเรื่องนี้ยังไง
จะใช้เวลานานแค่ไหนเมื่อเทียบกับการแก้ปัญหาเรื่องขาดความรู้ทักษะในงาน
คงไม่ตอบว่าส่งคนที่มีปัญหาทัศนคติเหล่านี้ไปเข้าอบรมหลักสูตรประเภทการสร้างทัศนคติที่เป็นเลิศ
หรือหลักสูตรอีคิวหรือสารพัดคิวนะครับ
เพราะหลักสูตรฝึกอบรมไม่ใช่บ่อชุบตัวสังข์ทองที่จะเปลี่ยนทัศนคติหรืออีคิวของคนมีปัญหาได้แบบพลิกฝ่ามือ!
การคัดเลือกคนเข้าทำงานจึงต้องให้ความสำคัญกับเรื่องทัศนคติและอีคิวของของผู้สมัครเป็นหลัก
ส่วนความรู้และทักษะในงานเป็นเรื่องถัดมา
การเตรียมคำถาม (Structured
Interview) เกี่ยวกับทัศคติและอีคิวประกอบกับการสังเกตภาษากายและการโต้ตอบของผู้สมัครให้ดีก่อนที่จะตัดสินใจรับเข้ามาทำงานจะเป็นเครื่องมือตัวหนึ่งในการคัดเลือกคนที่
“ใช่”
ดีกว่าการถามแบบจิตสัมผัส (Unstructured
Interview) โดยไม่เตรียมอะไรเลยครับ
เรื่องของการลาป่วยก็เป็นดราม่าของคนทำงานอีกเรื่องหนึ่งที่เป็นปัญหายอดฮิตอยู่เสมอ ๆ ผมก็เลยรวบรวมมายาคติในเรื่องนี้มาคุยกันเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกันตามนี้
1.
พนักงานมีสิทธิลาป่วยได้ตามที่ “ป่วยจริง”
ไม่ใช่ลาป่วยได้ 30
วัน ผมจะได้ยินได้ฟังอยู่เสมอแบบปากต่อปากว่าพนักงานมีสิทธิลาป่วยได้ปีหนึ่งไม่เกิน
30 วัน ก็ต้องบอกอีกครั้งว่าไม่ใช่นะครับ
ถ้าพนักงาน
“ป่วยจริง” เช่น ป่วยเป็นไวรัสตับอักเสบต้องนอนพักรักษาตัว 2 เดือนก็ต้องให้พนักงานลาป่วยตามที่ป่วยจริงครับ
ส่วนเรื่องของ 30 วันคือบริษัทจะต้องจ่ายค่าจ้างให้ไม่น้อยกว่า
30 วันทำงาน
(ตรงนี้แหละครับที่มักจะทำให้เกิดความสับสนกันไปว่าให้ลาป่วยได้ไม่เกิน 30 วัน) แต่ถ้าพนักงานลาป่วยจริงมากกว่า 30 วันทำงานแล้วบริษัทจะจ่ายค่าจ้างให้มากกว่านั้นก็ไม่ว่ากัน
2.
ถ้าพนักงานเจ็บป่วยเนื่องมาจากการทำงานบริษัทจะนำเข้าไปรวมกับสิทธิลาป่วยไม่ได้ เช่น
แก๊สในสายการผลิตรั่วพนักงานสูดดมเข้าไปแล้วต้องไปนอนแอดมิทที่โรงพยาบาล 2 วัน
ก็ต้องถือเป็นการเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงาน ไม่เกี่ยวกับสิทธิลาป่วยตามปกติจึงจะเอา
2 วันนี้เข้าไปรวมกับสิทธิลาป่วยตามปกติไม่ได้นะครับ
3.
ถ้าพนักงานลาป่วยตั้งแต่ 3 วันขึ้นไปแล้วไม่มีใบรับรองแพทย์มาแสดง
บริษัทจะไม่อนุญาตให้พนักงานลาป่วย อันนี้ก็ผิดนะครับ
เพราะมาตรา 32
เปิดโอกาสให้พนักงานชี้แจงได้ถ้าหากไม่มีใบรับรองแพทย์
ซึ่งอาจจะเกิดจากการที่พนักงานป่วยจริงแต่ไม่มีเงินไปหาหมอแล้วนอนพักอยู่ที่บ้าน
ดังนั้นก็ต้องมาดูข้อเท็จจริงกันว่าพนักงาน
“ป่วยจริง” หรือไม่ ถ้าพนักงานป่วยจริงก็ต้องให้พนักงานลาป่วย
แต่ถ้าพิสูจน์ได้ว่าพนักงานไม่ได้ป่วยจริงบริษัทก็ถือว่าแจ้งป่วยเท็จและไม่อนุมัติให้ลาป่วยได้ครับ
4.
