วันพุธที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

จะฟ้องบริษัทเพราะไม่ปรับขึ้นเงินเดือนได้ไหม

             คำถามมีว่า HR แจ้งสาเหตุที่ไม่ปรับขึ้นเงินเดือนในขณะที่เพื่อน  คนอื่นได้รับการปรับเงินเดือน

เรื่องก็เลยเป็นไปตามสัจธรรมที่ว่า เงินเดือนเราได้เท่าไหร่ ไม่สำคัญเท่ากับเพื่อนได้เท่าไหร่” เงินเดือนของเรามากเท่าไหร่ก็ไม่พอใจตราบใดที่เพื่อนได้มากกว่า

แล้วก็เลยน้อยอกน้อยใจว่าบริษัทไม่เคยดูเลยว่าเจ้าตัวทำงานปริมาณและรับผิดชอบมากแค่ไหน อย่างงี้มันเลือกปฏิบัติชัด  ทำงานเหนื่อยแทบตายสุดท้ายก็ไม่ได้ปรับเงินเดือนจะไปฟ้องศาลแรงงานได้ไหม

ก็เลยขอเล่าความจริงที่อาจไม่ถูกใจคนฟังเพิ่มเติมอย่างนี้ครับ

1.            กฎหมายแรงงานไม่มีมาตราไหนกำหนดให้นายจ้างจะต้องปรับขึ้นเงินเดือนให้ลูกจ้างหรือกำหนดให้นายจ้างจ่ายโบนัสให้กับลูกจ้าง 

2.            ดังนั้นการปรับขึ้นเงินเดือนและการจ่ายโบนัสจึงเป็น “สิทธิของนายจ้าง” ที่จะปรับขึ้นให้ก็ได้หรือไม่ให้ก็ได้ 

ตราบใดที่นายจ้างไม่ได้มีข้อตกลงที่เป็นสภาพการจ้างโดยสัญญาว่าจะปรับเงินเดือนให้ทุกปี หรือจะจ่ายโบนัสให้ทุกปี ก็ยังเป็นสิทธิของนายจ้างที่จะเขียนระเบียบหรือกำหนดเงื่อนไขการปรับขึ้นเงินเดือนและการจ่ายโบนัสได้ตามที่บริษัทเห็นสมควร

3.            เมื่อเป็นอย่างนี้แล้วบริษัทจะพิจารณาขึ้นเงินเดือนให้ใครมากหรือน้อยหรือไม่ให้เลยก็ย่อมได้ รวมไปถึงการจ่ายโบนัสว่าบริษัทจะจ่ายมากน้อยแค่ไหนหรือไม่จ่ายโบนัสเลยก็ได้ครับ

4.            เล่ามาถึงตรงนี้คงจะเข้าใจตรงกันแล้วนะครับว่าถ้าจะไปฟ้องศาลแรงงานว่าบริษัทไม่ปรับขึ้นเงินเดือนก็คงไม่ได้ เพราะบริษัทไม่ได้ทำผิดกฎหมายแรงงานครับ

5.            ผมเคยเขียนสมการหนึ่งเอาไว้คือ เงินเดือน = P (Performance)+C (Competency) หมายถึงพนักงานคนใดที่ได้รับเงินเดือน (หรือค่าตอบแทน) ในปัจจุบันเท่าไหร่ ก็แปลว่าบริษัทเห็นว่าพนักงานคนนั้นมี “คุณค่า” (Value) อยู่เท่านั้น (P+C=คุณค่าในตัวคน ๆ นั้น) 

ถ้าเรามั่นใจว่าตัวเองมีคุณค่า (P+C) มากกว่ากว่านี้ แต่บริษัทปัจจุบันยังไม่เห็นคุณค่าในตัวเราเท่ากับที่เราเห็นคุณค่าในตัวเอง ก็ควรจะต้องหาโอกาสพิสูจน์โดยไปโชว์คุณค่า (P+C) ในตัวเองให้กับบริษัทอื่นได้เห็น

หรือร้องเพลง “เรือเล็กควรออกจากฝั่ง” ของพี่ตูนแล้วล่ะครับ

และถ้าเรามีของมีคุณค่าในตัวเองเพียงพอที่จะฉายแววให้บริษัทใหม่เห็น เราก็จะได้รับเงินเดือน (และค่าตอบแทนอื่นตามความคาดหวังที่เราอยากจะได้

