วันเสาร์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2569

กฎหมายแรงงานที่ทุกคนต้องรู้ เรียนออนไลน์ทาง SkillLane

 "กฎหมายแรงงานที่ทุกคนต้องรู้"

ไม่ว่าท่านจะเป็นเจ้าของกิจการ, MD, CEO, ผู้บริหารทุกระดับ ไปจนถึงพนักงานจำเป็นต้องรู้

หลักสูตรนี้จะคัดเอาแต่เรื่องสำคัญ ๆ ที่จะเจอกันได้เสมอ ๆ ที่หน้างานมาเล่าสู่กันฟังเพื่อให้ทราบหลักปฏิบัติที่ถูกต้อง พร้อมทั้งมีแบบฝึกหัดให้ทำประกอบการบรรยายเพื่อให้สามารถนำไปใช้ได้จริง

ลงทะเบียนเรียนรู้ได้ตามนี้ครับ


https://na01.safelinks.protection.outlook.com/?url=https%3A%2F%2Fwww.skilllane.com%2Fcourses%2F7299&data=05%7C02%7C%7Cb3ae89ae6f0a41badc2308de0b056ddb%7C84df9e7fe9f640afb435aaaaaaaaaaaa%7C1%7C0%7C638960315102993815%7CUnknown%7CTWFpbGZsb3d8eyJFbXB0eU1hcGkiOnRydWUsIlYiOiIwLjAuMDAwMCIsIlAiOiJXaW4zMiIsIkFOIjoiTWFpbCIsIldUIjoyfQ%3D%3D%7C0%7C%7C%7C&sdata=26oxjB9DQDRNzdJaCLDJx2gbNQ%2FbRQqU4gWJshIdDjw%3D&reserved=0



วันพฤหัสบดีที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2569

งาน HR ใคร ๆ ก็ทำได้ ?

             MD บริษัทแห่งหนึ่งเคยพูดกับผมอย่างนี้

            ผมเชื่อว่าผลที่เกิดขึ้นแล้วย่อมมีเหตุนำมาเสมอ

            ก่อนที่จะมาเป็นคำพูดนี้ล่ะมีเหตุอะไรนำมา?

            ตามนี้ครับ....

            เมื่อผมเข้าไปทำงานเป็นผู้บริหารงาน HR ในบริษัทไหนก็ตาม เป็นเรื่องปกติที่ผมจะต้องศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับกฎ ระเบียบ หลักเกณฑ์ข้อบังคับต่าง ๆ คำสั่ง ประกาศที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคลของบริษัทนั้น ๆ ว่ามีอะไรบ้าง เพื่อที่จะได้พูดคุยตอบคำถามพนักงานทุกระดับได้เข้าใจตรงกัน

            และจะไม่เคยพูดว่า “พอดีผมเพิ่งเข้ามาเป็นผู้จัดการฝ่ายบุคคลก็เลยยังไม่ได้อ่านระเบียบของบริษัท ขอเวลาศึกษาก่อนแล้วจะตอบกลับนะครับ” แม้ว่าผมจะเพิ่งเข้าทำงานในบริษัทนั้น ๆ ก็ตาม

          ดังนั้นเรื่องนี้จึงเป็นความสำคัญลำดับต้น ๆ ของผมเวลาไปทำงานด้าน HR ในบริษัทแห่งใหม่

            และก็แน่นอนว่าหลายบริษัทที่ผมเคยไปทำงานด้วยก็มักจะมีกฎ ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ คำสั่งด้าน HR ที่ขัดกฎหมายแรงงาน ซึ่งหลายครั้งกฎเกณฑ์เหล่านั้นออกมาโดย MD ก็ไม่รู้ว่ามันผิดกฎหมายแรงงาน

หรือบางแห่งแม้แต่ผู้จัดการฝ่าย HR คนเดิมที่ลาออกไปก็ยังไม่รู้เลยว่าผิดกฎหมายแรงงาน??

            แล้วบริษัทแห่งนั้นก็ใช้กฎเกณฑ์แบบผิด ๆ มาโดยตลอดจนกระทั่งผมเข้ามารับตำแหน่ง!

