วันพุธที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2569

เป้าหมายในการพัฒนาสำคัญกว่าการส่งไปอบรม

            คำถามมีอยู่ว่า “บริษัททำระบบ Functional Competency เสร็จแล้ว กำลังคิดหลักสูตรฝึกอบรมและวางลงใน Training Roadmap อยู่ หัวหน้ากับลูกน้องจะเข้าอบรมหลักสูตรเดียวกันได้หรือไม่” 

หรือ 

ถ้าเคยส่งพนักงานเข้าอบรมหลักสูตรหนึ่งแล้ว จะส่งเข้าอบรมซ้ำหลักสูตรเดิมได้หรือไม่”

เช่น ถ้าระบุหลักสูตร “เทคนิคการสัมภาษณ์” ที่คิดมาจาก Functional Competency (ซึ่งผมขอเรียกย่อ ๆ ว่า FC) ชื่อ “ทักษะการบริหารงานบุคคล” ลงใน Training Roadmap สำหรับตำแหน่งเจ้าหน้าที่สรรหาว่าจ้างแล้ว เมื่อเจ้าหน้าที่สรรหาว่าจ้างเลื่อนเป็นหัวหน้าแผนกสรรหาว่าจ้างแล้วควรจะต้องส่งไปอบรมหลักสูตรเทคนิคการสัมภาษณ์ซ้ำอีกหรือไม่

อยากให้ข้อคิดอย่างนี้ครับ

1.      การพัฒนาพนักงานไม่ได้มีเพียงแค่หลักสูตรฝึกอบรมเพียงเรื่องเดียว เพราะยังมีวิธีการพัฒนาพนักงานอีกมากมายหลายอย่าง เช่น การสอนงาน, OJT (On the job training), การมอบหมายงาน, การสับเปลี่ยนหมุนเวียนงาน, การส่งไปดูงาน (ในประเทศ-ต่างประเทศ), การให้ทดลองปฏิบัติหน้าที่ ฯลฯ 

ดังนั้นเวลาคิดถึงวิธีการพัฒนาพนักงานตาม FC ให้คิดถึงวิธีการพัฒนาที่นอกเหนือจากการฝึกอบรมด้วย 

การฝึกอบรมไม่ใช่ยาสารพัดนึก หรือการฝึกอบรมไม่ใช่บ่อชุบตัวสังข์ทองนะครับ

2.      หลักสูตรฝึกอบรมและวิธีการพัฒนาพนักงานรูปแบบอื่น ๆ ที่ผมบอกไปข้างต้น เป็นเพียง “เครื่องมือ” อย่างหนึ่งในการพัฒนาพนักงานเท่านั้น 

แต่อย่าลืม “เป้าหมาย” ในการพัฒนาพนักงาน 

เพราะเป้าหมายในการพัฒนาพนักงานของเราคือ....

ทำยังไงที่จะให้พนักงานมี FC หรือมีความรู้ในงาน (Knowledge-K), มีทักษะในการทำงาน (Skills-S) และมีคุณลักษณะสำคัญ (Attributes-A) ที่เหมาะตรงกับงานที่รับผิดชอบได้อย่างที่หัวหน้า(หรือหน่วยงาน)ต้องการ”

คำถามง่าย ๆ คือ “ถ้าเราส่งพนักงานเข้าอบรมตามหลักสูตรนั้น ๆ แล้ว พนักงานจะมี FC ที่ดีขึ้น หรือมี K-S-A ที่ดีขึ้นเก่งขึ้น และส่งผลทำให้งานดีขึ้นจริงหรือไม่”

ถ้าส่งพนักงานเข้าอบรม (หรือไปรับการพัฒนาด้วยวิธีใดก็ตาม) แล้วยังไม่มีสรรถนะที่ดีขึ้น ความรู้, ทักษะ, คุณลักษณะภายในที่เหมาะตรงกับงานดีขึ้น อย่างนี้ก็ต้องกลับมาคิดทบทวนดูใหม่แล้วล่ะครับว่าหลักสูตรฝึกอบรมนั้น ๆ ยังควรจะจัดต่อไปดีหรือไม่ 

หรือถ้าพัฒนาด้วยการมอบหมายงานให้พนักงานทำแล้ว FC ตัวที่ยังมีปัญหาก็ไม่ดีขึ้น หัวหน้าก็ต้องมาคิดหาวิธีการพัฒนากันใหม่แล้วล่ะครับ

จากตัวอย่างข้างต้นจึงอธิบายได้ว่า....