บริษัทจะออกระเบียบว่าจะรับใบรับรองแพทย์จากโรงพยาบาลเท่านั้น
ไม่รับใบรับรองแพทย์จากคลีนิกและจะไม่อนุมัติให้ลาป่วยโดยถือว่าเป็นการขาดงาน แบบนี้ก็ทำไม่ได้ครับ
เพราะถ้าพนักงานป่วยจริงและมีใบรับรองแพทย์แผนปัจจุบันชั้นหนึ่งไม่ว่าจะเป็นแพทย์คลินิกหรือโรงพยาบาลบริษัทก็ต้องรับและต้องให้พนักงานลาป่วยตามจำนวนวันที่ใบรับรองแพทย์กำหนด
5.
พนักงานลาป่วย 1-2 วันไม่ต้องแสดงใบรับรองแพทย์
บริษัทจะออกระเบียบว่าบริษัทจะอนุมัติการลาป่วยก็ต่อเมื่อพนักงานต้องเอาใบรับรองแพทย์มาให้เท่านั้นไม่ว่าจะลาป่วยกี่วันก็ตาม
ถ้าไม่มีใบรับรองแพทย์มาแสดงบริษัทจะไม่อนุมัติการลาป่วยและถือเป็นขาดงาน ระเบียบแบบนี้ขัดกฎหมายแรงงานครับ
6.
การลาป่วยบ่อย
การเจ็บป่วยเรื้อรังจนขาดสมรรถภาพในการทำงานตามปกติบริษัทสามารถเลิกจ้างได้
แต่ต้องจ่ายค่าชดเชยและถือเป็นการเลิกจ้างที่เป็นธรรม
7.
พนักงานที่แจ้งลาป่วยเท็จถือเป็นการละทิ้งหน้าที่โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร
(ก็คือไม่ได้ป่วยจริงนั่นแหละเช่นเมื่อคืนไปกินเหล้าเลิกตีสามแล้วแฮ๊งค์มาทำงานไม่ไหวก็เลยลาป่วย)
ถ้าเกิน 3
วัน บริษัทอาจเลิกจ้างได้
8.
บริษัทจะออกระเบียบห้ามพนักงานลาป่วยก่อนและหลังวันหยุดไม่ได้ เช่น
ห้ามพนักงานลาป่วยวันศุกร์ (หยุดเสาร์-อาทิตย์) และวันจันทร์ หลักก็คือถ้าหากพนักงานป่วยจริงวันใดก็ต้องอนุมัติให้ลาป่วยตามที่ป่วยจริงครับ
9.
บริษัทสามารถพิสูจน์การลาป่วยเท็จของพนักงานได้ด้วยการไปเยี่ยมหรือหาหลักฐานอื่นประกอบได้
แทนที่จะดูจากใบรับรองแพทย์เพียงอย่างเดียว
ถ้าลูกน้องมีพฤติกรรมลาป่วยที่ชวนสงสัยคนที่เป็นหัวหน้าก็ควรจะต้องไปดูลูกน้องบ้างว่าเจ็บไข้ได้ป่วยเป็นยังไงอาการมากน้อยแค่ไหน
ป่วยจริงหรืออู้งานจะได้มีหลักฐานชัดเจนว่าป่วยจริงหรือป่วยปลอม
หวังว่าที่แชร์มา 9 เรื่องนี้น่าจะทำให้ทั้งคนที่เป็นหัวหน้าและคนที่เป็นลูกน้องเข้าใจตรงกันเรื่องการลาป่วยและลดปัญหาในเรื่องนี้ลงได้บ้างนะครับ
.........................
มีคำพูดหนึ่งที่เป็นประโยคทองคือ “ประชาชนจะอ้างว่าไม่รู้กฎหมายไม่ได้”
คนทำงานก็เช่นเดียวกัน
ไม่ว่าจะเป็นนายจ้างหรือลูกจ้าง
จะเป็นผู้บริหารหรือพนักงานทุกระดับก็ควรจะต้องมีความรู้กฎหมายแรงงานด้วย
ไม่ใช่จะรู้กฎหมายแรงงานแต่เฉพาะคนที่ทำงาน HR เพียงฝ่ายเดียวจริงไหมครับ
แต่ในความเป็นจริงแล้วผมก็พบว่าคนยังไม่รู้กฎหมายแรงงานยังมีอยู่เยอะไม่ว่าจะเป็นฝ่ายบริหารหรือเป็นพนักงานก็ตาม
มันก็เลยทำให้รู้สึกแย้ง ๆ กับประโยคทองข้างต้นดีเหมือนกันนะครับ
แถมพอไม่รู้กฎหมายแรงงานก็จะทำให้เกิดปัญหาแรงงานสัมพันธ์ในองค์กรตามมาเป็นดราม่ามหากาพย์กันในหลายบริษัทตั้งแต่ปัญหาแบบเบา
ๆ ไปจนถึงต้องไปขึ้นโรงขึ้นศาล
อย่างวันนี้ผมก็ขอยกตัวอย่างความไม่รู้กฎหมายแรงงานมาสักเรื่องหนึ่งที่เจอมาก็คือ
พอผมถามพนักงานบริษัทแห่งหนึ่งว่า..ที่บริษัทมีสวัสดิการอะไรบ้าง?