            เมื่อผมเห็นว่าบริษัทมีหลักเกณฑ์ในการบริหารงานบุคคลที่ผิดกฎหมายแรงงาน ผมก็จะต้องหาโอกาสนัด MD เพื่อพูดคุยเพื่อบอกแกว่ากฎระเบียบประกาศคำสั่งที่บริษัทออกมาก่อนหน้านี้มีเรื่องไหนที่ผิดกฎหมายแรงงานบ้าง

ถ้าเรายังทำตามระเบียบที่ผิดกฎหมายแรงงานอย่างนี้ต่อไปแล้วถ้าพนักงานไปร้องเรียนแรงงานเขต หรือไปฟ้องศาลแรงงานบริษัทจะแพ้ได้นะ โดยจะพูดข้อกฎหมาย กรณีศึกษา คำพิพากษาศาลฎีกาในคดีทำนองเดียวกันนี้มาเป็นข้อมูลใช้ประกอบการอธิบายให้ MD เข้าใจ

และจะแนะนำแนวทางแก้ไขว่าบริษัทควรทำยังไงเพื่อลดความเสี่ยงของบริษัทที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

ก็โชคดีว่า MD ส่วนใหญ่รับฟังและแก้ไขตามคำแนะนำของผม

แต่ก็มี MD บางคนเคยพูดกับผมว่า “โอ๊ย..บริษัทเราใช้ระเบียบนี้มาตั้งหลายปีแล้ว ไม่เห็นมีปัญหาอะไรเลย” หรือ “คุณชอบเอากฎหมายแรงงานมาขู่ให้ผมผวาอยู่เรื่อย” หรือ “ระเบียบแบบนี้ใคร ๆ เขาก็ทำกันไม่เห็นจะมีปัญหาอะไรเลย”

หนักกว่านี้คือ “คุณไปทำยังไงก็ได้ให้เรายังใช้ระเบียบนี้เหมือนเดิมโดยไม่ผิดกฎหมายแรงงาน” (หมายถึงแกจะใช้ระเบียบที่ผิดกฎหมายแบบเดิมต่อไป แต่ถ้าพนักงานฟ้องศาลแรงงานเมื่อไหร่ก็ให้ HR ไปหาทางซิกแซกแก้ปัญหาให้ได้ก็แล้วกัน)

MD ส่วนน้อยนี่แหละครับที่พูดต่อมาว่า “งาน HR ไม่เห็นยากอะไรเลยใคร ๆ ก็ทำได้ นี่พอผมเกษียณเมื่อไหร่ผมจะไปเป็นวิทยากรสอนเรื่อง HR อย่างคุณให้ดู” (แกรู้ว่าผมเป็นวิทยากรด้าน HR ที่สอน Public ในวันหยุด)

ถึงตอนนี้คนที่พูดกับผมแบบนี้ก็เกษียณมาหลายปีแล้ว ก็ไม่เห็นมาเป็นวิทยากรสอนงานด้าน HR ให้ผมเห็นเป็นบุญตาสักทีเลยครับ

ข้อคิดในเรื่องที่เล่ามาทั้งหมดนี้คือ

1.      บริษัทจะออกกฎระเบียบ คำสั่ง ข้อบังคับ ประกาศ ใด ๆ ก็ได้ตราบที่กฎเกณฑ์นั้นไม่ขัดกฎหมายแรงงาน เมื่อไหร่ที่ผิดกฎหมายแรงงาน ศาลก็จะสั่งให้กฎระเบียบ ข้อบังคับ คำสั่งนั้น ๆ จะเป็นโมฆะ

2.      ผมไม่ได้เอากฎหมายแรงงานมาขู่ผู้บริหาร แต่ผมถือเป็นหน้าที่ของคนที่เป็นผู้บริหารงาน HR ที่จำเป็นจะต้องให้ความรู้ที่ถูกต้องด้านกฎหมายแรงงานกับทั้งผู้บริหารและพนักงานทุกระดับเพื่อให้เกิดแรงงานสัมพันธ์ที่ดีต่อกันในบริษัท จึงต้องบอกให้ทั้งสองฝ่ายรู้ว่า “เส้น” อยู่ตรงไหน ไม่ควรล้ำเส้นซึ่งกันและกันให้มากจนเกินงาม และแสดงถึงความเป็นมืออาชีพในงาน HR