ถ้าส่งเจ้าหน้าที่สรรหาว่าจ้างไปเข้าอบรมหลักสูตรเทคนิคการสัมภาษณ์แล้ว หัวหน้าของเจ้าหน้าที่คนนี้จะต้องติดตามประเมินดูว่าลูกน้องตัวเองมีทักษะการบริหารงานบุคคล (ตาม FC) ในเรื่องการสัมภาษณ์ดีขึ้นอย่างที่หัวหน้าต้องการแล้วหรือยัง 

ซึ่งก็ต้องกลับไปดูนิยามที่เขียนไว้ใน FC ตัวนี้ที่เกี่ยวกับการสัมภาษณ์ว่าเขียนเอาไว้ยังไง ต้องการให้เจ้าหน้าที่สรรหาว่าจ้างมี K S A เกี่ยวกับการสัมภาษณ์ขนาดไหน

ถ้าอบรมแล้วเจ้าหน้าที่สรรหาว่าจ้างสามารถพัฒนาทักษะตัวนี้ได้อย่างที่หัวหน้าต้องการแล้ว ก็ไม่จำเป็นจะต้องส่งไปอบรมซ้ำอีก เพียงแต่มอบหมายให้เป็นผู้สัมภาษณ์และคอยสอนงานแบบWork shadowing เป็นระยะให้มีทักษะการสัมภาษณ์ดีขึ้นเรื่อย ๆ ก็โอเคแล้วครับ

แต่ถ้าเจ้าหน้าที่สรรหาว่าจ้างไปอบรมหลักสูตรเทคนิคการสัมภาษณ์กลับมาแล้วยังมีปัญหายังไม่มีทักษะในเรื่องการสัมภาษณ์อย่างที่หัวหน้าต้องการตาม FC ตัวนี้ ก็ไม่ใช่ส่งเขาไปอบรมซ้ำในเรื่องเดิม

แต่หัวหน้าจะต้องมาคิดหาวิธีกันใหม่ว่าควรจะทำยังไงเพื่อให้เจ้าหน้าที่สรรหาว่าจ้างคนนี้มีขีดความสามารถตาม FC ตัวนี้ให้ได้ เช่น หัวหน้างานใช้วิธี OJT วิธีการสัมภาษณ์ให้ลูกน้องเข้าใจและเตรียมตัวก่อนการสัมภาษณ์แล้วก็ประกบลูกน้องในระหว่างการสัมภาษณ์ 

หลังจากจบการสัมภาษณ์ก็ Feedback ให้ลูกน้องรู้ว่าอะไรที่ลูกน้องทำได้ดีแล้วหรืออะไรที่ควรจะต้องแก้ไขปรับปรุงในการสัมภาษณ์ เป็นต้น

สิ่งสำคัญคือหัวหน้าจะต้องกลับมาโฟกัสที่ “เป้าหมาย” ที่จะต้องพัฒนาลูกน้องให้มีความสามารถตาม FC ครับ

ไม่ใช่กลับมาดูเรื่องหลักสูตรการฝึกอบรม

หวังว่าจะเป็นแง่คิดและเป็นประโยชน์ในการนำไปใช้จริงแล้วนะครับ

วันจันทร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2569

หัวหน้าจะสร้างทัศนคติเชิงบวกให้ตัวเองยังไงดี

             การสร้างวิธีคิดเชิงบวกให้กับตัวเองมีอยู่มากมายหลากหลายวิธี

แต่ที่สำคัญก็คือคน ๆ นั้น “รู้สึก” ได้หรือยังว่าตอนนี้เรามีทัศนคติด้านบวกหรือด้านลบมากกว่ากัน ?

