วันพุธที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2569

Thailand HR AI Survey 2026

 Thailand HR AI Survey 2026 สำรวจจาก 371 องค์กร


รายละเอียดตาม Link 

ขอบคุณข้อมูลจากบริษัท HR Center จำกัดครับ

วันอังคารที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2569

ทำไมโครงสร้างเงินเดือนต้องมีเพดานเงินเดือนตัน (Max-Maximum) ?

            คำตอบคือ

โครงสร้างเงินเดือนทำขึ้นเพื่อเป็นกติกาสำหรับบริหารจัดการเรื่องค่าตอบแทนในองค์กรเพื่อให้เกิดความเสมอภาคและเป็นธรรมทั้งฝั่งพนักงานและฝั่งบริษัท จึงจำเป็นต้องมองทั้งในมุมของพนักงานและในมุมของบริษัทอย่างยุติธรรมทั้งสองฝ่าย

หากพนักงานทำงานมานานแต่ทำงานเหมือนเดิมไม่ได้มีความรับผิดชอบที่เพิ่มมากขึ้น ไม่ได้เติบโตก้าวหน้าไปพร้อมกับบริษัท ไม่ยอมพัฒนาความรู้ความสามารถให้เพิ่มขึ้นไปตามเวลาที่ผ่านไป แล้วบริษัทจะต้องมาปรับขึ้นเงินเดือนไปเรื่อย ๆ ทุกปีโดยไม่มีเพดานเงินเดือนตัน ก็จะทำให้บริษัทมี Staff Cost เพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ ทุกปีโดยที่พนักงานไม่ได้มีผลงานหรือมีความรับผิดชอบที่เพิ่มมากขึ้นก็จะไม่เป็นธรรมกับบริษัท

พูดง่าย ๆ ว่าถ้าพนักงานยังทำงานในตำแหน่งงานเดิม ทำงานแบบเดิม ๆ ค่าของงาน (Job Value) ก็เท่าเดิมก็ต้องยอมรับว่าเมื่อเวลาผ่านไปถึงวันหนึ่งเงินเดือนจะต้องตันไปตามค่างานของตำแหน่งนั้นที่มีอยู่แค่นั้น

แต่ถ้าหากพนักงานทำงานมานานแต่มีความรับผิดชอบเพิ่มมากขึ้น มีการพัฒนาตัวเอง ได้รับการเลื่อนชั้นเลื่อนตำแหน่งและมีค่างานในตำแหน่งใหม่ที่เพิ่มมากขึ้น เพดานเงินเดือนใน Job Grade ที่พนักงานเลื่อนขึ้นไปก็จะสูงมากขึ้น พนักงานก็จะเงินเดือนไม่ตัน

แถมเงินเดือนก็จะเพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ ตามหน้าที่และความรับผิดชอบที่ทำให้กับบริษัท ซึ่งบริษัทก็พร้อมจะจ่ายเงินเดือนให้เพิ่มมากขึ้นตามความรับผิดชอบ

จึงบอกได้ว่าพนักงานที่มีผลงานมีความสามารถพัฒนาตัวเองอยู่เสมอจะไม่มีโอกาสที่เงินเดือนจะตันได้เลย

จะเห็นได้ว่าหลักการแบบนี้จะเกิดความเป็นธรรมทั้งด้านพนักงานและด้านของบริษัท

ดังนั้นพนักงานที่ทำงานมานานแต่ไม่มีผลงาน ทำงานเหมือนเดิม ไม่ได้มีหน้าที่และความรับผิดชอบที่เพิ่มสูงขึ้น หรือไม่สามารถพัฒนาตนเองให้เติบโตก้าวหน้าต่อไปได้ก็จำเป็นจะต้องถูกจำกัดเงินเดือนไว้ที่เพดานเงินเดือนสูงสุด (Max) ของกระบอกเงินเดือนใน Job Grade นั้น

จึงสรุปได้ว่าพนักงานที่ทำงานดีมีผลงานมีความสามารถและพัฒนาตัวเองไปพร้อม ๆ กับองค์กรจะไม่มีโอกาสที่เงินเดือนตันหรอกครับ

แต่พนักงานที่ทำงานไปเรื่อย ๆ ทำงานเหมือนเดิม ไม่พัฒนาตัวเองให้ก้าวหน้าไปพร้อมกับองค์กรได้นี่สิจะต้องยอมรับว่าพอถึงวันหนึ่งในอนาคตเงินเดือนของตัวเองจะต้องถึงเพดานตันและคนรุ่นใหม่จะมีเงินเดือนที่ไล่หลังหรือแซงไปในที่สุดตามหลักความเสมอภาคและเป็นธรรม (Equal work equal pay) ครับ

วันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2569

ข้อคิดเกี่ยวกับการกำหนดตัวชี้วัดเพื่อประเมินผลงาน

             ทุกวันนี้บริษัทต่าง ๆ มีการประเมินผลการปฏิบัติงานโดยกำหนดตัวชี้วัดแล้วนำผลที่ได้จากการประเมินไปใช้ต่อในเรื่องของระบบรางวัล (Rewards) เช่น นำไปใช้เป็นข้อมูลในการขึ้นเงินเดือนประจำปี, จ่ายโบนัส, เลื่อนชั้นเลื่อนตำแหน่ง, ปรับเงินเดือนเป็นกรณีพิเศษ, โยกย้ายงาน

            ผมมีข้อสังเกตเกี่ยวกับการกำหนดตัวชี้วัดเพื่อการประเมินผลการปฏิบัติงานและการนำผลไปใช้ดังนี้

