วันจันทร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2569

ทำไมต้องแบ่งกระบอกเงินเดือนออกเป็น 4 ส่วน

          เมื่อทำโครงสร้างเงินเดือนเสร็จแล้วก็ต้องนำโครงสร้างเงินเดือนมาบริหารจัดการในเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น การกำหนดอัตราแรกรับผู้สมัครงานทั้งมีจบใหม่และมีประสบการณ์, กำหนดหลักเกณฑ์การปรับเงินเดือนในกรณีต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการปรับเงินเดือนเมื่อเลื่อนตำแหน่งหรือปรับเงินเดือนพิเศษสำหรับ Talent, การกำหนดหลักเกณฑ์การบริหารจัดการกรณีพนักงานเงินเดือนตัน ฯลฯ

กิจกรรมต่าง ๆ เหล่านี้แหละครับที่มีความจำเป็นต้องมีความรู้และทำความเข้าใจกับการแบ่งกระบอกเงินเดือนแต่ละกระบอกออกเป็น 4 ส่วนเพื่อประโยชน์ในการบริหารจัดการ

เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้นตามภาพด้านล่าง

สมมุติว่าในกระบอกเงินเดือนหนึ่งมีโครงสร้างเงินเดือนคือมี Min=12,000 บาท Max=24,000 บาท เราจะแบ่งกระบอกเงินเดือนนี้ออกเป็น 4 ส่วนโดยการนำ Max-Min หาร 4 ตามตัวอย่างข้างต้นจะได้เท่ากับ 3,000 บาท 

ให้นำ 3,000 บวก Min (คือ 12,000) ดังนั้นช่วงแรกหรือควอไทล์ (Quartile) ที่1 ของกระบอกนี้คือ เงินเดือนตั้งแต่ 12,000 ถึง 15,000 บาท

จากนั้นเราก็นำ 3,000 บวกต่อไปอีกคือ 15,000+3,000=18,000 บาท 

นั่นคือ Quartile ที่ 2 ของกระบอกนี้ก็จะเริ่มตั้งแต่ 15,001 ถึง 18,000 บาท แล้วก็นำ 3,000 บวก 18,000 เราจะได้ Quartile ที่ 3 เท่ากับ 18,001 ถึง 21,000 บาท 

และทำแบบเดียวกันนี้เราจะได้ Quartile ที่ 4 คือ 18,001 ถึง 24,000 บาทตามรูปด้านล่าง

จะเห็นว่าการแบ่งเป็นสี่ส่วนนี้ในแต่ละ Quartile เป็นช่วงที่ไม่แคบและไม่กว้างมากจนเกินไปเหมาะกับการนำมาบริหารจัดการในเรื่องที่เกี่ยวข้อง 

ประโยชน์ของการแบ่งกระบอกเงินเดือนเป็น 4 ส่วนในเรื่องที่สำคัญ ๆ ก็มีดังนี้ครับ

1.      ใช้เพื่อดูว่าเงินเดือนเฉลี่ยที่จ่ายจริง (Actual Paid) ในแต่ละ Job Grade อยู่ใน Quartile ไหน 

ถ้าจะถามว่าทำไมต้องดู Actual Paid ล่ะ ?

ก็ตอบได้ว่าถ้าบริษัทพบว่าเราจ่ายเงินเดือนเฉลี่ยอยู่ที่ต่ำกว่าค่ากลาง (Midpoint) มากจนเกินไปเช่น Average pay อยู่ใน Quartile 1 ก็จะหมายถึงบริษัทจ่ายเงินเดือนให้พนักงานใน Job Grade นั้นต่ำกว่าตลาดค่อนข้างมาก 

ก็ต้องระวังว่าพนักงานที่เป็น Talent ใน Job Grade นั้นอาจจะมีแนวโน้มไหลออก

บริษัทนี้อาจจะต้องมาพิจารณาดูว่าควรจะต้องปรับเงินเดือนให้กับพนักงานที่ทำงานดีมีศักยภาพเพื่อรักษาคนดีมีฝีมือเอาไว้ไม่ให้ตลาดดึงตัวไป