คำตอบคือบริษัทเขามีสวัสดิการวันลาพักร้อน
ลากิจ ลาป่วย โอที??
เดี๋ยว ๆ กำลังเข้าใจอะไรผิดอยู่หรือเปล่าเนี่ยะ ??
ก็เลยขอเอาเรื่องที่อธิบายพนักงานรายนี้มาเล่าสู่กันฟังว่า
1.
บริษัทจะมีการจ่ายค่าตอบแทนทางตรง เช่น
เงินเดือน, ค่าครองชีพ, ค่าวิชาชีพ, ค่าภาษา, ค่ากะ, ค่าเบี้ยขยัน, ค่าตำแหน่ง,
ค่าน้ำมัน ฯลฯ (ผมขอเรียกค่าตอบแทนอื่น ๆ ที่นอกเหนือจากเงินเดือนว่า “สารพัดค่า”
นะครับ)
ซึ่งค่าตอบแทนทางตรงทั้งหมดคือเงินเดือน+สารพัดค่านี้
HR อย่าลืมดูให้ดีด้วยนะครับว่าสารพัดค่าตัวไหนเป็น “ค่าจ้าง”
ตัวไหนไม่ใช่ค่าจ้างเพื่อจะได้นำมาใช้เป็นฐานในการคำนวณสิทธิประโยชน์ให้กับพนักงานตามกฎหมายแรงงาน
2.
นอกจากค่าตอบแทนทางตรงตามข้อ 1 แต่ละบริษัทก็จะมี
“สวัสดิการ” ให้กับพนักงานเพื่อช่วยเหลือชีวิตความเป็นอยู่รวมไปถึงเพื่อสร้างความผูกพันกับองค์กร
เช่น การประกันสุขภาพ, ประกันชีวิต/อุบัติเหตุ, ค่าเช่าบ้าน, ค่าน้ำมัน,
ค่าไฟฟ้า/น้ำประปา, เงินช่วยเหลือบุตร, เงินช่วยเหลือการแต่งงาน,
เงินช่วยเหลือค่าทำศพ, การตรวจสุขภาพประจำปี ฯลฯ
ซึ่งแต่ละบริษัทก็ควรจะต้องมีระเบียบเกี่ยวกับการให้สวัสดิการที่ชัดเจนเพื่อให้มีการปฏิบัติเป็นไปตามเงื่อนไขของสวัสดิการนั้น
ๆ
ส่วนวันลาพักร้อนและวันลาประเภทต่าง
ๆ เช่น ลาป่วย, ลากิจ, ลาคลอด, ลาทำหมัน ฯลฯ และค่าโอทีไม่ใช่สวัสดิการนะครับ
วันหยุดทั้ง 3 ประเภทคือวันหยุดประจำสัปดาห์
วันหยุดประเพณี และวันหยุดพักผ่อนประจำปี (ที่เรามักจะเรียกกันว่า “วันลาพักร้อน”
นั่นแหละ) เป็นสิทธิของลูกจ้างที่นายจ้างจะต้องเป็นผู้กำหนดให้ลูกจ้างหยุดล่วงหน้าตามกฎหมายแรงงาน
ส่วนวันลาประเภทต่าง
ๆ เช่น ลาป่วย, ลากิจ, ลาคลอด, ลาทำหมัน, ลาเรียกระดมพล, ลาเพื่อฝึกอบรม ลูกจ้างมีสิทธิลาได้ตามกฎหมายแรงงานตามข้อบังคับการทำงาน
ดังนั้นทั้งวันหยุดและวันลาเหล่านี้จึงไม่ใช่สวัสดิการ
สำหรับค่าโอทีก็เป็นเรื่องที่หัวหน้าสั่งให้ลูกน้องทำงานล่วงเวลา
ทำงานในวันหยุด หรือทำงานล่วงเวลาในวันหยุด โดยลูกน้องต้องยินยอมที่จะทำโอทีและเมื่อลูกน้องทำโอทีแล้วบริษัทก็ต้องจ่ายค่าโอทีให้ตามกฎหมายแรงงาน
ค่าโอทีจึงไม่ใช่สวัสดิการครับ
มาถึงตรงนี้ก็เชื่อว่าจะเห็นความแตกต่างระหว่างสวัสดิการกับวันหยุด
วันลา และโอทีชัดเจนเข้าใจตรงกันทั้งผู้บริหารและพนักงานแล้วนะครับ
..............................