1.      การวัดผลด้วยการกำหนดตัวชี้วัด ไม่ว่าจะเรียกว่า MBO BSC KPI OKR ถูกออกแบบและพัฒนามาเพื่อใช้ “วัด” งานที่จับต้องได้เป็นรูปธรรมและควบคุมได้ โดยมุ่งเป้าหมายหลักที่มีตัวเลขรองรับชัดเจน โดยมักจะตั้งต้นกันที่เป้าหมายระดับองค์กรลงมาจนถึงเป้าหมายของตัวบุคคลให้สอดคล้องกัน

2.      การวัดผลไม่สามารถกำหนดตัวเลขที่ชัดเจนได้สำหรับเป้าหมายที่เป็นนามธรรม (Attributes) ที่สำคัญและมีผลสำคัญต่อการทำงานให้บรรลุเป้าหมาย เช่น มนุษยสัมพันธ์ Leadership การควบคุมอารมณ์ ทัศนคติเชิงบวก ความมุ่งมั่น ความรับผิดชอบ ความละเอียดรอบคอบ ฯลฯ 

3.      ต้องยอมรับว่าคุณสมบัติเชิงนามธรรม (Attributes) เหล่านี้มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งและเป็นต้นทางที่จะช่วยทำให้คนจะทำงานได้บรรลุเป้าหมายหลักตามตัวชี้วัดได้หรือไม่ ซึ่งตรงนี้ยังเป็นจุดอ่อนของระบบตัวชี้วัด

4.      จากข้อ 2 และ 3 พบว่าองค์กรไหนที่ไปให้น้ำหนักของการวัดผลมากถึงมากที่สุดก็แปลว่าองค์กรนั้นจะมุ่งเน้นแต่ “ผลลัพธ์” โดยไม่สนใจ “ที่มา” ของผลลัพธ์นั้น ก็จะเกิดปัญหาตามมาคือพนักงานทำงานได้ตาม KPI ในปีนี้แต่ปีหน้าพนักงานมาลาออกเพราะเครียดที่ต้องไปทะเลาะกับฝ่ายอื่น ๆ เพื่อให้ตัวเองไม่ตก KPI หรือทำงานได้ผลลัพธ์ตามเป้าแต่ก็ต้องทะเลาะกันเองเพื่อรักษา KPI ของตัวเอง

5.      หรือพูดอีกอย่างหนึ่งว่าการวัดผลด้วย KPI และ OKR มุ่งไปที่กระบวนการและผลลัพธ์ของงานให้เป็นไปตามเป้าหมาย โดยไม่ได้คำนึงถึง “คน” ซึ่งก็คือผู้ที่จะต้องปฏิบัติตามเป้าหมายว่าจะรู้สึกอย่างไร ต้องใช้ Attributes อะไรบ้างถึงจะทำให้งานสำเร็จ เขามีความพร้อมมากน้อยแค่ไหน ต้องพัฒนาให้ความรู้อะไรก่อนหรือไม่ ที่น่าแปลกคือการกำหนด KPI บางตัวก็ไม่เกี่ยวกับงานตาม JD หรือบางตัววัดก็เป็นแค่ PI 

6.      หลายบริษัทจึงมาใช้การประเมิน Attributes ตามข้อ 2 ซึ่งถึงแม้จะพยายามกำหนดตัววัดผลเป็นอักษรหรือตัวเลข (ส่วนมากจะมี 5 เกรด เช่น A B C D E หรือ 1 2 3 4 5) ก็ไม่ใช่การวัดผลที่ชัดเจนนัก และโดยธรรมชาติของการประเมินก็มีแนวโน้มที่จะใช้ความรู้สึก (Subjective) และ อคติ (Bias) เข้ามาปะปนได้อยู่ดี อคติจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับตัวหัวหน้าผู้ประเมิน

7.      ถ้าหัวหน้าผู้ประเมินสามารถประเมินคุณสมบัติเชิงนามธรรมเหล่านี้ได้เที่ยงตรง (Accuracy) ก็จะช่วยเสริมให้การวัดผลดียิ่งขึ้น แต่ถ้าหัวหน้าคนไหนไม่สามารถประเมินคุณสมบัติเชิงนามธรรมได้ดีก็จะเกิดปัญหาตามข้อ

8.      หลายบริษัทมีการถ่วงน้ำหนักระหว่างการวัดผลเป็นตัวเลขแบบ KPI และการประเมินคุณสมบัติภายในเชิงนามธรรม แต่ก็ยังถ่วงน้ำหนักให้ KPI มีเปอร์เซ็นที่สูงกว่าคุณสมบัติภายในเชิงนามธรรมอยู่ดี เช่น 80:20 ปัญหาก็ยังวนกลับมาตามข้อ 4

9.      ยิ่งเมื่อนำเรื่องของการวัดผลที่ให้น้ำหนัก 100% หรือถ่วงน้ำหนักไว้มากกว่าทุกเรื่องมาเชื่อมโยงเข้ากับระบบ Rewards เช่น การขึ้นเงินเดือนประจำปี, การจ่ายโบนัส, การปรับเงินเดือนเป็นกรณีพิเศษ (Talent), การเลื่อนชั้นเลื่อนตำแหน่ง ก็จะพบปัญหาตามมา เช่น บริษัท Promote คนขึ้นมาเป็นหัวหน้าเป็นผู้บริหารเพราะทำงานได้ตามตัววัดผลทำงานได้ตาม KPI แต่คน ๆ นั้นมีทัศนคติที่ไม่ดีกับบริษัท หรือคน ๆ นั้นขาด Leadership หรือคน ๆ นั้น EQ ไม่ดีควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้มีความก้าวร้าวสูง ทำงานกับใครก็จะมีปัญหากับคนรอบข้างเสมอ

คำถามคือบริษัทให้รางวัลกับพนักงานที่ถูกฝาถูกตัวแล้วจริงหรือ ?

