ใครที่อ่านข้อเขียนของผมคงจะทราบดีว่านอกจากที่ผมจะแชร์ประสบการณ์ด้าน HR ในเฟซบุ๊กและใน Blog ของผมแล้ว ทุกวันเสาร์ผมจะเขียนรีวิวหนังที่ดูแล้วเห็นว่าน่าสนใจสลับไปด้วยเพราะเหตุว่าเป็นคนชอบดูหนังฟังเพลงเป็นงานอดิเรก
แม้วันนี้ไม่ใช่วันเสาร์ที่จะรีวิวหนังแต่ก็อดไม่ได้ที่จะเอามาพูดเพราะเนื้อหาของหนังเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับงานที่ผมทำมาตลอดชีวิตการทำงานแต่หนังเรื่องนี้เอามาเล่าแค่ส่วนเดียวของงาน
HR คืองานด้านสรรหาคัดเลือกผู้สมัครเข้ามาร่วมงาน
ผมก็เลยจะขอแบ่งความเห็นเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้เป็น
2 ส่วนคือส่วนแรกเป็นส่วนของความรู้สึกของผมในเรื่องที่เกี่ยวกับบทหนัง
การเล่าเรื่องของหนัง ความน่าสนใจน่าติดตามดู
และส่วนที่สองจะเป็นการแชร์ความคิดเห็นของผมที่เกี่ยวกับปัญหาของคนทำงานตามที่หนังเรื่องนี้สะท้อนออกมา
เอาส่วนแรกก่อนครับ
คือเรื่องเกี่ยวกับเส้นเรื่อง การเล่าเรื่อง และความน่าสนใจของหนังเรื่องนี้
เอาความรู้สึกในฐานะคนดูก็แล้วกันนะครับเพราะผมไม่ได้มีความรู้ในเรื่องภาพยนตร์อะไรกับเขาหรอกก็เลยขอพูดแบบคนที่ดูหนังมาเยอะพอสมควรเห็นวิธีเล่าเรื่องมาหลายรูปแบบ
ต้องบอกว่าการเล่าเรื่องในรูปแบบของหนังเรื่องนี้ผมไม่ชอบเลยครับ
เริ่มตั้งแต่ต้นเรื่องก็มีการแช่ภาพนานนับนาทีที่ชวนอึดอัด
ยังไม่รวมการเดินเรื่องที่เหมือนจะพยายามสะท้อนปัญหาการทำงานของมนุษย์เงินเดือนโดยเน้นที่พนักงานหญิงที่ทำงาน
HR มีหน้าที่ในการสัมภาษณ์เพื่อหาผู้สมัครที่สามารถจะรองรับอารมณ์ร้ายของหัวหน้าได้ซึ่งผมจะวิจารณ์เรื่องนี้ในส่วนที่สอง
แล้วหนังก็ยังสะท้อนปัญหาการขาดวินัยจราจรขี่มอเตอร์ไซค์ย้อนศร
ปัญหาเกี่ยวกับระบบพรรคพวกอุปถัมภ์
ซึ่งการสะท้อนปัญหาเหล่านี้จะอยู่ในเส้นเรื่องที่เรื่อย ๆ เนือย ๆ
แช่มุมกล้องไว้นาน ๆ ตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง
ถ้าหนังเรื่องนี้ไม่ได้ใช้ชื่อเรื่องว่า
Human
Resource ผมคงไม่ดูจนจบ คงจะเปลี่ยนไปดูเรื่องอื่นตั้งแต่ช่วงกลาง ๆ
เรื่องแล้วแหละครับ
สำหรับส่วนที่ 2 ที่จะวิจารณ์เกี่ยวกับเนื้อหาและปัญหาในหนังเรื่องนี้
ผมอดทนดูจนจบจะได้ไม่ถูกหาว่าไม่ได้ดูจนจบแล้วมาวิจารณ์
ก็เลยขอมาให้ความเห็นเกี่ยวกับปัญหาของคนทำงานที่สะท้อนมาในหนังเรื่องนี้ที่ทุกวันนี้ก็มีอยู่จริงในหลายบริษัท
และเชื่อว่าตอนนี้หลายคนก็อาจจะเจอปัญหาในลักษณะเดียวกันนี้
1.
ตัวแสดงเป็นเจ้าหน้าที่สรรหาคัดเลือกทั้งหญิงและชายทำงานด้าน
HR ในส่วนสรรหาคัดเลือก ยังขาดสัญชาติญาณของคนที่จะเป็น HR มืออาชีพ เพราะยังทำงานด้วยสไตล์ Reactive คือทำงานตามสั่งไปเรื่อย
ๆ ทำงานไปตามหน้าที่แบบ Daily Routine ไปวัน ๆ แบบงานธุรการทั่วไปแบบนี้จะเติบโตในสายอาชีพ
HR ยุคใหม่ยากครับ ถ้ายังไม่ปรับปรุงพัฒนาตัวเอง
2.