1. เปอร์เซ็นต์การขึ้นเงินเดือนประจำปีของบริษัททั่วไปและบริษัทญี่ปุ่นอยู่ในเกณฑ์ใกล้เคียงกัน
2.
การจ่ายโบนัสตามผลงานของบริษัทญี่ปุ่นจะมีค่าเฉลี่ยสูงกว่าบริษัททั่วไปประมาณ
1 เดือน อาจหมายถึงนโยบายในการบริษัทค่าตอบแทนของบริษัทญี่ปุ่นมุ่งเน้นไปที่โบนัสมากกว่าการปรับขึ้นฐานเงินเดือน
3.
มีข้อสังเกตคือทั้งบริษัททั่วไปและบริษัทญี่ปุ่นยังขึ้นเงินเดือนประจำปีและจ่ายโบนัสให้กับพนักงานที่มีผลการปฏิบัติงานในเกรดต่ำสุด
(เกรด E)
ในเปอร์เซ็นต์ที่ใกล้เคียงกับอัตราเงินเฟ้อโดยเฉลี่ย
4.
จากภาพข้างล่างจะพบความต่างของเปอร์เซ็นต์การขึ้นเงินเดือนประจำปีระหว่างเกรดของบริษัททั่วไปคือ
4.1
ระหว่างเกรด A
(5.7%) และ เกรด B (4.5%) =27%
4.2
ระหว่างเกรด B
(4.5%) และ เกรด C (3.4%) = 32%
4.3
ระหว่างเกรด C
(3.4%) และ เกรด D (2.1%) = 62%
4.4
ระหว่างเกรด D
(2.1%) และ เกรด E (1.1%) =91%
5.
จากภาพข้างล่างจะพบความต่างของเปอร์เซ็นต์การขึ้นเงินเดือนประจำปีระหว่างเกรดของบริษัทญี่ปุ่นคือ
5.1
ระหว่างเกรด A (5.5%)
และ เกรด B (4.5%) =22%
5.2
ระหว่างเกรด B
(4.5%) และ เกรด C (3.6%) = 25%
5.3
ระหว่างเกรด C (3.6%)
และ เกรด D (2.6%) = 38%
5.4
ระหว่างเกรด D (2.6%)
และ เกรด E (1.7%) =53%
จากข้อมูลข้างต้นพบว่าเปอร์เซ็นต์ความห่างระหว่างผลการปฏิบัติงานเกรด
C และเกรด B (ข้อ 4.2)
ของบริษัททั่วไปคือ 32% เมื่อเปรียบเทียบกับบริษัทญี่ปุ่นจะพบว่าเปอร์เซ็นต์ความห่างระหว่างผลการปฏิบัติงานเกรด
C และเกรด B (ข้อ 5.2) คือ 25% จะเห็นได้ว่าเปอร์เซ็นต์แรงจูงใจตามผลงานจากเกรด
C ไปเกรด B
ของบริษัทญี่ปุ่นมีน้อยกว่าบริษัททั่วไป 7%
ในขณะที่เปอร์เซ็นต์ความห่างระหว่างผลการปฏิบัติงานเกรด
B และ A ของบริษัททั่วไป
(ข้อ 4.1) คือ 27% เมื่อเปรียบเทียบกับบริษัทญี่ปุ่นจะพบว่าเปอร์เซ็นต์ความห่างระหว่างผลการปฏิบัติงานเกรด
B และเกรด A (ข้อ 5.1) คือ 22% จะเห็นได้ว่าเปอร์เซ็นต์แรงจูงใจตามผลงานจากเกรด
B ไปเกรด A ของบริษัทญี่ปุ่นมีน้อยกว่าบริษัททั่วไป
5%
จากข้อมูลดังกล่าวจึงอาจสรุปได้ว่าการขึ้นเงินเดือนตามผลงานแต่ละเกรดของบริษัทญี่ปุ่นจะมีเปอร์เซ็นต์ในการสร้างแรงจูงใจให้พนักงานอยากทำงานให้ดีขึ้นกว่าเดิมต่ำกว่าบริษัททั่วไป
6.
เปอร์เซ็นต์การปรับเงินเดือนสำหรับ Talent ของบริษัทญี่ปุ่นมีเปอร์เซ็นต์สูงกว่าบริษัททั่วไปซึ่งจะเป็นปัจจัยตัวหนึ่งในการรักษา
Talent ไว้ได้ดีกว่าบริษัททั่วไป
หวังว่าข้อมูลและการวิเคราะห์ข้างต้นจะทำให้ได้ข้อคิดเพื่อนำไปใช้ในการขึ้นเงินเดือนและจ่ายโบนัสประจำปีนี้ให้เหมาะกับองค์กรของท่านต่อไปนะครับ
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
HR Center ไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