10.   ระบบการวัดผล (Measurement) เป็นระบบที่ถูกออกแบบมาโดยต้องการผลลัพธ์ตามที่องค์กรต้องการมากกว่ากระบวนการ เปรียบเสมือนนักกีฬาที่พยายามทุ่มเทอย่างหนักฟิตซ้อมมาตลอด โดยผู้จัดการทีมไม่ได้สนใจว่ากว่าจะถึงวันที่ที่นักกีฬาจะลงแข่งนั้น นักกีฬาต้องใช้เวลาในการฝึกซ้อมเป็นแรมปี ต้องเจอปัญหาอุปสรรคอะไรบ้าง ผู้จัดการทีมเคยรับรู้ปัญหาหรือเข้ามาให้คำปรึกษาช่วยเหลือตัวนักกีฬามากน้อยแค่ไหน

แต่พอลงแข่งแล้วไม่ได้เหรียญตามเป้าหมาย นักกีฬาคนนั้นก็จะกลายเป็น Poor Performer และถูกนั่งสำรองหรือถูกคัดออกในที่สุด

ทั้งหมดที่ว่ามานี้ใครจะเห็นด้วยหรือไม่ก็ต้องไปคิดทบทวนกันดูนะครับ ผมไม่ได้บอกว่าระบบการวัดผลโดยมีตัวชี้วัดไม่ดีนะครับ เพียงแต่ต้องการจะชี้ให้เห็นจุดที่ทำให้เกิดปัญหาของการว้ดผลเพื่อให้เกิดไอเดียปรับเปลี่ยนระบบการประเมินผลงานให้เหมาะกับแต่ละองค์กร แทนที่จะใช้วิธี Copy & Paste ตามฝรั่งเพียงอย่างเดียวครับ

วันพุธที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2569

หลักสูตรด้าน HR ออนไลน์ทาง SkillLane ที่ผมพูดแบบ Storytelling (เรียนรู้ออนไลน์ อยู่ที่ไหนก็เรียนรู้ได้)

หลักสูตรด้าน HR ออนไลน์ทาง SkillLane ที่ผมพูดแบบ Storytelling เข้าใจง่ายมีแบบฝึกหัดเสริมความเข้าใจตลอดการอบรม

1.      กฎหมายแรงงานที่ทุกคนต้องรู้

มีคำกล่าวอยู่ว่า “ประชาชนจะอ้างว่าไม่รู้กฎหมายไม่ได้” เพราะกฎหมายถือเป็นสิ่งจำเป็นที่ประชาชนทุกคนจะต้องรู้ เมื่อทำความผิดแล้วจะอ้างว่าทำไปเพราะไม่รู้กฎหมายก็ไม่ได้

            เป็นเรื่องแปลกแต่จริง นั่นคือยังมีเจ้าของกิจการ ผู้บริหาร หัวหน้างาน และคนทำงานอีกไม่น้อยที่ไม่รู้กฎหมายแรงงานและไม่ได้ให้ความสำคัญกับกฎหมายแรงงาน ทำให้มีการปฏิบัติกับลูกจ้างอย่างไม่ถูกต้องเพราะไม่รู้กฎหมายแรงงานว่าถูกหรือผิด ทำให้เกิดการร้องเรียนหรือการฟ้องร้องตามมาไม่น้อย ต้องเสียเวลาไปขึ้นโรงขึ้นศาล

ในที่สุดก็จะเกิดปัญหาด้านแรงงานสัมพันธ์ในองค์กร มีการทำงานแบบไม่ไว้ใจซึ่งกันและกันหรือทำให้บริษัทต้องเสียภาพลักษณ์ชื่อเสียงไปสู่สาธารณะว่ามีการกระทำที่ผิดกฎหมายแรงงาน

หลักสูตรนี้มุ่งสร้างความเข้าใจให้ตรงกันเกี่ยวกับกฎหมายแรงงานทั้งคนที่เป็นนายจ้างและลูกจ้างเพื่อให้มีการปฏิบัติได้อย่างถูกต้องเพื่อสร้างแรงงานสัมพันธ์ที่ดีและลดปัญหาต่าง ๆ ในองค์กร เป็นการสร้างภาพลักษณ์ชื่อเสียงที่ดีขององค์กรสู่สาธารณะ

จุดเด่นของคอร์สที่แตกต่างจากคอร์สทั่วไป :

ไม่ใช้วิธีการบรรยายแบบน่าเบื่อแต่จะใช้วิธี Storytelling แบบเข้าใจง่ายไม่ใช้ภาษากฎหมายให้สับสน โดยนำเรื่องราวต่าง ๆ ที่เป็นปัญหาที่เกิดซ้ำ ๆ บ่อย ๆ ที่หน้างานจากประสบการณ์โดยตรงของวิทยากรมาเล่าสู่กันฟัง แล้วให้ผู้เข้าอบรมได้ลงมือทำ Workshop และแบบฝึกหัดต่าง ๆ ด้วยตัวเองเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องและนำไปใช้ที่หน้างานได้จริง

ประโยชน์ที่ผู้เรียนจะได้รับจากคอร์สนี้ :

            เกิดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในเรื่องกฎหมายแรงงาน รู้ว่าอะไรถูกอะไรผิด อะไรควรทำหรือไม่ควรทำ เพื่อให้ทั้งฝ่ายนายจ้างและลูกจ้างมีความเข้าใจในหลักของกฎหมายแรงงานที่ตรงกัน ซึ่งจะทำให้ลดปัญหาในการปฏิบัติต่อกันอย่างไม่ถูกต้องให้น้อยลง และทำให้เกิดแรงงานสัมพันธ์ที่ดีในองค์กร

ใครควรเรียนคอร์สนี้ :

Ø เจ้าของกิจการ, ผู้ประกอบการ, กรรมการผู้จัดการ, CEO, ผู้บริหารทุกระดับ

Ø หัวหน้างานทุกระดับ

Ø คนทำงานด้าน HR

Ø พนักงานคนทำงานทุกคน, นิสิต, นักศึกษาและผู้สนใจ

ผู้เรียนต้องมีพื้นฐานหรือรู้อะไรมาก่อนไหม :

            ไม่จำเป็น เพราะวิทยากรพูดแบบเข้าใจง่ายพร้อมทั้งยกตัวอย่างให้เห็นภาพและมีแบบฝึกหัดให้ทำประกอบการเรียนรู้เพื่อเสริมความเข้าใจ ใช้เวลาเพียงไม่เกิน 3 ชั่วโมงจะทำให้ท่านเข้าใจและนำมาประยุกต์ใช้ได้ทันที

ท่านที่สนใจลงทะเบียนเรียนรู้ได้ที่

https://www.skilllane.com/courses/7299

 

2.      เทคนิคการบริหารค่าตอบแทนอย่างมืออาชีพ

 

เรื่องเงินเดือนเป็นความลับ แต่เทคนิคการบริหารค่าตอบแทนไม่ใช่ความลับ !!

หลักสูตรนี้จะทำให้คนที่ทำงานด้านค่าตอบแทนและผู้สนใจได้รู้ How to บริหารค่าตอบแทนแบบฉับไวและนำไปใช้ได้จริงในการทำงาน ตลอดจนจุดที่ต้องระวังและกับดักต่าง ๆ ที่จะทำให้เกิดปัญหาในการบริหารค่าตอบแทนจากวิทยากรที่เคยบริหารงานด้าน Com & Ben ตัวจริงเสียงจริงทั้งในองค์กรไทยและต่างชาติ

จุดเด่นของคอร์สที่แตกต่างจากคอร์สทั่วไป :

            หลักสูตรนี้ออกแบบมาจากประสบการณ์จริงด้านการบริหารค่าตอบแทนของตัววิทยากรเอง ทุกเรื่องราวในคอร์สนี้จึงมาจากประสบการณ์ตรงของผู้สอน ไม่ใช่พูดตามตำราหรือพูดแต่ทฤษฎี จึงทำให้ผู้เรียนเข้าใจง่ายเห็นภาพจริงที่หน้างานได้ชัดเจน

ประโยชน์ที่ผู้เรียนจะได้รับจากคอร์สนี้ :

            ตลอดการเรียนรู้จะมีการยกตัวอย่างกรณีต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจริงที่หน้างานตลอดจนกลเม็ดเคล็ดลับต่าง ๆ ด้านการบริหารค่าตอบแทน มีแบบฝึกหัดให้ผู้เรียนได้ทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจตลอดการเรียนรู้ รวมทั้งมีหนังสือด้านการบริหารค่าตอบแทนที่เปิดให้ผู้เรียนดาวน์โหลดอีก 4 เล่มไปอ่านเพื่อเสริมความเข้าใจให้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะทำให้ผู้เรียนสามารถนำสิ่งที่เรียนรู้ไปปรับใช้ในงานของตัวเองได้ทันที

ใครควรเรียนคอร์สนี้ :

Ø ผู้บริหารระดับสูงที่ต้องดูแลสายงาน HR และดูแลสายงานบริหาร

Ø ผู้บริหารงาน HR ทุกระดับ

Ø ผู้รับผิดชอบงานด้าน Com & Ben (Compensation & Benefits)

Ø คนที่ศึกษางานด้าน Com & Ben

Ø ที่ปรึกษาด้านค่าตอบแทน

Ø ผู้สนใจ

ผู้เรียนต้องมีพื้นฐานหรือรู้อะไรมาก่อนไหม :

            ไม่จำเป็น เพราะวิทยากรพูดแบบเข้าใจง่ายพร้อมทั้งยกตัวอย่างให้เห็นภาพและมีแบบฝึกหัดให้ทำประกอบการเรียนรู้เพื่อเสริมความเข้าใจ

ท่านที่สนใจลงทะเบียนเรียนรู้ได้ที่

https://www.skilllane.com/courses/Professional-Compensation-Management-Techniques?utm_source=instructor_TPA&utm_medium=fb_post

วันอังคารที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2569

ลูกน้องอายุมากกว่าจะเรียกพี่ดีหรือไม่ ?

            คนที่ไม่เคยมีลูกน้องที่อายุมากกว่าก็อาจจะไม่เข้าใจกับเรื่องที่เราจะคุยกันในวันนี้สักเท่าไหร่ เพราะการบริหารจัดการลูกน้องที่อายุน้อยกว่าก็จะเป็นแบบหนึ่ง ส่วนการบริหารจัดการลูกน้องที่อายุมากกว่าก็จะเป็นอีกแบบหนึ่ง

ถึงแม้ว่าจะได้ชื่อว่าเป็นลูกน้องของหัวหน้าเหมือนกันทั้งสองแบบก็เถอะ

เพราะวัฒนธรรมบ้านเราจะมีความแตกต่างจากวัฒนธรรมตะวันตกก็ตรงเรื่องของ “อาวุโส” 

จริงอยู่ที่บทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบจะเป็นหัวหน้า แต่ถ้าลูกน้องแก่กว่าแล้วหัวหน้าจะไปเรียกชื่อลูกน้องเฉย ๆ แบบธรรมเนียมฝรั่งก็อาจจะมีผลกระทบกับคนในที่ทำงานรอบข้างในทำนองไม่เห็นหัวผู้ใหญ่หรือหนัก ๆ อาจถูกหาว่าเป็นหัวหน้าบ้าอำนาจเอาได้

ก็เลยมีคำถามว่าหัวหน้าควรเรียกลูกน้องที่อายุมากกว่ายังไงดี ?