            ถ้ายอมรับกับตัวเอง (โดยไม่หลอกตัวเอง) ได้แล้วว่าช่วงนี้เราจิตตกเป็นคนคิดลบมากกว่าบวกแล้วก็อยากจะปรับเปลี่ยนตัวเราเองแล้วล่ะก็ คน ๆ นั้นมีโอกาสที่จะพัฒนาทัศนคติเชิงบวกได้แล้วล่ะครับ

วิธีการสร้างทัศนคติเชิงบวกก็เช่น

1.      ตื่นนอนมาทุกเช้าแล้วบอกกับตัวเองว่า “วันนี้เป็นวันดีของเราอีกวันหนึ่ง” หรือ “วันนี้ดีเสมอ”

ต่อให้มีปัญหาอย่างไรก็ยังเป็นวันดีของเรา เพราะอยู่ที่ไหน ทำงานที่ใดก็ล้วนแต่มีปัญหาทั้งนั้นแหละ แต่เป็นเพราะมีปัญหาในที่ทำงานนี่แหละบริษัทเขาถึงต้องจ้างเรามาแก้ปัญหาเหล่านี้ ถ้าไม่มีปัญหาบริษัทเขาจะจ้างเรามาทำไมกันล่ะ เมื่อมีปัญหาแล้วเราแก้ปัญหานั้นได้ ก็ทำให้เราเติบโตและพัฒนาขึ้นเก่งขึ้น

            หลายคนตื่นนอนในตอนเช้าพร้อมกับบอกตัวเองว่า “วันนี้ไม่อยากมาทำงานเลย” รู้สึกเบื่อ, เหนื่อยล้ากับปัญหาในงานที่ไม่รู้จักจบสิ้น, เบื่อกับหัวหน้างานที่คอยมาดุด่าจ้องคอยตำหนิอยู่เสมอ ๆ ฯลฯ

            ถ้าเรายังรู้สึกอย่างนี้อยู่ภายใน เมื่อไปถึงที่ทำงานลูกน้องของท่านจะไม่สังเกตเห็นบ้างเลยหรือ ?

            แล้วอย่างนี้จะสร้างแรงจูงใจให้ลูกน้องอยากทำงานได้ยังไงล่ะครับ

พอลับหลังท่านลูกน้องก็คงเอาไปเม้าท์ซุบซิบกันต่อว่า “นี่แก..ฉันเห็นพี่เขาทำหน้าเบื่องานมาเดือนหนึ่งแล้ว ไม่รู้ว่าแกจะทนไหวหรือเปล่า สงสัยพวกเราได้เลี้ยงส่งแกและรอต้อนรับหัวหน้าคนใหม่แหง ๆ”  

            ในทางกลับกันถ้าหัวหน้ายังยิ้มสู้และคิดอยู่เสมอว่า “ปัญหาหนักแค่ไหนมันก็ไม่หนักไปกว่าที่เราเคยเจอมาแล้วหรอก”

พฤติกรรมที่หัวหน้าแสดงออกมากับคนรอบข้างก็จะทำให้ความรู้สึกของลูกน้องและบรรยากาศเป็นบวกตามไปด้วย

2.      ออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ

บางคนพออ่านมาถึงตรงนี้อาจจะงง ๆ ว่าแล้วมันเกี่ยวอะไรกับเรื่องทัศนคติกันล่ะ

ก็ขอตอบว่ามันเกี่ยวกันนะครับ ถ้าร่างกายไม่แข็งแรงมีโรคประจำตัวเจ็บออด ๆ แอด ๆ อยู่เสมอ หรือทำงานไปสามวันดีสี่วันป่วยเป็นประจำ ก็จะทำให้กำลังใจถดถอยไปได้