3.      คำว่า “ใคร ๆ เขาก็ทำกัน” ผมก็จะตอบกลับไปเสมอว่า “100 ผิดไม่ใช่ 1 ถูก นะครับ”

4.      ส่วนคำว่า “งาน HR ไม่เห็นจะยากอะไรเลย ใคร ๆ ก็ทำได้” ผมคงไม่มีคำตอบ แต่อยากให้ผู้อ่านทุกท่านโดยเฉพาะคนที่ทำงาน HR ช่วยตอบแทนด้วยก็แล้วกันนะครับ

เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้

………………………

วันจันทร์ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2569

Critical Mass จุดพลิกผัน

             เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มักจะเป็นเรื่องที่นำมายกเป็นตัวอย่างในเรื่องพฤติกรรมของคนโดยเฉพาะในช่วงสุดท้ายก่อนที่จะต้องตัดสินใจ

            โดยเฉพาะในการตัดสินใจว่าจะลงคะแนนให้ใครดีในการเลือกตั้ง

            บางคนอาจจะสงสัยว่าแล้วมันเกี่ยวอะไรกับการเลือกตั้ง ??

            เรื่องนี้มักจะเล่ากันต่อ ๆ มาว่ามีการวิจัยพฤติกรรมของลิงโดยนักวิทยาศาสตร์จะนำข้าวโพดไปหว่านลงบนพื้นทรายเพื่อให้ลิงมากินข้าวโพด

            เวลาลิงจะมาเก็บข้าวโพดไปกินก็ต้องปัดทรายออกจากข้าวโพดซึ่งก็คงไม่สะดวกนักเวลากิน

            แต่มีลิงอยู่ตัวหนึ่งที่ไม่ทำเหมือนกับลิงตัวอื่น ๆ คือแกไม่ได้ปัดทรายออกจากข้าวโพด แต่แกใช้วิธีนำข้าวโพดไปล้างในลำธารใกล้ ๆ กันแถวนั้นโดยไม่ต้องมาปัดทรายออกเหมือนลิงตัวอื่น ๆ

            เมื่อเวลาผ่านไปหลายเดือนก็พบว่าจะมีลิงตัวอื่น ๆ เริ่มทำตามเจ้าลิงตัวนี้โดยเอาข้าวโพดไปล้างในลำธารและเริ่มมีจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งมีประชากรลิงที่กินข้าวโพดด้วยวิธีเดิมคือปัด ๆ ทรายออก กับลิงที่เอาข้าวโพดไปล้างน้ำมีจำนวนเพิ่มขึ้นมาในจำนวนที่ไล่เลี่ยกัน

            จนถึงวันหนึ่งก็พบว่าลิงทั้งฝูงนำข้าวโพดไปล้างน้ำที่ลำธารกันทั้งหมด !!

            นักวิทยาศาสตร์ก็แปลกใจว่าทำไมลิงทั้งฝูงถึงทำตามเจ้าลิงตัวแรกที่ไม่ใช่จ่าฝูงซะด้วยซ้ำ แถมลิงตัวนี้ก็ไม่ได้มีอำนาจอะไรไปบังคับให้ลิงตัวอื่นมาทำตามสักหน่อย

            ก็เลยมีคำอธิบายปรากฎการณ์นี้ว่าเมื่อสังคมเกิดจุดพลิกผันหรือ Critical Mass ก็จะเกิดการยอมรับเรื่องนั้น ๆ และเกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตามกันไปทั้งหมดในระยะเวลาไม่นานนัก

            การเลือกตั้งก็อาจเกิดปรากฎการณ์จุดพลิกผันหรือ Critical Mass ได้ในช่วงโค้งสุดท้ายที่จะมีโอกาสให้เกิดการเทคะแนนเสียงให้กับพรรคใดพรรคหนึ่งได้เช่นเดียวกัน

            คนที่ดูว่ามีผลโพลว่ามีคะแนนนำมาตลอดก็อาจจะพลาดตำแหน่งได้ในช่วงโค้งสุดท้าย หรือพูดอีกทางหนึ่งคือคนที่ดูเป็นรองมาโดยตลอดก็อาจจะพลิกล็อคกลับมาครองตำแหน่งได้ด้วย Critical Mass นี่แหละครับ