เรียกพี่ได้ไหม หรือเรียกลุงเรียกป้าแกจะเคืองหรือเปล่า แล้วจะมีผลกับการทำงานร่วมกันยังไงบ้าง ?

เรื่องนี้ไม่มีตำราเล่มไหนสอนเอาไว้ ผมก็เลยขอนำเอาประสบการณ์จากที่ตัวเองก็เคยมีลูกน้องอายุมากกว่ามาเล่าสู่กันฟังก็แล้วกันนะครับ 

ใครจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ต้องไปใช้หลักกาลามสูตรกันเอาเองว่าจะเอาไปใช้ดีหรือไม่

เมื่อแรกเข้าไปในบริษัทที่ผมเป็น Head HR ผมจะเรียกลูกน้องที่อายุมากกว่าโดยมีคำนำหน้าชื่อว่า “คุณ” เอาไว้ก่อน เพราะถือว่าเป็นคำกลาง ๆ ด้วยเหตุผลคือ

1. ไปตีสนิทนับญาติเรียกพี่ เรียกลุง เรียกป้า เรียกน้า ฯลฯ ก็ไม่รู้ว่าเขาอยากจะนับญาติกับเราหรือเปล่า

2.  การไปเรียกนับญาติตั้งแต่แรกจะมีผลทางจิตวิทยาคืออาจจะทำให้ลูกน้องที่แก่กว่าเรา “บางคน” คิดเข้าข้างตัวเองว่าหัวหน้าเรียกฉันว่าพี่แล้ว เมื่อพี่พูดน้องก็ต้องฟังตามระบบอาวุโสซึ่งจะเป็นปัญหาและมีผลต่อการบังคับบัญชาของเราในเวลาต่อไป แม้ว่าตำแหน่งของเราจะเป็นหัวหน้าเขาก็ตาม

ผมก็เลยเรียกคำกลาง ๆ เอาไว้ก่อนเพื่อสมดุลระหว่างระบบอาวุโส (ที่ไม่ทำให้เขาคิดว่าอาวุโสมากกว่าเรา) และตำแหน่งของเราที่เป็นผู้บังคับบัญชาเป็นหัวหน้าเขาอย่างเป็นทางการ

เมื่อทำงานร่วมกันไปผมก็ยังคงบทบาทการเป็นผู้บังคับบัญชาตามอำนาจหน้าที่ที่มี คือมีการสั่งงาน มอบหมาย ติดตามงาน ฯลฯ ให้ลูกน้องปฏิบัติ

ผมจะประเมินและติดตามผลว่าลูกน้องที่อายุมากกว่าคนไหนมีผลการทำงานเป็นยังไง มีความรับผิดชอบในงานที่ได้รับมอบหมายมากน้อยแค่ไหน งานผิดพลาดหรือมีปัญหายังไง หรือมีพฤติกรรมในการทำงานที่เป็นปัญหาสักแค่ไหน 

เช่น มาสายบ่อย ลาป่วยบ่อย (ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ป่วยจริง) ทำตัวเป็นขาใหญ่ในหน่วยงานแบบมาเฟีย ชอบแวบงานออกไปนอกบริษัทเอางานมาอ้างทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ไปทำงานนั้นจริง แต่หลบออกไปเดินห้าง ฯลฯ

พูดง่าย ๆ คือผมจะแบ่งลูกน้องออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ

1. ลูกน้องที่มีปัญหาในการทำงาน และ

2. ลูกน้องที่ไม่มีปัญหาในการทำงาน

ถ้าเป็นลูกน้องที่ผมแน่ใจว่าไม่มีปัญหาในการทำงานแบบที่บอกมาข้างต้น ผมก็จะค่อย ๆ เปลี่ยนสรรพนามที่เรียกจาก “คุณ” เป็น “พี่” 

และยังเรียก “คุณ” สำหรับลูกน้องที่มีปัญหาในการทำงานหรือผมยังไม่แน่ใจยังไม่เคลียร์ในการทำงาน หรือผมประเมินจากเวลาที่ผ่านไปแล้วว่าเขายังไม่อยากให้เรานับญาติกับเขา หรือเขายังมีความเป็นส่วนตัวสูง 

อันนี้เป็น Sense ของคนที่เป็นหัวหน้าที่สอนกันไม่ได้แต่ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ในการสังเกตคนของคนที่เป็นหัวหน้า

แต่ถ้ามีพฤติกรรมการทำงานที่มีปัญหามาก ๆ จนถึงออกหนังสือตักเตือน ผมจะเรียกชื่อเฉย ๆ โดยไม่มีสรรพนามว่า “คุณ” และถือเป็นการส่งสัญญาณเตือนที่ชัดเจนให้เขารู้ว่าการทำงานของเขาเป็นยังไงในสายตาของผม