ในทางกลับกัน ถ้า Average pay อยู่ Quartile 3 จะแสดงถึงความผิดปกติในการจ่าย และจะยิ่งผิดปกติมากขึ้นเรื่อย ๆ ถ้า Average pay ไปอยู่ Quartile 3 ตอนปลายหรืออยู่ใน Quartile 4 ซึ่งเป็น Quartile ของ Deadwood 

2.      ใช้ประโยชน์ในการพิจารณารับคนเข้าทำงาน

สมมุติบริษัทสัมภาษณ์ผู้สมัครงานแล้วเกิดปิ๊งเพราะมีคุณสมบัติเหมาะสมกับตำแหน่งใน Job Grade นี้มาก แต่พอ HR ถามผู้สมัครรายนี้ว่าเขาคาดหวังเงินเดือนเท่าไหร่ถ้าจะมาทำงานกับบริษัท ปรากฎว่าผู้สมัครบอกว่าต้องการเงินเดือน 23,000 บาท 

ถ้าบริษัทนี้มีโครงสร้างเงินเดือนใน Job Grade นี้ตามตัวอย่าง HR ก็อาจจะต้องส่ายหน้าเป็นพัดลม พร้อมกับต้องพิจารณาผู้สมัครในลำดับถัดไปขึ้นมาแทนผู้สมัครรายนี้

เพราะพี่แกเล่นขอเงินเดือนมาเข้า Quartile 4 ในกระบอกเงินเดือน ขืนรับผู้สมัครรายนี้เข้ามาแล้วไม่สามารถ Promote ขึ้นไปใน Job Grade ต่อไปได้อีกไม่นานพนักงานคนนี้ก็จะเงินเดือนตัน แล้วบริษัทก็จะต้องมาแก้ปัญหาดราม่าเรื่องนี้กันอีก 

จากประสบการณ์ของผมพบว่าผู้สมัครที่ขอเงินเดือนเกิน Quartile  3 ตอนปลาย ๆ ไปจนถึง Quartile 4 มักจะเป็นคนที่ Over Qualify สำหรับบริษัทแล้วล่ะครับ ควรหา Candidate อันดับ 2 หรือ 3 มาพิจารณาแทนเหอะ

ถ้าจะถามว่างั้นควรพิจารณารับผู้สมัครที่ขอเงินเดือนใน Quartile ไหน ก็ตอบได้ว่ารับได้ในช่วง Quartile 2 ไปจนถึง Quartile 3 ตอนต้นเป็นอย่างมากครับ

3.      ใช้เป็นเครื่องมือในการปรับเงินเดือน/หรือไม่ปรับเงินเดือนเมื่อ Promote (ดูภาพตัวอย่างการปรับเงินเดือนเมื่อเลื่อนตำแหน่งด้านล่าง)

       โดยหลักการแล้วเมื่อมีการ Promote บริษัทก็จะเป็นปรับเงินเดือนให้กี่เปอร์เซ็นต์ก็ว่าไป แต่ไม่เกินค่ากลางของกระบอกถัดไป เช่น สมมุติบริษัท Promote นาย A จากพนักงานใน Job Grade 1 ไปเป็นหัวหน้าแผนกใน Job Grade 2  

บริษัทนี้มีหลักเกณฑ์ว่าจะปรับเงินเดือนให้ 10% แต่ต้องไม่เกินค่ากลางของกระบอกถัดไป สมมุติว่านาย A ปัจจุบันเงินเดือน 13,500 บาท ก็จะได้รับการปรับเงินเดือนขึ้น= 13,500*10%=1,350 บาท เงินเดือนใหม่ของนาย A คือ 13,500+1,350=14,850 บาท ซึ่งเมื่อดูแล้วยังไม่เกินค่ากลางของ Job Grade2 (20,000 บาท) นาย A ก็จะได้รับการขึ้นเงินเดือนตามหลักเกณฑ์

แต่ถ้าสมมุตินาย A เงินเดือนปัจจุบัน 20,000 บาท แล้วได้รับการ Promote นาย A ก็จะไม่ได้รับการปรับเงินเดือนขึ้นให้อีกเนื่องจากเงินเดือนปัจจุบันสูงกว่าค่ากลางของ Job Grade2 (คือ 20,000 บาท) นาย A ก็จะได้รับเงินเดือนที่ 20,000 บาทเท่าเดิม 

