วันอังคารที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569

HUMAN RESOURCE พนักงานใหม่โปรดรับไว้พิจารณา

             ใครที่อ่านข้อเขียนของผมคงจะทราบดีว่านอกจากที่ผมจะแชร์ประสบการณ์ด้าน HR ในเฟซบุ๊กและใน Blog ของผมแล้ว ทุกวันเสาร์ผมจะเขียนรีวิวหนังที่ดูแล้วเห็นว่าน่าสนใจสลับไปด้วยเพราะเหตุว่าเป็นคนชอบดูหนังฟังเพลงเป็นงานอดิเรก

            แม้วันนี้ไม่ใช่วันเสาร์ที่จะรีวิวหนังแต่ก็อดไม่ได้ที่จะเอามาพูดเพราะเนื้อหาของหนังเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับงานที่ผมทำมาตลอดชีวิตการทำงานแต่หนังเรื่องนี้เอามาเล่าแค่ส่วนเดียวของงาน HR คืองานด้านสรรหาคัดเลือกผู้สมัครเข้ามาร่วมงาน

            ผมก็เลยจะขอแบ่งความเห็นเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้เป็น 2 ส่วนคือส่วนแรกเป็นส่วนของความรู้สึกของผมในเรื่องที่เกี่ยวกับบทหนัง การเล่าเรื่องของหนัง ความน่าสนใจน่าติดตามดู และส่วนที่สองจะเป็นการแชร์ความคิดเห็นของผมที่เกี่ยวกับปัญหาของคนทำงานตามที่หนังเรื่องนี้สะท้อนออกมา

          เอาส่วนแรกก่อนครับ คือเรื่องเกี่ยวกับเส้นเรื่อง การเล่าเรื่อง และความน่าสนใจของหนังเรื่องนี้

            เอาความรู้สึกในฐานะคนดูก็แล้วกันนะครับเพราะผมไม่ได้มีความรู้ในเรื่องภาพยนตร์อะไรกับเขาหรอกก็เลยขอพูดแบบคนที่ดูหนังมาเยอะพอสมควรเห็นวิธีเล่าเรื่องมาหลายรูปแบบ

ต้องบอกว่าการเล่าเรื่องในรูปแบบของหนังเรื่องนี้ผมไม่ชอบเลยครับ

เริ่มตั้งแต่ต้นเรื่องก็มีการแช่ภาพนานนับนาทีที่ชวนอึดอัด

ยังไม่รวมการเดินเรื่องที่เหมือนจะพยายามสะท้อนปัญหาการทำงานของมนุษย์เงินเดือนโดยเน้นที่พนักงานหญิงที่ทำงาน HR มีหน้าที่ในการสัมภาษณ์เพื่อหาผู้สมัครที่สามารถจะรองรับอารมณ์ร้ายของหัวหน้าได้ซึ่งผมจะวิจารณ์เรื่องนี้ในส่วนที่สอง

แล้วหนังก็ยังสะท้อนปัญหาการขาดวินัยจราจรขี่มอเตอร์ไซค์ย้อนศร ปัญหาเกี่ยวกับระบบพรรคพวกอุปถัมภ์ ซึ่งการสะท้อนปัญหาเหล่านี้จะอยู่ในเส้นเรื่องที่เรื่อย ๆ เนือย ๆ แช่มุมกล้องไว้นาน ๆ ตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง

ถ้าหนังเรื่องนี้ไม่ได้ใช้ชื่อเรื่องว่า Human Resource ผมคงไม่ดูจนจบ คงจะเปลี่ยนไปดูเรื่องอื่นตั้งแต่ช่วงกลาง ๆ เรื่องแล้วแหละครับ

 สำหรับส่วนที่ 2 ที่จะวิจารณ์เกี่ยวกับเนื้อหาและปัญหาในหนังเรื่องนี้

ผมอดทนดูจนจบจะได้ไม่ถูกหาว่าไม่ได้ดูจนจบแล้วมาวิจารณ์ ก็เลยขอมาให้ความเห็นเกี่ยวกับปัญหาของคนทำงานที่สะท้อนมาในหนังเรื่องนี้ที่ทุกวันนี้ก็มีอยู่จริงในหลายบริษัท และเชื่อว่าตอนนี้หลายคนก็อาจจะเจอปัญหาในลักษณะเดียวกันนี้