การกำหนด KPI ในการหาคนใหม่มาแทนคนเก่าที่ลาออกไป
เป็นการใช้ KPI แบบทื่อ ๆ ใช้แบบผิด ๆ
ที่ทุกวันนี้ก็ยังมีอยู่จริงในหลายบริษัทที่ผมเจอมา
ในหนังเรื่องนี้คือต้องหาคนใหม่มาแทนคนเก่าที่ลาออกไปให้ได้ภายใน
30 วัน
ถ้าหาคนมาแทนไม่ได้กลายเป็นความผิดของ
HR
แต่เพียงฝ่ายเดียว ?
คำถามคือ ถ้า HR ส่งใบสมัครไปให้
LM (Line Manager) ดูเพื่อจะนัดวันสัมภาษณ์ แล้ว LM เอาใบสมัครไปดองเอาไว้สัก 1 สัปดาห์ แม้ HR จะทวงถามว่าดูแล้วยังจะได้นัดวันสัมภาษณ์ให้ แต่ LM บอกว่ายังไม่ว่าง
งานยุ่ง ยังไม่มีเวลาดู หรือพอนัดสัมภาษณ์ให้แล้วพอถึงวันสัมภาษณ์ LM อ้างว่าติดงานด่วนมาสัมภาษณ์ไม่ได้
จนในที่สุดหาคนมาแทนไม่ได้ภายใน
30 วันตาม KPI
อันนี้ยังเป็นความผิดของ
HR
แต่เพียงผู้เดียวอยู่ไหมครับ ?
หรืออันนี้ควรจะเป็น
Co-KPI
แล้วแบ่งน้ำหนักให้เหมาะสมไหมครับว่าใครจะรับไปเท่าไหร่ดี
นี่ยังไม่รวม KPI ของคนลาออกในหลายบริษัทที่ชอบให้
HR เป็นแพะถ้ามีเปอร์เซ็นต์การลาออกสูงอีกนะครับ
คำถามคือการที่พนักงานในฝ่ายอื่น
ๆ (ที่ไม่ใช่ฝ่าย HR)
ลาออกน่ะ เป็นเพราะ HR ไปด่าไปว่าเขาจนเขาคับแค้นใจลาออกหรือเปล่า
หรือเป็นเพราะพนักงานที่ลาออกไปเจอหัวหน้าเหมือนในหนังเรื่องนี้คืออารมณ์ร้าย
ปากระดาษใส่หน้า มีวาจาเป็นอาวุธ มีดาวพุธเป็นวินาศ จุดเดือดต่ำ ฟิวส์ขาดง่าย
อารมณ์ร้ายโวยวายเสียงดัง ลูกน้องทำดีไม่จำ ทำพลาดไม่ลืมกันแน่ครับ ?
3.
นักแสดงที่เป็น Recruiter ทั้งชายและหญิงในเรื่องนี้ใช้วิธีการสัมภาษณ์แบบจิตสัมผัสหรือ Unstructured
Interview โดยตั้งคำถามแบบสะเปะสะปะ ถามไปเรื่อย ๆ
ไม่ได้ถามเรื่องประสบการณ์ในตำแหน่งงานของผู้สมัครเลยว่าตรงหรือไม่
มีธงอยู่อย่างเดียวคืออยากได้ผู้สมัครที่รองรับอารมณ์ร้าย ๆ
ของหัวหน้าได้แค่นั้นเอง
คำถามคือถ้า HR ยังใช้วิธีการสัมภาษณ์แบบจิตสัมผัส
แล้ว HR จะไปสอนให้ LM เขารู้จักวิธีการสัมภาษณ์แบบ
Structured Interview ได้ยังไง
แล้วบริษัทจะหาคนที่มีคุณสมบัติเหมาะตรงกับตำแหน่งงานได้ยังไง บริษัทแห่งนี้ก็คงยังมีปัญหาสารพัดจากการคัดเลือกผู้สมัครที่ไม่เหมาะกับงานมาอยู่อย่างนี้ไปเรื่อย
ๆ แหละครับ
4.