เพียงแต่เพดานเงินเดือนตันของนาย A จะสูงขึ้น (คือใช้เพดานของ Job Grade 2 คือ 28,575 บาท) ซึ่งถ้านาย A ยังอยู่ใน Job Grade1 เงินเดือนจะตันอยู่ที่ 20,000 บาท

บางบริษัทที่ผมเจอมามักจะชอบใช้วิธีแก้ปัญหาพนักงานที่เงินเดือนตันโดยการให้ Promote ขึ้นไปใน Job Grade ถัดไป ซึ่งในความเห็นส่วนตัวจากประสบการณ์ของผมแล้ว ผมไม่เห็นด้วยเพราะจะเป็นการแก้ปัญหาหนึ่งแล้วไปสร้างปัญหาใหม่เพิ่มขึ้นอีกต่างหาก

เพราะถ้าพนักงานที่มีศักยภาพ มีความสามารถ มีผลงานที่ดีนั้นควรได้รับการพิจารณาให้ Promote ไปในช่วงที่เงินเดือนอยู่ใน Quartile 2 หรือ 3 เป็นอย่างมาก 

ยิ่งถ้าเป็นพวก Talent บางคนนี่ Promote ตอนเงินเดือนยังอยู่ใน Quartile1 ก็มีนะครับ

ส่วนคนที่เงินเดือนเข้า Quartile 4 แล้วนี่ผมมักพบว่าเป็นคนที่ไม่สามารถจะไปต่อได้ และถ้าผู้บริหารแก้ปัญหาด้วยการ Promote คนที่ขาดศักยภาพแบบนี้ขึ้นไปเพื่อแก้ปัญหาเงินเดือนตัน 

กลับจะไปสร้างปัญหาให้กับคนที่เป็นลูกน้องที่ไม่สามารถทำใจยอมรับหัวหน้าที่ขาดศักยภาพแบบนี้ได้ ก็จะทำให้ลูกน้องที่มีฝีมือมีศักยภาพขอย้ายหน่วยงานหรือขอลาออก และยังต้องมาตามแก้ปัญหาดราม่าหัวหน้าที่ไม่ Perform เหล่านี้กันต่อไปอีก

ที่พูดมาทั้งหมดนี้เป็นเพียงบางส่วนเท่านั้นของประโยชน์ในการแบ่งกระบอกเงินเดือนออกเป็น 4 ส่วน เรายังสามารถใช้ประโยชน์นี้ในอีกหลายเรื่องสำหรับการบริหารค่าจ้างเงินเดือนซึ่งเป็นเกร็ดปลีกย่อยอีกเยอะ แต่วันนี้ก็ขอเบรคไว้เท่านี้ก่อนก็แล้วกันครับ

วันศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ก่อนแก้ปัญหาการลาออกต้องหาสาเหตุ

             เมื่อมีคำถามว่า “ทำไมพนักงานเข้าใหม่ถึงลาออกเยอะจะแก้ยังไงดี”

            คำถามมีสั้น ๆ แค่นี้ซึ่งในตอนนั้นความคิดของผมแว๊บขึ้นมาถึงเพลง ๆ หนึ่งของวงเฉลียงคือเพลง   “อื่น ๆ อีกมากมาย” ขึ้นมาทันที 

            ตอนหนึ่งของเพลงนี้ “....เด็กหนีไม่ยอมเรียน โดดเรียนเพราะเหตุใด ลองตอบกันไหม เด็กไปเพราะใจเบ่ง แม่ให้ไปขายของ ครูสอนไม่ดีเอง เด็กรักเป็นนักเลง อื่น ๆ อีกมากมาย....”

            ใครอยากรู้เนื้อหาเพิ่มเติมก็ไปฟังต่อใน YouTube เอาเองนะครับ

            ที่จริงแล้วเพลง ๆ นี้บอกเราให้รู้ว่าเวลาจะแก้ปัญหาอะไรก็ตามต้องถามตัวเองว่า....