            เปรียบกับการแข่งขันชกมวยสมัครเล่นที่ฝ่ายทำคะแนนนำมาตลอด 2 ยก แต่มาพลาดเอาในยกสุดท้ายที่ถูกอีกฝ่ายหนึ่งชกเข้าปลายคางน็อคเอ๊าท์ไปซะงั้น

            จึงเป็นข้อคิดเตือนใจในทุกการแข่งขันว่าจะต้องระวังในเรื่อง Critical Mass ให้ดีครับ

วันศุกร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2569

หนังสือดาวน์โหลดฟรี "การบริหารค่าตอบแทนมืออาชีพ (Storytelling)"

             หนังสือเล่มนี้เขียนมาจากการคิดทบทวนประสบการณ์ด้านการบริหารค่าตอบแทนที่ผ่านมาของผมแบบค่อย ๆ คิดค่อย ๆ เขียนไปเรื่อย ๆ ก็เลยต้องใช้เวลาในการเรียบเรียงเนื้อหาทั้งหมดจนเสร็จสิ้นโดยอยากจะให้เป็นของขวัญวันปีใหม่ 2569 สำหรับ HR และทุกคนที่สนใจเรื่องการบริหารค่าตอบแทน

            เหมือนหนังสือทุกเล่มที่ผมเคยเขียนที่จะต้องบอกกล่าวกันเสมอว่าหนังสือที่ผมเขียนไม่ใช่ตำราทางวิชาการนะครับ แต่เป็นเพียง Storytelling จากประสบการณ์ของผมที่เคยดูแลบริหารจัดการด้านค่าจ้างเงินเดือนมาเล่าสู่กันฟัง

ถ้าอ่านแล้วเห็นว่าเรื่องราวหรือเทคนิคไหนที่เป็นประโยชน์สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้กับงานของท่านผมก็ดีใจด้วย จึงไม่จำเป็นต้องเชื่อหรือเห็นด้วยกับผมทุกเรื่อง

            ต้องใช้หลักกาลามสูตรในการอ่านประกอบการอ่านด้วยครับ

          และถ้าหากอ่านแล้วมีคำถามข้อสงสัยใด ๆ ก็อีเมล์สอบถามมาได้เหมือนเดิมนะครับ ยินดีตอบทุกคำถาม

            สวัสดีปีใหม่ 2569 ทุกท่านขอให้ท่านและครอบครัวประสบความสุขความสำเร็จมีสุขภาพที่ดีตลอดปีใหม่นี้นะครับ

ดาวน์โหลดหนังสือ “การบริหารค่าตอบแทนมืออาชีพ (Storytelling)”

https://www.dropbox.com/scl/fi/7qdib329cjeyvd5y31vjv/.pdf?rlkey=1mie4bz07fsv79p0ef68mn6ut&st=urblianx&dl=0


วันจันทร์ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2569

เรื่องของ Pay Mix

           นาย A นาย B และนาย C เป็นเพื่อนเรียนวิศวะมาด้วยกัน เมื่อจบการศึกษาต่างก็เข้าทำงานเป็นวิศวกรคนละบริษัท เมื่อมีงานเลี้ยงรุ่นก็หนีไม่พ้นเรื่องการคุยกันเรื่องเงินเดือนว่าใครได้เงินเดือนเท่าไหร่

นาย A เงินเดือน 22,000 บาท นาย B เงินเดือน 24,000 บาท นาย C เงินเดือน 26,000 บาท

ถ้านาย A คิดแบบผิวเผินก็จะรู้สึกว่าตัวเองได้เงินเดือนน้อยกว่าเพื่อน และอาจจะรู้สึกว่าบริษัทที่ทำอยู่เอาเปรียบเรา กดเงินเดือนต่ำกว่าบริษัทที่เพื่อนทำอยู่ และรู้สึกไม่ดีกับบริษัทและฝ่ายบริหารของบริษัท ถ้ายังเป็นอย่างงี้ต่อไปคงต้องร้องเพลงอย่างงี้ต้องลาออก