แถมถ้าบริษัทเดิมหาคนมาทำงานแทนเราแล้วทำงานได้ไม่ดีเท่าที่เราเคยทำเอาไว้ เขาก็คงจะได้บทเรียนในเรื่องนี้บ้างแหละ

จึงสรุปเรื่องนี้ได้แบบนี้ครับ

หนึ่ง : การปรับขึ้นเงินเดือนและการจ่ายโบนัสเป็นสิทธิของบริษัท บริษัทจะปรับขึ้นเงินเดือนหรือจ่ายโบนัสให้มากหรือน้อยแค่ไหน หรือจะไม่ปรับขึ้นเงินเดือนและจ่ายโบนัสให้ก็ไม่ผิดกฎหมายแรงงาน (ตราบใดที่บริษัทไม่ได้ทำเรื่องนี้ให้กลายเป็นสภาพการจ้าง)

สอง : การบ่น ด่า ต่อว่า หัวหน้า/ฝ่ายบริหารก็ไม่ได้ทำให้เขามาปรับเงินเดือนหรือจ่ายโบนัสให้เราเพิ่มขึ้นหรอก เอาเวลาเหล่านี้มาคิดวางแผนชีวิต วางแผน Career Path ของตัวเองให้กับตัวเอง และพัฒนาตัวเองให้มีคุณค่ามากขึ้นจะดีกว่า

ชีวิตลิขิตเอง อยากได้อะไรที่ดีขึ้นกว่าเดิมก็ต้องเริ่มต้นคิดวางแผนและลงมือทำ

เป็นกำลังใจให้ครับ

 

วันพุธที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

จบนอกจบในทำไมเงินเดือนต่างกัน

            ได้ยินคำบ่นของคนทำงานเกี่ยวกับนโยบายของบริษัทในการกำหนดเงินเดือนแรกรับเข้าทำงานโดยให้เงินเดือนคนที่จบในประเทศต่ำกว่าคนที่จบจากต่างประเทศโดยฝ่ายบริหารให้เหตุผลว่า….

คนจบจากต่างประเทศภาษาอังกฤษดีกว่าคนจบในประเทศ

ก็เลยเกิดคำถามว่า

1.            จะแน่ใจได้ยังไงว่า “ทุกคน” ที่จบจากต่างประเทศจะใช้ภาษาอังกฤษ (พูด อ่าน เขียน) ได้ดีกว่าคนที่จบในประเทศ ?

2.            ตำแหน่งที่รับคนจบต่างประเทศเข้ามานั้นเป็นตำแหน่งจำเป็นจะต้องใช้ภาษาอังกฤษในการพูด อ่าน เขียน ติดต่อกับต่างชาติเป็นประจำทุกวันหรือไม่ ?

หลายครั้งก็จะพบว่าบริษัทจ้างคนที่จบจากต่างประเทศเข้ามาก็ให้ทำงานในตำแหน่งงานและลักษณะงานเดียวกับคนที่จบในประเทศ

ยกตัวอย่างเช่น บริษัทจ้างเจ้าหน้าที่การตลาดเข้ามาพร้อม ๆ กันทั้งสองคนจบปริญญาโทมาทั้งคู่

แต่คนหนึ่งจบปริญญาโทจากในประเทศ ส่วนอีกคนหนึ่งจบปริญญาโทมาจากต่างประเทศ

ทั้งสองคนนี้ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่การตลาดอยู่ในแผนกเดียวกัน ฝ่ายเดียวกัน JD (Job Description) เหมือนกัน

และที่สำคัญก็คือในงานการตลาดที่ทั้งสองคนนี้ทำอยู่ก็เป็นงานที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษในการทำงานในการพูดอ่านเขียนที่มากไปกว่ากัน  ไม่ต้องไปติดต่อต่างชาติต่างภาษาที่ไหนเลย

แต่บริษัทกลับไปให้เงินเดือนคนจบปริญญาโทต่างประเทศสูงกว่าคนที่จบปริญญาโทในประเทศ

เมื่อถามถึงเหตุผลว่าเหตุใดถึงกำหนดอัตราเงินเดือนคนที่จบปริญญาโทต่างประเทศสูงกว่าคนที่จบปริญญาโทในประเทศ

คำตอบคือ..