            “เราหาตัวปัญหาและสาเหตุเจอแล้วหรือยัง?

          และที่สำคัญก็คือ..

          เราไม่ควรจะแก้ปัญหาด้วยอคติด้วยความรู้สึกแบบจิตสัมผัส หรือแก้ปัญหาไปโดยคิดเองเออเองสรุปเองนะครับ เพราะนอกจากจะทำให้การแก้ปัญหาผิดพลาดแล้ว ยังจะทำให้ปัญหาลุกลามบานปลายได้อีกต่างหาก !

            อย่างคำถามนี้ก็เหมือนกัน ผู้ถามควรจะต้องกลับไปหาสาเหตุที่พนักงานเข้าใหม่ลาออกให้เจอเสียก่อนว่าสาเหตุน่าจะมาจากเหตุปัจจัยใดมากที่สุดแล้วค่อยคิดหาทางแก้ปัญหานี้ เช่น....

1.      เกิดจากบริษัทของเราจ่ายค่าจ้างน้อยเกินไปหรือไม่ เมื่อผมถามคำถามนี้ออกไปก็ได้รับคำตอบว่าบริษัทของเราจ่ายค่าจ้างพนักงานเข้าใหม่สูงกว่าตลาด แต่คำถามต่อมาก็คือแม้ว่าจะจ่ายสูงกว่าตลาดก็จริง บริษัทเคยสำรวจดูหรือยังว่าในโรงงานคู่แข่งแถวนั้นเขาจ่ายกันอยู่เท่าไหร่ หรือเขามีการจ่ายอะไรที่มากกว่าที่เราให้บ้าง เพื่อให้แน่ใจว่าเรื่องนี้เป็นสาเหตุของการลาออกด้วยหรือไม่

2.      นโยบายของฝ่ายบริหารเป็นยังไงบ้าง มีกฎระเบียบคำสั่งอะไรที่ทำให้พนักงานเข้าใหม่รู้สึกว่าไม่เป็นธรรมบ้างหรือไม่

3.      มีการให้สิทธิประโยชน์สวัสดิการยังไงบ้าง เมื่อเทียบกับคู่แข่งหรือเทียบกับตลาดแล้วอยู่ตรงจุดไหนของตลาด

4.      เขามีโอกาสจะเติบโตก้าวหน้าในอนาคตมาก-น้อยแค่ไหน เคยมีการทำ Career Path สำหรับตำแหน่งงานต่าง ๆ ไว้บ้างหรือเปล่า

5.      สภาพแวดล้อมในการทำงานเป็นยังไงบ้าง มีบรรยากาศภายในที่ทำงานเป็นยังไงบ้าง เช่นมีความร้อน, กลิ่น, แสง, เสียง ฯลฯ ที่ทำให้คนอยากจะทำงานไหม

6.      หัวหน้าหรือผู้บังคับบัญชามีการปฏิบัติเป็นยังไงบ้าง ทำงานด้วยกันเหมือนเพื่อนร่วมงานเหมือนพี่เหมือนน้อง หรือทำงานแบบเจ้านายใช้อารมณ์เป็นใหญ่ไม่ฟังเหตุผล หรือถนัดแต่ใช้อำนาจโดยไม่สนใจใคร นี่ก็มักจะเป็นสาเหตุที่ทำให้ลูกน้องลาออกไปได้อีกเหมือนกัน

7.      ฯลฯ

            ที่ผมยกตัวอย่างของสาเหตุข้างต้นมานี้ก็เพื่ออยากจะให้ผู้ถามได้ลองกลับไปค้นหาสาเหตุของปัญหานี้ให้เจอเสียก่อนว่าสาเหตุเกิดจากอะไรกันแน่ ซึ่งแต่ละบริษัทที่เจอปัญหาแบบนี้ก็อาจจะมีสาเหตุของปัญหาที่แตกต่างกันไป วิธีแก้ไขก็อาจจะแตกต่างกัน

            ผมเป็นคนนอกคงไม่สามารถไปตอบคำถามนี้ได้ดีเท่ากับคนในที่รู้สาเหตุที่แท้จริงหรอกครับ