แต่ถ้าทั้ง 3 คนไม่ได้คุยเรื่องเงินเดือนแล้วคุยกันแต่เรื่องโบนัสล่ะ

บริษัทของนาย A จ่ายโบนัสเฉลี่ยปีละ 3.5 เดือน บริษัทของนาย B นายโบนัสเฉลี่ยปีละ 3.0 เดือน และบริษัทของนาย C จ่ายโบนัสเฉลี่ยปีละ 2.5 เดือน

ถ้าคิดแบบผิวเผินทั้งนาย B และนาย C ก็ต้องอิจฉานาย A ว่าได้โบนัสมากกว่าตัวเอง

นาย B และนาย C อาจจะอยากไปทำงานกับบริษัทของนาย A เพราะเห็นว่าได้โบนัสเยอะดีกว่า

แต่ถ้าทั้ง 3 คุยกันเฉพาะเรื่องเงินเดือนกับโบนัสเท่านั้น นาย A ก็จะยังรู้สึกว่าตัวเองยังมีรายได้รวมน้อยกว่านาย B และนาย C จริงไหมครับ

แต่....

ต้องไม่ลืมว่าเมื่อเราพูดถึง Pay mix หรือองค์ประกอบค่าตอบแทนจะต้องดู Total Pay ทั้งหมด

Pay mix ประกอบด้วยอะไรบ้าง ?

1.      เงินเดือนมูลฐาน (Basic Salary)

2.      โบนัส

3.      สารพัดค่า (ที่ไม่ใช่ข้อ 1 และ 2) เช่น ค่าครองชีพ, ค่าวิชาชีพ, ค่าเบี้ยขยัน, ค่ากะ, ค่าโอที, ค่าอาหาร, ค่าภาษา, ค่าตำแหน่ง, ค่ารถ, ค่ารักษาพยาบาล ฯลฯ

เรื่องนี้จึงทำให้เห็นสัจธรรมอยู่ 2 เรื่องคือ

1.      เงินเดือนของเราได้เท่าไหร่ไม่สำคัญเท่ากับเพื่อนได้เท่าไหร่ และ

2.      คนมักจะเอาสิ่งที่ตัวเองไม่มี ไปเทียบกับสิ่งที่คนอื่นมี แต่จะไม่เอาสิ่งที่เรามีไปเทียบกับสิ่งที่คนอื่นเขาไม่มี

ถ้านาย A มองแต่ตัวเงินเดือนเป็นหลักก็อาจจะรู้สึกน้อยอกน้อยใจบริษัทที่จ่ายให้น้อยกว่าเพื่อนหรือแม้แต่นาย A มองตัวเงินเดือน+โบนัสก็ยังไม่รู้สึกดีขึ้น เพราะนาย A กำลังเอาสิ่งที่ตัวเองไม่มีคือเงินเดือนได้น้อยกว่าเพื่อน ไปเทียบกับเงินเดือนของเพื่อนที่ได้มากกว่า

แต่จะไม่เอาสิ่งที่ตัวเองมีไปเทียบกับสิ่งที่เพื่อนไม่มี

นั่นคือถ้าบริษัทของนาย A จ่ายค่าเบี้ยขยัน, ค่าครองชีพ, ค่าวิชาชีพ, ค่ากะ, ค่าอาหาร, ค่ารักษาพยาบาล ฯลฯ ที่มากกว่าบริษัทของนาย B และนาย C

จนทำให้บรรทัดสุดท้ายนาย A มีรายได้รวม (Total Pay) มากกว่านาย B และนาย C ตามตารางตัวอย่าง

เรื่องนี้จึงเป็นข้อคิดให้กับทั้งคนที่ทำงานและคนที่ดูแลระบบค่าตอบแทนว่า

1.      เวลาจะเปรียบเทียบรายได้ต้องดูบรรทัดสุดท้ายคือ Pay mix

2.      ต้องจัดองค์ประกอบของ Pay mix ให้มีสัดส่วนที่เหมาะสม โจทย์ที่ท้าทายคือจะจัด Pay mix ของบริษัทเรายังไงให้พนักงานมี Total Pay ที่ไม่ต่ำกว่าตลาดแข่งขัน