1.            เป็นนโยบายของฝ่ายบริหาร

2.            คนที่จบจากต่างประเทศภาษาอังกฤษดีกว่าคนที่จบในประเทศ (ทั้ง ๆ ที่บริษัทไม่ได้มีการทดสอบอะไรเลยว่าภาษาอังกฤษเป็นยังไง แค่ดูทรานสคริปท์ว่าจบมาจากต่างประเทศเท่านั้น แถมลักษณะงานที่ทำก็ไม่จำเป็นต้องใช้ภาษาอังกฤษ)

ฟังคำตอบอย่างนี้แล้วผมว่าข้อ 1 คงจบคำถามทั้งหมด เพราะถ้าไม่แน่ใจก็ให้กลับไปดูข้อ 1 คือนโยบายของฝ่ายบริหารจะเอาอย่างงี้แหละ

ถ้าจะแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้ควรทำไงดี ?

ทำอย่างนี้ดีไหมครับ

ถ้าบริษัทต้องการจะจ้างพนักงานในตำแหน่ง “เจ้าหน้าที่การตลาด” เข้ามาทำงานในแผนกการตลาดต่างประเทศ ฝ่ายการตลาด ซึ่งในตำแหน่งงานนี้กำหนดคุณสมบัติว่าจะต้องจบปริญญาโท จากในประเทศหรือต่างประเทศก็ได้ ไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์ทำงาน

ตำแหน่งนี้จะต้องติดต่อต่างประเทศอยู่เป็นประจำ เจ้าหน้าที่การตลาดจะต้องพูด อ่าน เขียน ภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่ว

บริษัทก็กำหนดคุณสมบัติด้านภาษาเอาไว้สิครับ เช่น ผู้สมัครงานจะต้องมีผลสอบ TOEIC ไม่ต่ำกว่า 700 คะแนนขึ้นไป โดยจะต้องผ่านการทดสอบข้อเขียนด้านการตลาดและมีการสอบสัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษประกอบกันด้วย

ถ้าผู้สมัครงานรายไหนมีผล TOEIC มายื่นและสามารถผ่านการทดสอบของบริษัทได้ บริษัทก็กำหนดอัตราเงินเดือนเริ่มต้นสำหรับตำแหน่งพนักงานการตลาดนี้ไว้ 25,000 บาท (อันนี้เป็นอัตราเริ่มต้นที่ผมสมมุติขึ้นนะครับ)

แต่ถ้าเป็นเจ้าหน้าที่การตลาดที่อยู่แผนกอื่นที่ไม่ใช่แผนกการตลาดต่างประเทศ และไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษในการทำงาน บริษัทก็กำหนดอัตราเงินเดือนเริ่มต้นไว้ที่ 20,000 บาท

ส่วนคนที่จบปริญญาโทในประเทศหรือต่างประเทศที่ทำงานในแผนกการตลาดในประเทศก็ได้รับเงินเดือนเริ่มต้นที่ 20,000 บาท เพราะไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษในการทำงาน

เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้บางท่านอาจจะมีคำถามว่า..

แล้วในอนาคตถ้าพนักงานการตลาดต่างประเทศทำงานไม่ดีถูกย้ายมาเป็นเจ้าหน้าที่การตลาดในประเทศ หรือเจ้าหน้าที่การตลาดในประเทศพัฒนาตัวเองสอบ TOEIC ได้เกิน 700 ขึ้นไปแล้วทางแผนกการตลาดต่างประเทศก็ต้องการตัวไปทำงานด้วยล่ะจะจัดการเรื่องนี้ยังไงดี

ตรงนี้แหละครับในหลายบริษัทเขาก็จะแยก “ค่าภาษา”  ออกมาจากเงินเดือน เพราะถ้าไปให้รวมอยู่ในฐานเงินเดือนแล้วมันก็จะเป็นฐานในการคิดโบนัส, เป็นฐานในการขึ้นเงินเดือนประจำปีครั้งต่อไป, เป็นฐานในการคำนวณกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ซึ่งจะทำให้บริษัทมี Staff Cost สูงขึ้น

เขาก็เลยแยก “ค่าภาษา” ออกมา เช่น อัตราเงินเดือนของพนักงานการตลาดไม่ว่าจะในประเทศหรือต่างประเทศจะเริ่มต้นเท่ากันคือ 20,000 บาท

แต่ถ้าใครสามารถผ่านการทดสอบทั้งข้อเขียนและสัมภาษณ์ไปเป็นเจ้าหน้าที่การตลาดต่างประเทศก็จะได้รับค่าภาษาเพิ่มอีกเดือนละ 5,000 บาท เป็นต้น