แม้ HR ที่ทำหน้าที่ Recruiter
ทั้งสองคนจะรู้ว่าปัญหาของคนลาออกคือหัวหน้าหน่วยงานนั้นอารมณ์ร้ายควบคุมอารมณ์ไม่ได้
ก็ไม่พยายามหาวิธีแก้ปัญหาที่ตัวต้นเหตุ
แต่กลับไปแก้ปัญหาที่ปลายเหตุคือการไปหาผู้สมัครที่สามารถรองรับอารมณ์หัวหน้าได้เท่านั้นเอง
ทำให้คิดถึงคำ
ๆ หนึ่งว่า
“มีแต่คนเสียสติเท่านั้นที่ทำงานเหมือนเดิมแต่หวังให้ทุกอย่างมันดีขึ้น”
5.
คนทำงาน HR ควรจะต้องมีสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือ
“ใจเขา-ใจเรา” เจ้าหน้าที่ Recruit ทั้งสองคนรู้อยู่แก่ใจว่าเมื่อผู้สมัครเข้ามาแล้วจะต้องเจอกับปัญหาอะไร
ขนาดพนักงานคนเก่าที่หายตัวไปยังทนไม่ได้ถึงขนาดไปฆตต.ก็ยังดันทุรังไปหว่านล้อมหาคนใหม่มารับกรรมอีกหรือ
ถามว่าถ้าเป็นญาติเป็นน้องเป็นลูกของ
Recruiter
ทั้งสองคนเขาจะยังอยากให้น้องให้ลูกของตัวเองมาเจอสภาพการทำงานแย่ ๆ
จากหัวหน้าประเภทนี้หรือไม่
6.
ตลอดของหนังเรื่องนี้จะมีแต่เรื่องร้าย ๆ
เข้ามาให้ตัวแสดงในหนังต้องเสพข่าวร้ายอยู่ตลอดเวลา
ถามว่าในชีวิตจริงทุกวันนี้มีแต่ข่าวร้ายเท่านั้น ไม่มีเรื่องดี ๆ
ในแต่ละวันบ้างเลยหรือ
จริงอยู่ครับว่าในแต่ละวันในยุคของโซเชียลมีเดียการสื่อสารไร้พรมแดน
เรารับข้อมูลข่าวสารได้รวดเร็วมากจากทั่วโลก ซึ่งมีทั้งดีและร้าย
แต่เรื่องจริงคือคนที่จะประสบความสำเร็จหรือชีวิตจะดีขึ้นได้จะต้องเป็นคนที่มีทัศนคติที่ดีเสียก่อน
ไม่จำเป็นต้องมองโลกให้เป็นสีชมพู
หรือทำตัวให้เหมือนอยู่ในทุ่งลาเวนเดอร์หรอกครับ
แต่ก็ไม่ควรเอาแต่เสพข่าวร้าย
ทุกครั้งที่ไถมือถือก็จะดูแต่เรื่องที่ชวนหดหู่เศร้าหมองเรื่องที่เป็นปัญหาสารพัดไม่ว่าจะเป็นเรื่องหมอดูที่ทำนายแต่เรื่องร้าย
ๆ ซ้ำ ๆ ซาก ๆ ที่ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เกิดขึ้นจริง, ปัญหาเศรษฐกิจ สังคม การเมือง
เรื่องซุบซิบนินทาดาราตีกัน ฯลฯ
มันก็เหมือนกับเราบริโภคสารพิษเข้าไปในความคิดของเราทุกวัน
อย่างนี้แล้วชีวิตจะประสบความสำเร็จได้ยังไง
สมดุลทัศนคติในตัวเองให้ดี
เพราะทัศนคติคือทุกอย่างในชีวิต
คนที่ประสบความสำเร็จจะต้องมีทัศนคติบวกมากกว่าลบครับ จิตเป็นนายกายเป็นบ่าวเมื่อคิดดีก็จะทำดี
แต่ถ้าคิดร้ายสมองจะตันไม่เหลือที่ว่างในสมองพอที่จะคิดหาสิ่งดี
ๆ ทำเพื่อให้ชีวิตประสบความสำเร็จได้หรอก
โลกนี้ไม่ได้มีแต่ด้านร้าย
ๆ ไม่ได้มีแต่ปัญหา แต่ยังมีเรื่องดี ๆ ให้เราได้ฮีลใจได้พักใจอีกเยอะไป อยู่ที่ตัวเราเองว่าจะเลือกเสพเรื่องดีหรือเรื่องร้าย
มีปัญหาก็แก้กันไปทุกปัญหามีทางออกเสมอ
เพราะทัศนคติคือทุกสิ่งในชีวิต
ต้องอยู่ห่าง
ๆ จากพวกคิดลบหรือข่าวลบข่าวร้าย
นี่คือความเห็นของผมที่ได้จากการดูหนังเรื่องนี้ครับ