ถ้าหัวหน้างานอยากมีสุขภาพเป็นปกติก็ต้องหมั่นออกกำลังกายกันเพื่อสร้างภูมิต้านทานให้ร่างกายแข็งแรงป้องกันโรคภัยต่าง ๆ กันไว้บ้าง แถมการออกกำลังกายเป็นประจำจะทำให้หลับง่ายร่างกายได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ จะมีภูมิต้านทานความเครียดและอดทนต่อแรงกดดันต่าง ๆ ในการทำงานหรือในการใช้ชีวิตได้ดีกว่าคนที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกายครับ

3.   คิดอยู่เสมอว่าเรามีความสามารถมากกว่าที่คิดไว้

มักจะพบว่าคนที่ประสบความสำเร็จจะต้องสามารถค้นหาได้ว่าตัวเองมีความสามารถอะไรบ้างที่เป็นประโยชน์กับตัวเขาและกับหน้าที่การงานที่เขารับผิดชอบอยู่

ถ้าค้นหาความสามารถในตัวเองได้เร็วก็จะประสบความสำเร็จได้เร็ว

หัวหน้างานจึงต้องหันกลับมาสำรวจดูตัวเองว่าตัวเองมีความสามารถอะไรบ้าง แต่ไม่ใช่ว่าพอมาสำรวจตัวเองแล้วดันคิดลบไม่เห็นมีความสามารถอะไรในตัวเองสักอย่าง อุตส่าห์เรียนจบมาได้ทำงานที่นี่ก็บุญโขแล้ว ฯลฯ อย่างนี้ก็จบกันล่ะครับ

            ผมมั่นใจว่าทุกคนมีความสามารถที่อยู่ในตัวเองแตกต่างกันไป และจำเป็นจะต้องค้นหาและพัฒนาขีดความสามารถในตัวเองให้เร็วและต้องเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จะทำให้คน ๆ นั้นประสบความสำเร็จในเป้าหมายที่วางไว้

ถ้าหัวหน้างานคิดได้อย่างนี้และพัฒนาตนเองอยู่สม่ำเสมอแล้ว ก็จะเป็นแบบอย่างและเป็นแรงบันดาลใจให้ลูกน้องให้ปฏิบัติตามและยังเป็นการสร้างแรงจูงใจให้กับลูกน้องอีกด้วย

4.      มีอารมณ์ขัน

ทุกวันนี้เรามีอารมณ์ขันในที่ทำงานกันบ้างหรือเปล่าครับ ?

อย่ามองข้ามเรื่องนี้ไปนะครับ การเป็นหัวหน้างานไม่ได้แปลว่าจะต้องมาคอยเก๊กสีหน้าใส่ลูกน้องตลอด 8 ชั่วโมง (หรือมากกว่านี้) ต่อวัน เพราะการทำงานในแต่ละวันก็ต้องแก้ปัญหาก็ต้องเครียดกันในการทำงานกันอยู่เป็นปกติอยู่แล้ว

            หากหัวหน้างานมีมุกมีอารมณ์ขันกับลูกน้องเสียบ้างก็จะทำให้บรรยากาศในการทำงานดีขึ้น และยังแสดงถึงการบริหารอารมณ์ (Emotional Quotient-EQ) อยู่ในระดับปกติอีกด้วย ดีกว่าการสร้างบรรยากาศเคร่งเครียดกันตลอดทั้งวัน เพราะคนเราอยู่กับที่ทำงานนานกว่าอยู่บ้านเสียอีก

คนที่มีอารมณ์ขันจึงมักจะเป็นคนที่คิดบวกและอารมณ์แจ่มใส จะทำให้คนรอบข้างสบายใจ คนเป็นหัวหน้าจึงต้องฝึก (สำหรับคนที่ขาดอารมณ์ขัน) มุกต่าง ๆ เอาไว้ผ่อนคลายบรรยากาศที่เคร่งเครียดกับลูกน้องบ้างนะครับ

            จะว่าไปแล้วการใช้อารมณ์ขันนั้นมีไปถึงระดับชาติทีเดียวนะครับ

มีอยู่ครั้งหนึ่งที่อดีตประธานาธิบดีจอร์ช บุช (ผู้ลูก) ถูกคนเอารองเท้าขว้างหน้าไปถึงสองครั้งติดกันคือปาไปแล้วครั้งที่หนึ่งแต่ไม่โดนเพราะท่านหลบได้ไวมาก จึงหยิบรองเท้าอีกข้างหนึ่งปาไปเป็นครั้งที่สอง แต่ท่านก็หลบได้อีก

          นักข่าวก็ไปสัมภาษณ์ท่านหลังจากเหตุการณ์นี้ด้วยคำถามยอดนิยมว่า “ท่านรู้สึกยังไง ?”