            ซึ่งผมหวังว่าคงไม่ไปหาสาเหตุจากแบบสอบถามพนักงานลาออก (Exit Interview) เพียงอย่างเดียว แต่ควรหาสาเหตุจากตัวพนักงานที่ลาออกแบบไม่เป็นทางการเช่นการพูดคุยแบบ Off Record ด้วยเพราะนี่จะทำให้ได้สาเหตุที่แท้จริงมากกว่าการอ่านใน Exit Interview ครับ

          และสิ่งสำคัญอีกเรื่องหนึ่งคือไม่ควรด่วนสรุปหรือคิดไปเองว่าสาเหตุคือเรื่องนั้นเรื่องนี้จากอคติหรือเราคิดไปเองนะครับ เพราะนั่นจะทำให้เราแก้ปัญหาผิดพลาดได้ง่าย ๆ

          ถ้าเราติดกระดุมเม็ดแรกผิด เม็ดต่อไปก็จะผิดตามไปเรื่อย ๆ แหละครับ

            สุดท้ายคือกลับไปฟังเพลงอื่น ๆ อีกมากมายให้ขึ้นใจเพื่อเตือนใจตัวเราพร้อมกับหาสาเหตุให้เจอจะได้แก้ปัญหาได้ตรงจุดครับ

วันพุธที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

Course Outline หลักสูตรที่ผมรับบรรยาย Inhouse Training สำหรับบริษัทที่สนใจ

 1.      การทำโครงสร้างเงินเดือน (ภาคปฏิบัติ)

https://www.dropbox.com/scl/fi/50ypd7letfg3z7j82n69t/Outline.pdf?rlkey=5ac3z43pn2ovvpwew6bsdu3nd&st=euuras4v&dl=0

2.      กลยุทธ์การปรับค่าจ้างเงินเดือน (Workshop)

https://www.dropbox.com/scl/fi/gauwoeyu9wm7x98dojv2m/Outline-Workshop-_Inhouse.pdf?rlkey=r857yc15q0f4fz18v7x7nnql1&st=j74z1tt8&dl=0

3.      กลยุทธ์การบริหารค่าจ้างเงินเดือน

https://www.dropbox.com/scl/fi/t2je0d44t6b5po6x2pwz9/Outline-_Inhouse.pdf?rlkey=nsn2tjqe9qx3k04azh8ofhhmo&st=0off6uyv&dl=0

4.      กฎหมายแรงงานกับการบริหารค่าจ้างเงินเดือน

https://www.dropbox.com/scl/fi/fc8sr9r181q2wqmbqdjj5/Outline.pdf?rlkey=m9nss3srou614kfwzkcuxtcb0&st=2am42xyg&dl=0

5.      กฎหมายแรงงานที่ทุกคนต้องรู้

https://www.dropbox.com/scl/fi/l7vpq3elr8vkezf3pv3vq/Outline.pdf?rlkey=venz17eqvwfs587olhklp8nnd&st=onmot1ml&dl=0

6.      Workshop การเขียน Job Description

https://www.dropbox.com/scl/fi/5sclohqbdiov7r3hgwkng/Outline-Workshop-JD_1D.pdf?rlkey=0gbswg8svwmpqnnmye14ke5x8&st=xcj41qvk&dl=0

7.      เทคนิคการทำ Development Roadmap และ IDP ด้วย JD (Workshop)

https://www.dropbox.com/scl/fi/u2g8sfocs58vqvcuas7a2/Proposal_JD_TRM.pdf?rlkey=duzx5fnk3ly7ps23ryzbxbmop&st=bj14lzer&dl=0

8.      เทคนิคการทำ Development Roadmap และ IDP ด้วย Functional Competency (Workshop)

https://www.dropbox.com/scl/fi/m65iz0re03slqtc94yfmg/Proposal_FC_TRM.pdf?rlkey=fvczs4rbfwy803themh81kcdn&st=kpzogbgi&dl=0