แต่ไม่ว่าจะเรียกสรรพนามคำนำหน้าชื่อว่า “พี่” หรือเรียก “คุณ” หรือเรียกชื่อเฉย ๆ ถ้าเมื่อไหร่มีปัญหาในการทำงาน เช่น งานผิดพลาดบ่อย, ทำงานแล้วเกิดความเสียหายจากความประมาทเลินเล่อ, พฤติกรรมการทำงานที่มีปัญหามาสายบ่อย ทำตัวผิดวินัยข้อบังคับการทำงาน ฯลฯ 

ผมก็จะเชิญมาคุยกันและ Feedback ปัญหาที่ผมเห็นและบอกเรื่องที่อยากให้ลูกน้องปรับปรุงแก้ไขอย่างตรงไปตรงมาทุกครั้ง ถ้ายังอยู่ในวิสัยจะปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้นได้ก็ไม่มีประเด็นอะไร 

และถ้ามีปัญหามาก ๆ ก็ว่ากันไปตามการดำเนินการทางวินัยตามข้อบังคับการทำงานของบริษัท 

แต่จะแจ้งให้เขารับทราบอยู่เสมอว่าทั้งหมดนี้เป็นเรื่องของการทำงานนะที่ทำให้เราขัดแย้งกันและในฐานะที่ผมเป็นหัวหน้าผมต้องการให้คุณประพฤติปฏิบัติยังไง ไม่มีเรื่องใดที่เป็น Personal ระหว่างคุณและผม หลังเวลางานเรายังคุยกันได้ ไปกินข้าวเย็นกันได้ หรือยังไปคาราโอเกะเลี้ยงวันเกิดของคุณได้

อ่านมาถึงตรงนี้คงตอบคำถามข้างต้นแล้วนะครับ แต่บอกแล้วว่าที่ฝอยมานี้เป็นประสบการณ์และสิ่งที่ผมปฏิบัติมาจากการทำงานในอดีตที่เคยมีลูกน้องอายุมากกว่าซึ่งใครจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยยังไงก็คงแล้วแต่ศิลปะและสไตล์ในการบริหารลูกน้องของแต่ละคนที่จะนำไปปฏิบัติต่อไปครับ

วันอังคารที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2569

สูตรไหนที่บอกว่าโครงสร้างเงินเดือนใช้ได้กี่ปีถึงจะตัน

              ผมเขียนเรื่องของโครงสร้างเงินเดือนในแง่มุมต่าง ๆ เพื่อแชร์ประสบการณ์ให้กับคนที่สนใจเรื่องนี้ไปก็หลายตอนแล้วนะครับ 

            นี่ก็เป็นอีกตอนหนึ่งที่ผมคิดว่าน่าจะเป็นไอเดียสำหรับคนที่ต้องมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างเงินเดือนที่ควรจะต้องรู้เอาไว้

            นั่นคือสูตรที่บอกว่าโครงสร้างเงินเดือนที่เราออกแบบไปในแต่ละกระบอกจะใช้ไปได้อีกกี่ปีถึงจะทำให้พนักงานเงินเดือนตัน

            ผมเคยอธิบายเรื่องของสูตรที่ใช้หาความห่างระหว่าง Min ถึง Max ในแต่ละกระบอกเงินเดือนไปแล้วว่าคือสูตรที่เรียกว่า “Range Spread“ ที่ผมขอเรียกย่อ ๆ ว่า RS

           RS = (Max ลบ Min) หาร Min คูณ 100

            เช่น กระบอกเงินเดือนหนึ่งมี Min = 10,000 Max = 25,000

            RS = ((25,000-10,000)หาร10,000)คูณ100 = 150%

            หมายความว่าถ้าบริษัทรับใครเข้ามาทำงานตำแหน่งใดก็ตามในกระบอกเงินเดือนนี้ ก็จะมีอัตราแรกจ้างต้องไม่ต่ำกว่า 10,000 บาท 

           ถ้าพนักงานคนนี้ทำงานกับบริษัทไปเรื่อย ๆ โดยไม่สามารถจะพัฒนาตัวเองให้มีศักยภาพ มีผลงานที่จะเลื่อนตำแหน่งขึ้นไปรับผิดชอบในระดับชั้นตำแหน่งที่สูงไปกว่านี้ได้ก็จะต้องมีเงินเดือนตันที่ 25,000 บาท

            เปอร์เซ็นต์ของ RS จะเป็นตัวบอกว่าบริษัทนี้มีนโยบายที่จะเลี้ยงพนักงานไว้ในกระบอกเงินเดือนนี้นานมากหรือน้อยแค่ไหน ถ้าบริษัทที่มี Career Path ให้พนักงานได้เติบโตก้าวหน้าได้น้อย

           เช่น บริษัทเล็ก ๆ ที่ไม่สามารถมีระดับชั้น/ตำแหน่งที่มากนัก หรือบริษัทที่มีนโยบายทำโครงสร้างเงินเดือนแบบ Broadbanding ก็จำเป็นจะต้องกำหนดเปอร์เซ็นต์ของ RS ให้สูงเพื่อจะได้ไม่ทำให้เงินเดือนตันเร็วเกินไป เพราะไม่ใช่ความผิดของพนักงานที่ไม่สามารถเลื่อนตำแหน่งได้ แต่เป็นเพราะบริษัทไม่มี Career Path ให้กับพนักงานได้อย่างที่ควรจะเป็นต่างหาก

          ดังนั้นก็อาจจะออกแบบให้ RS มากกว่า 200% หรือ 300% ขึ้นไปก็เป็นไปได้

         คราวนี้เรากลับมาดูกระบอกเงินเดือนตามตัวอย่างข้างต้นดูนะครับว่าถ้าสมมุติว่าเราออกแบบโครงสร้างเงินเดือนในกระบอกหนึ่งมี Min=10,000 บาท และ Max=25,000 บาท มี RS = 150%

         ถามว่าในกระบอกเงินเดือนนี้จะใช้ไปได้อีกกี่ปีถึงจะทำให้พนักงานเงินเดือนตัน?