3.      คำตอบของข้อ 2 จึงจำเป็นจะต้องมี “ข้อมูล” ของเงินเดือนเฉลี่ย, โบนัสเฉลี่ย, สารพัดค่า (แต่ละตัว) เฉลี่ยของตลาด+ทักษะการวิเคราะห์เพื่อหาสัดส่วน Pay mix ที่เหมาะสมและแข่งขันได้

4.      ถ้า Com & Ben มีความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมายแรงงานที่ดีพอก็จะสามารถทำให้สารพัดค่าบางตัวไม่ใช่ “ค่าจ้าง” ตามกฎหมายแรงงาน ซึ่งก็จะทำให้บริษัทลด Staff Cost บางตัวลงได้

แต่ถ้า Com & Ben ขาดความรู้ความเข้าใจกฎหมายแรงงานในเรื่อง “ค่าจ้าง” ก็จะเกิดปัญหา Staff Cost บวมตามมาครับ



วันจันทร์ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2568

ไม่ผ่านทดลองงานไม่ยอมเขียนใบลาออก บริษัทต้องทำยังไง

          มีคำถามตามข้างต้นคำตอบคือ….

          บริษัทก็ต้องแจ้งเลิกจ้างครับ เพราะการสิ้นสภาพการจ้างมีได้แค่ 3 วิธีเท่านั้นคือ 1.นายจ้างแจ้งเลิกจ้าง 2. ลูกจ้างลาออก 3. สัญญาจ้างครบระยะเวลา โดยควรทำหนังสือเลิกจ้างระบุเหตุผลการเลิกจ้างและวันที่มีผลเลิกจ้างให้ชัดเจน พร้อมทั้งดูว่าพนักงานทดลองงานคนนี้มีอายุงานครบ 120 วันแล้วหรือยัง ถ้าพนักงานทดลองงานมีอายุงานครบ 120 วันขึ้นไปบริษัทก็ต้องจ่ายค่าชดเชยตามม.118 และจ่ายค่าบอกกล่าวล่วงหน้า (มักจะเรียกกันว่า “ค่าตกใจ”) หรือมีการบอกกล่าวล่วงหน้าให้ถูกต้องตามม.17 

             แต่กรณีนี้ผมมักจะแนะนำวิธี “เจ็บแต่จบ” ดีกว่า “ยืดเยื้อแล้วเรื้อรัง” คือให้จ่ายค่าบอกกล่าวล่วงหน้า โดยบริษัทแจ้งเลิกจ้างพร้อมยื่นหนังสือเลิกจ้างให้พนักงานทดลองงานโดยให้การเลิกจ้างมีผลในวันรุ่งขึ้น เพื่อป้องกันปัญหาหลาย ๆ เรื่องที่จะตามมา

             พร้อมทั้งให้พนักงานที่ถูกเลิกจ้างเพราะไม่ผ่านทดลองงานรับค่าตอบแทนงวดสุดท้ายทั้งหมด เช่น เงินเดือนงวดสุดท้าย, ค่าโอที, ค่าชดเชย (ถ้ามี), ค่าตกใจ และอื่น ๆ เป็นเช็คให้พนักงานเซ็นรับในสำเนาเช็คเพื่อเป็นหลักฐานในวันที่แจ้งเลิกจ้างเลยจะดีกว่าครับ

              บริษัทควรมีข้อมูลหลักฐานเกี่ยวกับการทดลองงานให้ชัดเจนนะครับ เช่น มีการสอนงาน มีการติดตามผลการทำงานแล้วพนักงานไม่สามารถทำงานได้ตามที่ได้รับมอบหมายยังไงบ้าง หรือพนักงานมีพฤติกรรมการทำงานไม่ดียังไงถึงไม่ผ่านทดลองงาน ไม่ควรใช้อารมณ์ในการแจ้งผล ควรแจ้งผลการทดลองงานด้วยเหตุด้วยผลอย่างมืออาชีพโดยมีข้อมูลที่ชัดเจนไม่ใช่การกลั่นแกล้งกันแบบไม่เป็นธรรมนะครับ