9.      เทคนิคการตั้งคำถามเพื่อสัมภาษณ์แบบ Structured Interview

https://www.dropbox.com/scl/fi/1vhejull9pd6lzwyjfscg/Outline-Structured-Interview_Inhouse.pdf?rlkey=t0ovvl7ud9xk30dzzwpzaq818&st=kx4tnx1i&dl=0

10.   หัวหน้างานกับการแก้ปัญหาลูกน้องด้วยกรณีศึกษา

https://www.dropbox.com/scl/fi/gvzgtkg4wk6sniexwcvkr/Outline.pdf?rlkey=6eri1qbvvmwj8nk34nxyeggns&st=za8mrhql&dl=0

11.   การดำเนินการทางวินัยอย่างสร้างสรรค์ที่หัวหน้างานและผู้บริหารต้องรู้

https://www.dropbox.com/scl/fi/4iyi4nqrmq2wnftju2yfv/Outline.pdf?rlkey=ugw1sthiyto4r1kk47a1sgawn&st=uscmkrob&dl=0

โครงการ Inhouse Training กึ่งที่ปรึกษา

1.      การสร้าง Training & Development Roadmap ตาม JD

https://www.dropbox.com/scl/fi/u2g8sfocs58vqvcuas7a2/Proposal_JD_TRM.pdf?rlkey=duzx5fnk3ly7ps23ryzbxbmop&st=l6uuhtm1&dl=0

2.      การสร้าง Training & Development Roadmap ตาม Functional Competency

https://www.dropbox.com/scl/fi/m65iz0re03slqtc94yfmg/Proposal_FC_TRM.pdf?rlkey=fvczs4rbfwy803themh81kcdn&st=b0kc23cd&dl=0

งานที่ปรึกษา

          โครงการประเมินค่างานและทำโครงสร้างเงินเดือนและให้คำปรึกษาวิธีการบริหารจัดการด้านค่าจ้างเงินเดือนรูปแบบต่าง ๆ

ประวัติวิทยากรที่ปรึกษา

https://www.dropbox.com/scl/fi/luyfe8epblrsdznmjl63w/_pic.pdf?rlkey=r92yb3hloxyop2cns8c7m7kwb&st=m99904ao&dl=0

สนใจติดต่อได้ที่

Mobile : 081-846-2525 Email : tamrongsakk@hotmail.com หรือ tamrongsakk@gmail.com

วันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ลูกน้องมีปัญหาทำไงดี

             คำถามที่ดูเหมือนจะง่ายแต่ในชีวิตการทำงานจริงก็ตอบไม่ง่ายนะครับ เพราะคำว่าลูกน้องมีปัญหาน่ะมันมีรายละเอียดบริบทเกี่ยวกับปัญหาของลูกน้องแต่ละคนที่แตกต่างกันไป

ถ้าจะตอบรวม ๆ แบบกำปั้นทุบดินว่าถ้าลูกน้องมีปัญหาก็จัดการไปเลยสิ ว่ากล่าวตักเตือนไปเลยหรือถ้ามีปัญหามากนักก็ไล่ออกไปเลย

ตอบมาแบบข้างต้นก็ไม่ได้ผิดอะไรนะครับ แต่การปฏิบัติในรายละเอียดจำเป็นต้องคิดถึงผลจากการตัดสินใจ Take action ของหัวหน้าในอนาคตที่ถ้าลูกน้องเอาเรื่องนี้ไปร้องเรียนแรงงานเขตหรือไปฟ้องศาลแรงงานเอาไว้ด้วย ไม่งั้นจะกลายเป็นแก้ปัญหานี้แล้วไปสร้างปัญหาใหม่ที่ใหญ่กว่าในอนาคตนะครับ

ในมุมมองของผม ลูกน้องที่มีปัญหาจะมีอยู่ 2 ประเภท

ประเภทแรกคือพฤติกรรมการทำงานมีปัญหา เช่น มาสายเป็นนิจ ลากิจสม่ำเสมอ หัวหน้าเผลอก็โดดงาน ขาดความรับผิดชอบ เตือนก็แล้วให้โอกาสแก้ไขปรับปรุงตัวก็แล้วก็ไม่ดีขึ้น ฯลฯ