          ท่านก็ตอบว่า “ตอนนั้นผมไม่รู้หรอกว่ารู้สึกยังไง แต่ผมรู้อย่างเดียวว่าไอ้รองเท้าทั้งสองข้างที่ปามาน่ะมันเบอร์ 10 ทั้งคู่เลย” ก็ฮากันไป

            นี่เป็นเรื่องของการมีอารมณ์ขันและทำให้คนรอบข้างพลอยรู้สึกคลายเครียดไปด้วย ดีกว่าจะให้ท่านตอบว่า “ผมรู้สึกเป็นผู้ไม่หวังดีต้องการจะทำร้ายผม.....ฯลฯ” เหมือนผู้นำบางประเทศชอบตอบเป็นการเป็นงาน (แหม..ก็แน่ล่ะครับถ้าเป็นผู้หวังดีเขาก็คงจะไม่มาเอารองเท้ามาปาหน้าท่านหรอกครับ..ตอบไปก็เหมือนไม่ได้ตอบแถมสร้างบรรยากาศเครียด ๆ ให้เกิดขึ้นโดยไม่จำเป็นอีกต่างหาก)

            แต่การใช้อารมณ์ขันก็ต้องดูให้เหมาะสมนะครับ ไม่ใช่ยิงมุกกันทั้งวันจนเสียการเสียงาน

5.      จัดเวลาให้เหมาะสม

ในหนึ่งวันมีเวลา 24 ชั่วโมง หัวหน้าควรจะต้องจัดสรรบริหารเวลาให้เหมาะสมคือ 8 ชั่วโมงทำงาน 8 ชั่วโมงพักผ่อน และ 8 ชั่วโมงนอนหลับ อย่าให้ล้ำก้ำเกินกันมากเกินไปเพื่อที่จะได้ทำให้ตัวเราได้มีเวลาพักผ่อนจากความเคร่งเครียดบ้าง ออกกำลังกายบ้าง ให้เวลากับครอบครัวบ้าง จะทำให้จิตใจแจ่มใสทัศนคติก็จะดีตามไปด้วย

6.      เอาใจเขามาใส่ใจเราบ้าง

ข้อนี้ผมก็ใช้บ่อยตอนทำงานประจำนะครับคือใช้หลัก “ใจเขา-ใจเรา”

หลักนี้ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องตามใจลูกน้องตลอดนะครับ แต่หมายถึงให้เราคิดกลับข้างดูว่าถ้าเราทำอย่างนี้หรือพูดอย่างนี้กับลูกน้อง แล้วถ้าเราเป็นลูกน้องเราจะคิดยังไง จะได้มีความยับยั้งชั่งใจในการพูดการจาให้ดีกับลูกน้อง หรือมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมกับลูกน้อง

     ในข้อนี้ผมคงไม่ต้องอธิบายให้มากความเพราะท่านจะเข้าใจได้ง่ายอยู่แล้ว

      ทัศนคติที่ดีไม่ได้เกิดจากการเข้าอบรมแล้วสอบผ่านได้วุฒิบัตร แต่เกิดจากการลงมือปฏิบัติจริงเพื่อปรับเปลี่ยนตัวเอง

          มีคำพูดหนึ่งบอกไว้ว่า “ทัศนคติลบก็เหมือนกับรถยางแบน คุณจะไปไหนไม่ได้จนกว่าจะเปลี่ยนยาง”

คำถามคือตอนนี้คนที่เป็นหัวหน้าเช็คลมยางแล้วหรือยังครับ ?