1.      ตัวแสดงเป็นเจ้าหน้าที่สรรหาคัดเลือกทั้งหญิงและชายทำงานด้าน HR ในส่วนสรรหาคัดเลือก ยังขาดสัญชาติญาณของคนที่จะเป็น HR มืออาชีพ เพราะยังทำงานด้วยสไตล์ Reactive คือทำงานตามสั่งไปเรื่อย ๆ ทำงานไปตามหน้าที่แบบ Daily Routine ไปวัน ๆ แบบงานธุรการทั่วไปแบบนี้จะเติบโตในสายอาชีพ HR ยุคใหม่ยากครับ ถ้ายังไม่ปรับปรุงพัฒนาตัวเอง

2.      การกำหนด KPI ในการหาคนใหม่มาแทนคนเก่าที่ลาออกไป เป็นการใช้ KPI แบบทื่อ ๆ ใช้แบบผิด ๆ ที่ทุกวันนี้ก็ยังมีอยู่จริงในหลายบริษัทที่ผมเจอมา

ในหนังเรื่องนี้คือต้องหาคนใหม่มาแทนคนเก่าที่ลาออกไปให้ได้ภายใน 30 วัน

ถ้าหาคนมาแทนไม่ได้กลายเป็นความผิดของ HR แต่เพียงฝ่ายเดียว ?

คำถามคือ ถ้า HR ส่งใบสมัครไปให้ LM (Line Manager) ดูเพื่อจะนัดวันสัมภาษณ์ แล้ว LM เอาใบสมัครไปดองเอาไว้สัก 1 สัปดาห์ แม้ HR จะทวงถามว่าดูแล้วยังจะได้นัดวันสัมภาษณ์ให้ แต่ LM บอกว่ายังไม่ว่าง งานยุ่ง ยังไม่มีเวลาดู หรือพอนัดสัมภาษณ์ให้แล้วพอถึงวันสัมภาษณ์ LM อ้างว่าติดงานด่วนมาสัมภาษณ์ไม่ได้

จนในที่สุดหาคนมาแทนไม่ได้ภายใน 30 วันตาม KPI

อันนี้ยังเป็นความผิดของ HR แต่เพียงผู้เดียวอยู่ไหมครับ ?

หรืออันนี้ควรจะเป็น Co-KPI แล้วแบ่งน้ำหนักให้เหมาะสมไหมครับว่าใครจะรับไปเท่าไหร่ดี

นี่ยังไม่รวม KPI ของคนลาออกในหลายบริษัทที่ชอบให้ HR เป็นแพะถ้ามีเปอร์เซ็นต์การลาออกสูงอีกนะครับ

คำถามคือการที่พนักงานในฝ่ายอื่น ๆ (ที่ไม่ใช่ฝ่าย HR) ลาออกน่ะ เป็นเพราะ HR ไปด่าไปว่าเขาจนเขาคับแค้นใจลาออกหรือเปล่า

หรือเป็นเพราะพนักงานที่ลาออกไปเจอหัวหน้าเหมือนในหนังเรื่องนี้คืออารมณ์ร้าย ปากระดาษใส่หน้า มีวาจาเป็นอาวุธ มีดาวพุธเป็นวินาศ จุดเดือดต่ำ ฟิวส์ขาดง่าย อารมณ์ร้ายโวยวายเสียงดัง ลูกน้องทำดีไม่จำ ทำพลาดไม่ลืมกันแน่ครับ ?

3.      นักแสดงที่เป็น Recruiter ทั้งชายและหญิงในเรื่องนี้ใช้วิธีการสัมภาษณ์แบบจิตสัมผัสหรือ Unstructured Interview โดยตั้งคำถามแบบสะเปะสะปะ ถามไปเรื่อย ๆ ไม่ได้ถามเรื่องประสบการณ์ในตำแหน่งงานของผู้สมัครเลยว่าตรงหรือไม่ มีธงอยู่อย่างเดียวคืออยากได้ผู้สมัครที่รองรับอารมณ์ร้าย ๆ ของหัวหน้าได้แค่นั้นเอง

คำถามคือถ้า HR ยังใช้วิธีการสัมภาษณ์แบบจิตสัมผัส แล้ว HR จะไปสอนให้ LM เขารู้จักวิธีการสัมภาษณ์แบบ Structured Interview ได้ยังไง แล้วบริษัทจะหาคนที่มีคุณสมบัติเหมาะตรงกับตำแหน่งงานได้ยังไง บริษัทแห่งนี้ก็คงยังมีปัญหาสารพัดจากการคัดเลือกผู้สมัครที่ไม่เหมาะกับงานมาอยู่อย่างนี้ไปเรื่อย ๆ แหละครับ