              เคสที่ผมเจอว่าน้องทดลองงานไม่ยอมเขียนใบลาออกจะมีไม่มากนักและมักเกิดจากการที่หัวหน้าใช้อารมณ์ร้าย ๆ ในการทำงานกับน้องทดลองงานก็เลยทำให้เกิดปัญหานี้

              (ม.70 ในกรณีที่นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้าง ให้นายจ้างจ่ายค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุด ตามที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับ ให้แก่ลูกจ้างภายในสามวันนับแต่วันที่เลิกจ้าง)

วันศุกร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2568

หลักสูตรด้าน HR สอนออนไลน์ทาง SkillLane

 1.      “กฎหมายแรงงานที่ทุกคนต้องรู้”

เรียนออนไลน์ทาง SkillLane

มีคำกล่าวอยู่ว่า “ประชาชนจะอ้างว่าไม่รู้กฎหมายไม่ได้” เพราะกฎหมายถือเป็นสิ่งจำเป็นที่ประชาชนทุกคนจะต้องรู้ เมื่อทำความผิดแล้วจะอ้างว่าทำไปเพราะไม่รู้กฎหมายก็ไม่ได้

            เป็นเรื่องแปลกแต่จริง นั่นคือยังมีเจ้าของกิจการ ผู้บริหาร หัวหน้างาน และคนทำงานอีกไม่น้อยที่ไม่รู้กฎหมายแรงงานและไม่ได้ให้ความสำคัญกับกฎหมายแรงงาน ทำให้มีการปฏิบัติกับลูกจ้างอย่างไม่ถูกต้องเพราะไม่รู้กฎหมายแรงงานว่าถูกหรือผิด ทำให้เกิดการร้องเรียนหรือการฟ้องร้องตามมาไม่น้อย ต้องเสียเวลาไปขึ้นโรงขึ้นศาล ในที่สุดก็จะเกิดปัญหาด้านแรงงานสัมพันธ์ในองค์กร มีการทำงานแบบไม่ไว้ใจซึ่งกันและกันหรือทำให้บริษัทต้องเสียภาพลักษณ์ชื่อเสียงไปสู่สาธารณะว่ามีการกระทำที่ผิดกฎหมายแรงงาน

หลักสูตรนี้มุ่งสร้างความเข้าใจให้ตรงกันเกี่ยวกับกฎหมายแรงงานทั้งคนที่เป็นนายจ้างและลูกจ้างเพื่อให้มีการปฏิบัติได้อย่างถูกต้องเพื่อสร้างแรงงานสัมพันธ์ที่ดีและลดปัญหาต่าง ๆ ในองค์กร เป็นการสร้างภาพลักษณ์ชื่อเสียงที่ดีขององค์กรสู่สาธารณะ

จุดเด่นของคอร์สที่แตกต่างจากคอร์สทั่วไป :

ไม่ใช้วิธีการบรรยายแบบน่าเบื่อยแต่จะใช้วิธี Storytelling แบบเข้าใจง่ายไม่ใช้ภาษากฎหมายให้สับสน โดยนำเรื่องราวต่าง ๆ ที่เป็นปัญหาที่เกิดซ้ำ ๆ บ่อย ๆ ที่หน้างานจากประสบการณ์โดยตรงของวิทยากรมาเล่าสู่กันฟัง แล้วให้ผู้เข้าอบรมได้ลงมือทำ Workshop และแบบฝึกหัดต่าง ๆ ด้วยตัวเองเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องและนำไปใช้ที่หน้างานได้จริง

ประโยชน์ที่ผู้เรียนจะได้รับจากคอร์สนี้ :

            เกิดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในเรื่องกฎหมายแรงงาน รู้ว่าอะไรถูกอะไรผิด อะไรควรทำหรือไม่ควรทำ เพื่อให้ทั้งฝ่ายนายจ้างและลูกจ้างมีความเข้าใจในหลักของกฎหมายแรงงานที่ตรงกัน ซึ่งจะทำให้ลดปัญหาในการปฏิบัติต่อกันอย่างไม่ถูกต้องให้น้อยลง และทำให้เกิดแรงงานสัมพันธ์ที่ดีในองค์กร

ใครควรเรียนคอร์สนี้ :