โดยมีระเบียบของเรื่องค่าภาษากำหนดเอาไว้ว่าบริษัทจะจ่ายให้สำหรับพนักงานที่ปฏิบัติงานในตำแหน่งไหนบ้างที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษในการทำงาน

และมีเงื่อนไขในระเบียบการจ่ายค่าภาษาไว้อีกว่า ในกรณีที่พนักงานที่ได้รับค่าภาษาถูกย้ายไปทำงานในตำแหน่งอื่นนอกเหนือจากตำแหน่งที่บริษัทกำหนดก็จะไม่ได้รับค่าภาษาครับ

ดังนั้น ไม่ว่าผู้สมัครจะจบปริญญาโทในประเทศหรือต่างประเทศก็ตามถ้าผ่านการทดสอบเข้ามาได้ก็จะได้เงินเดือนตามที่บริษัทกำหนด ซึ่งแบบนี้จะเป็นหลักความเสมอภาคและเป็นธรรมในการกำหนดเงินเดือนเริ่มต้น

ถ้าทำอย่างที่บอกมานี้ผมก็เชื่อว่าบริษัทจะลดปัญหาดราม่าทำนองนี้ลงได้เยอะครับ

วันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

หลักสูตร "การวางกลยุทธ์ค่าตอบแทนสำหรับองค์กรยุคใหม่"

หัวข้อหนึ่งที่จะพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันในหลักสูตร "การวางกลยุทธ์ค่าตอบแทนสำหรับองค์กรยุคใหม่" ในเดือนตุลาคมนี้ 

จัดโดย HR Center 02-736-2245-7 

ปล.เฉพาะภาพนี้ภาพเดียวก็ทำ Workshop และคุยกันได้เป็นวันแล้วครับ



วันอังคารที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569

หลักสูตรด้าน HR ออนไลน์ทาง SkillLane ที่ผมพูดแบบ Storytelling เข้าใจง่ายมีแบบฝึกหัดเสริมความเข้าใจตลอดการอบรม

 หลักสูตรด้าน HR ออนไลน์ทาง SkillLane ที่ผมพูดแบบ Storytelling เข้าใจง่ายมีแบบฝึกหัดเสริมความเข้าใจตลอดการอบรม

1.      กฎหมายแรงงานที่ทุกคนต้องรู้

มีคำกล่าวอยู่ว่า “ประชาชนจะอ้างว่าไม่รู้กฎหมายไม่ได้” เพราะกฎหมายถือเป็นสิ่งจำเป็นที่ประชาชนทุกคนจะต้องรู้ เมื่อทำความผิดแล้วจะอ้างว่าทำไปเพราะไม่รู้กฎหมายก็ไม่ได้

            เป็นเรื่องแปลกแต่จริง นั่นคือยังมีเจ้าของกิจการ ผู้บริหาร หัวหน้างาน และคนทำงานอีกไม่น้อยที่ไม่รู้กฎหมายแรงงานและไม่ได้ให้ความสำคัญกับกฎหมายแรงงาน ทำให้มีการปฏิบัติกับลูกจ้างอย่างไม่ถูกต้องเพราะไม่รู้กฎหมายแรงงานว่าถูกหรือผิด ทำให้เกิดการร้องเรียนหรือการฟ้องร้องตามมาไม่น้อย ต้องเสียเวลาไปขึ้นโรงขึ้นศาล

ในที่สุดก็จะเกิดปัญหาด้านแรงงานสัมพันธ์ในองค์กร มีการทำงานแบบไม่ไว้ใจซึ่งกันและกันหรือทำให้บริษัทต้องเสียภาพลักษณ์ชื่อเสียงไปสู่สาธารณะว่ามีการกระทำที่ผิดกฎหมายแรงงาน

หลักสูตรนี้มุ่งสร้างความเข้าใจให้ตรงกันเกี่ยวกับกฎหมายแรงงานทั้งคนที่เป็นนายจ้างและลูกจ้างเพื่อให้มีการปฏิบัติได้อย่างถูกต้องเพื่อสร้างแรงงานสัมพันธ์ที่ดีและลดปัญหาต่าง ๆ ในองค์กร เป็นการสร้างภาพลักษณ์ชื่อเสียงที่ดีขององค์กรสู่สาธารณะ

จุดเด่นของคอร์สที่แตกต่างจากคอร์สทั่วไป :