        ก็มีสูตรคำนวณอย่างนี้ครับ

        จำนวนปีที่เงินเดือนจะตัน  =  (Max ลบ Min) หาร (Midpoint คูณ เปอร์เซ็นต์เฉลี่ยขึ้นเงินเดือนต่อปี)

         เช่น Min=10,000 Max=25,000

          Midpoint (ค่ากลาง) = (Max+Min)หาร2 = (25,000+10,000)หาร2 =  17,500

          ถ้าบริษัทแห่งนี้มีการขึ้นเงินเดือนต่อปีโดยเฉลี่ย = 5%

           จำนวนปีที่เงินเดือนจะตัน (ในกระบอกนี้)  = (25,000-10,000)หาร(17,500คูณ5%) = 17.14 ปี

           แต่ถ้าสมมุติว่าบริษัทแห่งนี้ขึ้นเงินเดือนประจำปีเฉลี่ยปีละ 10%

           จำนวนปีที่เงินเดือนจะตัน (ในกระบอกนี้) = (25,000-10,000)หาร(17,500*10%) = 8.57 ปี

           แต่..สูตรก็คือสูตรแหละครับ เวลาปฏิบัติจริงจะไปยึดถือตามสูตรในภาคทฤษฎีแบบเป๊ะ ๆ อย่างนี้ก็อาจจะไม่ได้ตรงสักเท่าไหร่

            เพราะจากสูตรนี้มีข้อสังเกตว่าพนักงานทุกคนที่เรารับเข้ามาทำงานไม่ได้เริ่มสตาร์ทเงินเดือนที่ 10,000 บาทเท่ากันทุกคนซะเมื่อไหร่ล่ะครับ

           เช่น คนที่เพิ่งจบใหม่ก็อาจจะสตาร์ทที่ 10,000 บาท แต่คนที่มีประสบการณ์ทำงานก็อาจจะสตาร์ทที่ 12,000 หรือ 14,000 หรือ 18,000 บาท ฯลฯ

           พูดง่าย ๆ ว่าแต่ละคนไม่ได้ออกสตาร์ทที่ Min เท่ากันทุกคน

            หรือถ้าเราเอาเงินเดือนของทุกคนใน Job Grade นี้มาหาค่าเฉลี่ยดูก็อาจจะบอกแนวโน้มที่คนใน Job Grade นี้โดยเฉลี่ยจะเงินเดือนตันเมื่อไหร่ได้อีกทางหนึ่งเหมือนกัน

           เมื่อเป็นอย่างนี้ก็จะทำให้สูตรนี้เป็นเพียงเครื่องมือตัวหนึ่งที่ช่วยในพยากรณ์ในทางทฤษฎีเพื่อให้ระวังเอาไว้เท่านั้น

           ส่วนในทางปฏิบัติ คนที่รับผิดชอบด้าน Com & Ben ก็ต้องตาม Monitor โครงสร้างเงินเดือนและ Actual Pay ของพนักงานในแต่ละกระบอกเงินเดือนและข้อมูลค่าจ้างเงินเดือนของตลาดเป็นระยะอย่างน้อยปีละครั้ง และมีการบริหารจัดการที่หน้างานแบบ Tailor made อย่างเหมาะสมให้สอดคล้องกับนโยบายของบริษัทต่อไปครับ

 

วันพุธที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2569

เป้าหมายในการพัฒนาสำคัญกว่าการส่งไปอบรม

            คำถามมีอยู่ว่า “บริษัททำระบบ Functional Competency เสร็จแล้ว กำลังคิดหลักสูตรฝึกอบรมและวางลงใน Training Roadmap อยู่ หัวหน้ากับลูกน้องจะเข้าอบรมหลักสูตรเดียวกันได้หรือไม่” 

หรือ 

ถ้าเคยส่งพนักงานเข้าอบรมหลักสูตรหนึ่งแล้ว จะส่งเข้าอบรมซ้ำหลักสูตรเดิมได้หรือไม่”

เช่น ถ้าระบุหลักสูตร “เทคนิคการสัมภาษณ์” ที่คิดมาจาก Functional Competency (ซึ่งผมขอเรียกย่อ ๆ ว่า FC) ชื่อ “ทักษะการบริหารงานบุคคล” ลงใน Training Roadmap สำหรับตำแหน่งเจ้าหน้าที่สรรหาว่าจ้างแล้ว เมื่อเจ้าหน้าที่สรรหาว่าจ้างเลื่อนเป็นหัวหน้าแผนกสรรหาว่าจ้างแล้วควรจะต้องส่งไปอบรมหลักสูตรเทคนิคการสัมภาษณ์ซ้ำอีกหรือไม่

อยากให้ข้อคิดอย่างนี้ครับ

1.      การพัฒนาพนักงานไม่ได้มีเพียงแค่หลักสูตรฝึกอบรมเพียงเรื่องเดียว เพราะยังมีวิธีการพัฒนาพนักงานอีกมากมายหลายอย่าง เช่น การสอนงาน, OJT (On the job training), การมอบหมายงาน, การสับเปลี่ยนหมุนเวียนงาน, การส่งไปดูงาน (ในประเทศ-ต่างประเทศ), การให้ทดลองปฏิบัติหน้าที่ ฯลฯ 

ดังนั้นเวลาคิดถึงวิธีการพัฒนาพนักงานตาม FC ให้คิดถึงวิธีการพัฒนาที่นอกเหนือจากการฝึกอบรมด้วย 

การฝึกอบรมไม่ใช่ยาสารพัดนึก หรือการฝึกอบรมไม่ใช่บ่อชุบตัวสังข์ทองนะครับ

2.      หลักสูตรฝึกอบรมและวิธีการพัฒนาพนักงานรูปแบบอื่น ๆ ที่ผมบอกไปข้างต้น เป็นเพียง “เครื่องมือ” อย่างหนึ่งในการพัฒนาพนักงานเท่านั้น 

แต่อย่าลืม “เป้าหมาย” ในการพัฒนาพนักงาน 

เพราะเป้าหมายในการพัฒนาพนักงานของเราคือ....