Ø เจ้าของกิจการ, ผู้ประกอบการ, กรรมการผู้จัดการ, CEO, ผู้บริหารทุกระดับ

Ø หัวหน้างานทุกระดับ

Ø คนทำงานด้าน HR

Ø พนักงานคนทำงานทุกคน, นิสิต, นักศึกษาและผู้สนใจ

ผู้เรียนต้องมีพื้นฐานหรือรู้อะไรมาก่อนไหม :

            ไม่จำเป็น เพราะวิทยากรพูดแบบเข้าใจง่ายพร้อมทั้งยกตัวอย่างให้เห็นภาพและมีแบบฝึกหัดให้ทำประกอบการเรียนรู้เพื่อเสริมความเข้าใจ

ลงทะเบียนเรียนรู้ได้ที่นี่

https://www.skilllane.com/courses/7299

 

2.      “เทคนิคการบริหารค่าตอบแทนอย่างมืออาชีพ”

 เรียนออนไลน์ทาง SkillLane

เรื่องเงินเดือนเป็นความลับ แต่เทคนิคการบริหารค่าตอบแทนไม่ใช่ความลับ !!

หลักสูตรนี้จะทำให้คนที่ทำงานด้านค่าตอบแทนและผู้สนใจได้รู้ How to บริหารค่าตอบแทนแบบฉับไวและนำไปใช้ได้จริงในการทำงาน ตลอดจนจุดที่ต้องระวังและกับดักต่าง ๆ ที่จะทำให้เกิดปัญหาในการบริหารค่าตอบแทนจากวิทยากรที่เคยบริหารงานด้าน Com & Ben ตัวจริงเสียงจริงทั้งในองค์กรไทยและต่างชาติ

จุดเด่นของคอร์สที่แตกต่างจากคอร์สทั่วไป :

            หลักสูตรนี้ออกแบบมาจากประสบการณ์จริงด้านการบริหารค่าตอบแทนของตัววิทยากรเอง ทุกเรื่องราวในคอร์สนี้จึงมาจากประสบการณ์ตรงของผู้สอน ไม่ใช่พูดตามตำราหรือพูดแต่ทฤษฎี จึงทำให้ผู้เรียนเข้าใจง่ายเห็นภาพจริงที่หน้างานได้ชัดเจน

ประโยชน์ที่ผู้เรียนจะได้รับจากคอร์สนี้ :

            ตลอดการเรียนรู้จะมีการยกตัวอย่างกรณีต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจริงที่หน้างานตลอดจนกลเม็ดเคล็ดลับต่าง ๆ ด้านการบริหารค่าตอบแทน มีแบบฝึกหัดให้ผู้เรียนได้ทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจตลอดการเรียนรู้ รวมทั้งมีหนังสือด้านการบริหารค่าตอบแทนที่เปิดให้ผู้เรียนดาวน์โหลดอีก 4 เล่มไปอ่านเพื่อเสริมความเข้าใจให้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะทำให้ผู้เรียนสามารถนำสิ่งที่เรียนรู้ไปปรับใช้ในงานของตัวเองได้ทันที

ใครควรเรียนคอร์สนี้ :

Ø ผู้บริหารระดับสูงที่ต้องดูแลสายงาน HR และดูแลสายงานบริหาร

Ø ผู้บริหารงาน HR ทุกระดับ

Ø ผู้รับผิดชอบงานด้าน Com & Ben (Compensation & Benefits)

Ø คนที่ศึกษางานด้าน Com & Ben

Ø ที่ปรึกษาด้านค่าตอบแทน

Ø ผู้สนใจ

ผู้เรียนต้องมีพื้นฐานหรือรู้อะไรมาก่อนไหม :

            ไม่จำเป็น เพราะวิทยากรพูดแบบเข้าใจง่ายพร้อมทั้งยกตัวอย่างให้เห็นภาพและมีแบบฝึกหัดให้ทำประกอบการเรียนรู้เพื่อเสริมความเข้าใจ

สนใจ ดูคอร์สเรียนเพิ่มเติมได้ที่

https://www.skilllane.com/courses/Professional-Compensation-Management-Techniques?utm_source=instructor_TPA&utm_medium=fb_post