ไม่ใช้วิธีการบรรยายแบบน่าเบื่อแต่จะใช้วิธี Storytelling แบบเข้าใจง่ายไม่ใช้ภาษากฎหมายให้สับสน โดยนำเรื่องราวต่าง ๆ ที่เป็นปัญหาที่เกิดซ้ำ ๆ บ่อย ๆ ที่หน้างานจากประสบการณ์โดยตรงของวิทยากรมาเล่าสู่กันฟัง แล้วให้ผู้เข้าอบรมได้ลงมือทำ Workshop และแบบฝึกหัดต่าง ๆ ด้วยตัวเองเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องและนำไปใช้ที่หน้างานได้จริง

ประโยชน์ที่ผู้เรียนจะได้รับจากคอร์สนี้ :

            เกิดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในเรื่องกฎหมายแรงงาน รู้ว่าอะไรถูกอะไรผิด อะไรควรทำหรือไม่ควรทำ เพื่อให้ทั้งฝ่ายนายจ้างและลูกจ้างมีความเข้าใจในหลักของกฎหมายแรงงานที่ตรงกัน ซึ่งจะทำให้ลดปัญหาในการปฏิบัติต่อกันอย่างไม่ถูกต้องให้น้อยลง และทำให้เกิดแรงงานสัมพันธ์ที่ดีในองค์กร

ใครควรเรียนคอร์สนี้ :

Ø เจ้าของกิจการ, ผู้ประกอบการ, กรรมการผู้จัดการ, CEO, ผู้บริหารทุกระดับ

Ø หัวหน้างานทุกระดับ

Ø คนทำงานด้าน HR

Ø พนักงานคนทำงานทุกคน, นิสิต, นักศึกษาและผู้สนใจ

ผู้เรียนต้องมีพื้นฐานหรือรู้อะไรมาก่อนไหม :

            ไม่จำเป็น เพราะวิทยากรพูดแบบเข้าใจง่ายพร้อมทั้งยกตัวอย่างให้เห็นภาพและมีแบบฝึกหัดให้ทำประกอบการเรียนรู้เพื่อเสริมความเข้าใจ ใช้เวลาเพียงไม่เกิน 3 ชั่วโมงจะทำให้ท่านเข้าใจและนำมาประยุกต์ใช้ได้ทันที

ท่านที่สนใจลงทะเบียนเรียนรู้ได้ที่

https://www.skilllane.com/courses/7299

 

2.      เทคนิคการบริหารค่าตอบแทนอย่างมืออาชีพ

 เรื่องเงินเดือนเป็นความลับ แต่เทคนิคการบริหารค่าตอบแทนไม่ใช่ความลับ !!

หลักสูตรนี้จะทำให้คนที่ทำงานด้านค่าตอบแทนและผู้สนใจได้รู้ How to บริหารค่าตอบแทนแบบฉับไวและนำไปใช้ได้จริงในการทำงาน ตลอดจนจุดที่ต้องระวังและกับดักต่าง ๆ ที่จะทำให้เกิดปัญหาในการบริหารค่าตอบแทนจากวิทยากรที่เคยบริหารงานด้าน Com & Ben ตัวจริงเสียงจริงทั้งในองค์กรไทยและต่างชาติ

จุดเด่นของคอร์สที่แตกต่างจากคอร์สทั่วไป :

            หลักสูตรนี้ออกแบบมาจากประสบการณ์จริงด้านการบริหารค่าตอบแทนของตัววิทยากรเอง ทุกเรื่องราวในคอร์สนี้จึงมาจากประสบการณ์ตรงของผู้สอน ไม่ใช่พูดตามตำราหรือพูดแต่ทฤษฎี จึงทำให้ผู้เรียนเข้าใจง่ายเห็นภาพจริงที่หน้างานได้ชัดเจน

ประโยชน์ที่ผู้เรียนจะได้รับจากคอร์สนี้ :

            ตลอดการเรียนรู้จะมีการยกตัวอย่างกรณีต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจริงที่หน้างานตลอดจนกลเม็ดเคล็ดลับต่าง ๆ ด้านการบริหารค่าตอบแทน มีแบบฝึกหัดให้ผู้เรียนได้ทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจตลอดการเรียนรู้ รวมทั้งมีหนังสือด้านการบริหารค่าตอบแทนที่เปิดให้ผู้เรียนดาวน์โหลดอีก 4 เล่มไปอ่านเพื่อเสริมความเข้าใจให้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะทำให้ผู้เรียนสามารถนำสิ่งที่เรียนรู้ไปปรับใช้ในงานของตัวเองได้ทันที

ใครควรเรียนคอร์สนี้ :