4.      แม้ HR ที่ทำหน้าที่ Recruiter ทั้งสองคนจะรู้ว่าปัญหาของคนลาออกคือหัวหน้าหน่วยงานนั้นอารมณ์ร้ายควบคุมอารมณ์ไม่ได้ ก็ไม่พยายามหาวิธีแก้ปัญหาที่ตัวต้นเหตุ แต่กลับไปแก้ปัญหาที่ปลายเหตุคือการไปหาผู้สมัครที่สามารถรองรับอารมณ์หัวหน้าได้เท่านั้นเอง

ทำให้คิดถึงคำ ๆ หนึ่งว่า “มีแต่คนเสียสติเท่านั้นที่ทำงานเหมือนเดิมแต่หวังให้ทุกอย่างมันดีขึ้น”

5.      คนทำงาน HR ควรจะต้องมีสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือ “ใจเขา-ใจเรา” เจ้าหน้าที่ Recruit ทั้งสองคนรู้อยู่แก่ใจว่าเมื่อผู้สมัครเข้ามาแล้วจะต้องเจอกับปัญหาอะไร ขนาดพนักงานคนเก่าที่หายตัวไปยังทนไม่ได้ถึงขนาดไปฆตต.ก็ยังดันทุรังไปหว่านล้อมหาคนใหม่มารับกรรมอีกหรือ

ถามว่าถ้าเป็นญาติเป็นน้องเป็นลูกของ Recruiter ทั้งสองคนเขาจะยังอยากให้น้องให้ลูกของตัวเองมาเจอสภาพการทำงานแย่ ๆ จากหัวหน้าประเภทนี้หรือไม่

6.      ตลอดของหนังเรื่องนี้จะมีแต่เรื่องร้าย ๆ เข้ามาให้ตัวแสดงในหนังต้องเสพข่าวร้ายอยู่ตลอดเวลา ถามว่าในชีวิตจริงทุกวันนี้มีแต่ข่าวร้ายเท่านั้น ไม่มีเรื่องดี ๆ ในแต่ละวันบ้างเลยหรือ

จริงอยู่ครับว่าในแต่ละวันในยุคของโซเชียลมีเดียการสื่อสารไร้พรมแดน เรารับข้อมูลข่าวสารได้รวดเร็วมากจากทั่วโลก ซึ่งมีทั้งดีและร้าย

แต่เรื่องจริงคือคนที่จะประสบความสำเร็จหรือชีวิตจะดีขึ้นได้จะต้องเป็นคนที่มีทัศนคติที่ดีเสียก่อน

ไม่จำเป็นต้องมองโลกให้เป็นสีชมพู หรือทำตัวให้เหมือนอยู่ในทุ่งลาเวนเดอร์หรอกครับ

แต่ก็ไม่ควรเอาแต่เสพข่าวร้าย ทุกครั้งที่ไถมือถือก็จะดูแต่เรื่องที่ชวนหดหู่เศร้าหมองเรื่องที่เป็นปัญหาสารพัดไม่ว่าจะเป็นเรื่องหมอดูที่ทำนายแต่เรื่องร้าย ๆ ซ้ำ ๆ ซาก ๆ ที่ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เกิดขึ้นจริง, ปัญหาเศรษฐกิจ สังคม การเมือง เรื่องซุบซิบนินทาดาราตีกัน ฯลฯ

มันก็เหมือนกับเราบริโภคสารพิษเข้าไปในความคิดของเราทุกวัน อย่างนี้แล้วชีวิตจะประสบความสำเร็จได้ยังไง

สมดุลทัศนคติในตัวเองให้ดี

เพราะทัศนคติคือทุกอย่างในชีวิต คนที่ประสบความสำเร็จจะต้องมีทัศนคติบวกมากกว่าลบครับ จิตเป็นนายกายเป็นบ่าวเมื่อคิดดีก็จะทำดี

แต่ถ้าคิดร้ายสมองจะตันไม่เหลือที่ว่างในสมองพอที่จะคิดหาสิ่งดี ๆ ทำเพื่อให้ชีวิตประสบความสำเร็จได้หรอก

โลกนี้ไม่ได้มีแต่ด้านร้าย ๆ ไม่ได้มีแต่ปัญหา แต่ยังมีเรื่องดี ๆ ให้เราได้ฮีลใจได้พักใจอีกเยอะไป อยู่ที่ตัวเราเองว่าจะเลือกเสพเรื่องดีหรือเรื่องร้าย

มีปัญหาก็แก้กันไปทุกปัญหามีทางออกเสมอ

เพราะทัศนคติคือทุกสิ่งในชีวิต

ต้องอยู่ห่าง ๆ จากพวกคิดลบหรือข่าวลบข่าวร้าย

นี่คือความเห็นของผมที่ได้จากการดูหนังเรื่องนี้ครับ