ทำยังไงที่จะให้พนักงานมี FC หรือมีความรู้ในงาน (Knowledge-K), มีทักษะในการทำงาน (Skills-S) และมีคุณลักษณะสำคัญ (Attributes-A) ที่เหมาะตรงกับงานที่รับผิดชอบได้อย่างที่หัวหน้า(หรือหน่วยงาน)ต้องการ”

คำถามง่าย ๆ คือ “ถ้าเราส่งพนักงานเข้าอบรมตามหลักสูตรนั้น ๆ แล้ว พนักงานจะมี FC ที่ดีขึ้น หรือมี K-S-A ที่ดีขึ้นเก่งขึ้น และส่งผลทำให้งานดีขึ้นจริงหรือไม่”

ถ้าส่งพนักงานเข้าอบรม (หรือไปรับการพัฒนาด้วยวิธีใดก็ตาม) แล้วยังไม่มีสรรถนะที่ดีขึ้น ความรู้, ทักษะ, คุณลักษณะภายในที่เหมาะตรงกับงานดีขึ้น อย่างนี้ก็ต้องกลับมาคิดทบทวนดูใหม่แล้วล่ะครับว่าหลักสูตรฝึกอบรมนั้น ๆ ยังควรจะจัดต่อไปดีหรือไม่ 

หรือถ้าพัฒนาด้วยการมอบหมายงานให้พนักงานทำแล้ว FC ตัวที่ยังมีปัญหาก็ไม่ดีขึ้น หัวหน้าก็ต้องมาคิดหาวิธีการพัฒนากันใหม่แล้วล่ะครับ

จากตัวอย่างข้างต้นจึงอธิบายได้ว่า....

ถ้าส่งเจ้าหน้าที่สรรหาว่าจ้างไปเข้าอบรมหลักสูตรเทคนิคการสัมภาษณ์แล้ว หัวหน้าของเจ้าหน้าที่คนนี้จะต้องติดตามประเมินดูว่าลูกน้องตัวเองมีทักษะการบริหารงานบุคคล (ตาม FC) ในเรื่องการสัมภาษณ์ดีขึ้นอย่างที่หัวหน้าต้องการแล้วหรือยัง 

ซึ่งก็ต้องกลับไปดูนิยามที่เขียนไว้ใน FC ตัวนี้ที่เกี่ยวกับการสัมภาษณ์ว่าเขียนเอาไว้ยังไง ต้องการให้เจ้าหน้าที่สรรหาว่าจ้างมี K S A เกี่ยวกับการสัมภาษณ์ขนาดไหน

ถ้าอบรมแล้วเจ้าหน้าที่สรรหาว่าจ้างสามารถพัฒนาทักษะตัวนี้ได้อย่างที่หัวหน้าต้องการแล้ว ก็ไม่จำเป็นจะต้องส่งไปอบรมซ้ำอีก เพียงแต่มอบหมายให้เป็นผู้สัมภาษณ์และคอยสอนงานแบบWork shadowing เป็นระยะให้มีทักษะการสัมภาษณ์ดีขึ้นเรื่อย ๆ ก็โอเคแล้วครับ

แต่ถ้าเจ้าหน้าที่สรรหาว่าจ้างไปอบรมหลักสูตรเทคนิคการสัมภาษณ์กลับมาแล้วยังมีปัญหายังไม่มีทักษะในเรื่องการสัมภาษณ์อย่างที่หัวหน้าต้องการตาม FC ตัวนี้ ก็ไม่ใช่ส่งเขาไปอบรมซ้ำในเรื่องเดิม

แต่หัวหน้าจะต้องมาคิดหาวิธีกันใหม่ว่าควรจะทำยังไงเพื่อให้เจ้าหน้าที่สรรหาว่าจ้างคนนี้มีขีดความสามารถตาม FC ตัวนี้ให้ได้ เช่น หัวหน้างานใช้วิธี OJT วิธีการสัมภาษณ์ให้ลูกน้องเข้าใจและเตรียมตัวก่อนการสัมภาษณ์แล้วก็ประกบลูกน้องในระหว่างการสัมภาษณ์ 

หลังจากจบการสัมภาษณ์ก็ Feedback ให้ลูกน้องรู้ว่าอะไรที่ลูกน้องทำได้ดีแล้วหรืออะไรที่ควรจะต้องแก้ไขปรับปรุงในการสัมภาษณ์ เป็นต้น

สิ่งสำคัญคือหัวหน้าจะต้องกลับมาโฟกัสที่ “เป้าหมาย” ที่จะต้องพัฒนาลูกน้องให้มีความสามารถตาม FC ครับ

ไม่ใช่กลับมาดูเรื่องหลักสูตรการฝึกอบรม

หวังว่าจะเป็นแง่คิดและเป็นประโยชน์ในการนำไปใช้จริงแล้วนะครับ