Ø ผู้บริหารระดับสูงที่ต้องดูแลสายงาน HR และดูแลสายงานบริหาร

Ø ผู้บริหารงาน HR ทุกระดับ

Ø ผู้รับผิดชอบงานด้าน Com & Ben (Compensation & Benefits)

Ø คนที่ศึกษางานด้าน Com & Ben

Ø ที่ปรึกษาด้านค่าตอบแทน

Ø ผู้สนใจ

ผู้เรียนต้องมีพื้นฐานหรือรู้อะไรมาก่อนไหม :

            ไม่จำเป็น เพราะวิทยากรพูดแบบเข้าใจง่ายพร้อมทั้งยกตัวอย่างให้เห็นภาพและมีแบบฝึกหัดให้ทำประกอบการเรียนรู้เพื่อเสริมความเข้าใจ

ท่านที่สนใจลงทะเบียนเรียนรู้ได้ที่

https://www.skilllane.com/courses/Professional-Compensation-Management-Techniques?utm_source=instructor_TPA&utm_medium=fb_post

ค่าครองชีพให้เป็นช่วงเวลาได้หรือไม่

           ค่าครองชีพ (Cost of Living Allowance หรือ COLA) ที่คนที่ทำงาน HR ในยุคใหม่บางคนนี่ไม่ค่อยจะรู้จักคำนี้กันแล้วนะครับ เวลาผมพูดถึง “COLA” ทีไร แม้แต่คนที่ทำงาน HR บางคนก็มักจะคิดว่าผมพูดถึงยี่ห้อน้ำอัดลมซะบ่อย ๆ ซึ่งที่จริงแล้วมันคือคำย่อของคำว่า “ค่าครองชีพ” นั่นเองครับ

กลับมาเข้าประเด็นนี้กันดีกว่าว่าค่าครองชีพหรือCOLA นี้น่ะถ้าบริษัทให้พนักงานไปแล้วเอาคืนได้หรือไม่ ?

เพราะมักจะบอกต่อ ๆ กันมาว่าค่าจ้างหรือสวัสดิการใดให้ลูกจ้างไปแล้วจะเรียกกลับคืนไม่ได้

คำตอบคือ “เอาคืนได้” ถ้าบริษัทสงวนสิทธิโดยระบุเงื่อนไขไว้ในประกาศ และชี้แจงให้พนักงานรับทราบไว้ให้ชัดเจนก่อนที่จะให้

เช่น “บริษัทจะให้ค่าครองชีพกับพนักงานเพื่อบรรเทาภาระของพนักงานในระหว่างเกิดปัญหาราคาสินค้าในท้องตลาดเพิ่มสูงขึ้นผิดปกติจนทำให้ภาวะการครองชีพสูงตามไปด้วย โดยบริษัทจะจ่ายค่าครองชีพให้เป็นกรณีพิเศษให้คนละ......บาทต่อเดือน ตั้งแต่วันที่.................ถึงวันที่...................”

แล้วก็ประกาศแจ้งให้พนักงานได้รับทราบ รวมถึงควรจะให้พนักงานทุกคนได้เซ็นชื่อรับทราบประกาศและเงื่อนไขดังกล่าวเอาไว้ด้วย

ซึ่งกรณีนี้ก็มักจะเป็นการให้แบบเป็นช่วงเวลาเพื่อช่วยเหลือพนักงานในวิกฤตการณ์ใดวิกฤตการณ์หนึ่ง เช่น น้ำท่วม, ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นสูงผิดปกติจนเป็นเหตุให้ค่าครองชีพสูงขึ้นในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง เป็นต้น

แต่ถ้าไม่ระบุเงื่อนไขหรือมีการสงวนสิทธิดังกล่าวไว้ หรือไม่ระบุเงื่อนไขระยะเวลาในการให้ที่ชัดเจน แถมยังให้ COLA มาเป็นเวลานาน ๆ จนเป็นธรรมเนียมปฏิบัติในองค์กรกันแล้ว หรือไประบุไว้ในสัญญาจ้างงานว่า “บริษัทจะจ่ายค่าครองชีพรายเดือน ๆ ละ......บาท)” อย่างนี้แล้วล่ะก็จะเรียกคืนไม่ได้ (ถ้าพนักงานไม่ยินยอม)

คราวนี้ก็อยู่ที่นโยบายของฝ่ายบริหารแล้วล่ะครับว่าจะให้ตลอดไป หรือจะให้แบบมีเงื่อนไข