ประเภทที่สองคือผลงานมีปัญหา คืองานที่รับผิดชอบผิดพลาดอยู่บ่อยครั้ง สั่งงานไปแล้วว่าต้องเสร็จเมื่อไหร่ก็ไม่เสร็จตามที่ตกลงกัน ทำงานไม่ได้ตามเป้าหมาย ฯลฯ ซึ่งผลงานมีปัญหาจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทย่อย

1.      เกิดจากพฤติกรรมการทำงานที่มีปัญหา และ

2.      เกิดจากการที่ลูกน้องขาดความรู้ความเข้าใจหรือขาดทักษะหรือขาดประสบการณ์ในงานที่รับมอบหมายหรือขาด How to ทำงานให้บรรลุผลได้ตามเป้าหมาย

แล้วควรแก้ยังไง ?

ลูกน้องที่มีปัญหาประเภทแรก หัวหน้าควรทำตามนี้

1.      ดำเนินการทางวินัยกับลูกน้องที่มีพฤติกรรมการทำงานมีปัญหาตามข้อบังคับการทำงาน (โดยต้องขอคำปรึกษาเพิ่มเติมจากทาง HR) เช่น เมื่อลูกน้องขาดงานโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรหัวหน้าก็ต้องตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษรไปตามข้อบังคับการทำงานไปจนถึงการตักเตือนเป็นครั้งสุดท้ายไม่ให้ขาดงานอย่างนี้ซ้ำอีกถ้าผิดซ้ำคำเตือนจะถูกเลิกจ้าง เป็นต้น

2.      หัวหน้าต้องมีภาวะผู้นำและ “กล้า” ที่จะต้องแสดงบทบาทของผู้บังคับบัญชาในการว่ากล่าวตักเตือนลูกน้องที่มีปัญหาพฤติกรรมการทำงาน ซึ่งจะเป็นการส่งสัญญาณให้ลูกน้องคนอื่น ๆ ได้เห็นว่าหัวหน้าเอาจริงเอาจังในเรื่องนี้

3.      ถ้าหัวหน้าไม่กล้าที่จะว่ากล่าวตักเตือนลูกน้องที่มีปัญหาพฤติกรรมการทำงานไม่เหมาะสม ลูกน้องที่ดี ๆ ก็จะเห็นว่าไม่เป็นธรรม คนทำงานดีก็จะเริ่มท้อใจ หาทางขอย้ายหรือลาออก ในที่สุดหน่วยงานนี้ก็จะเป็นแหล่งรวมของลูกน้องที่มีปัญหา

4.      HR ควรให้คำแนะนำหรือ Inhouse Training ในเรื่องการดำเนินการทางวินัยให้ถูกต้องตามกฎหมายแรงงานให้หัวหน้าทุกหน่วยงานรู้ How to ตักเตือนลูกน้อง และการทำ Document Support ที่ถูกต้องครบถ้วนที่หัวหน้าต้องทำเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่จะถูกพนักงานฟ้องหรือร้องเรียนในอนาคต

ลูกน้องประเภทที่สอง ควรทำตามนี้

1.      หัวหน้าควรจะต้องมีระบบการประเมินผลการปฏิบัติงานที่ชัดเจน มีหลักฐานที่อ้างอิงได้ว่าลูกน้องทำงานไม่ดีมีปัญหานั้น ทำงานไม่ดียังไงมีปัญหามากน้อยแค่ไหน ซึ่งเอกสารเหล่านี้ควรมีการระบุเป้าหมายให้ชัดเจนมีการติดตามและแจ้งผลรวมถึงมีการเซ็นชื่อรับทราบผลการทำงานของทั้งหัวหน้าและลูกน้อง

2.      บริษัทควรจะมีการทำหนังสือตักเตือนพนักงานเรื่องผลการปฏิบัติงานที่มีปัญหาและให้โอกาสลูกน้องปรับปรุงแก้ไขแล้วมีการติดตามผลงานอย่างใกล้ชิด ถ้าผลงานดีขึ้นปัญหาลดลงก็เป็นเรื่องที่ดีกับทั้งหัวหน้า ลูกน้อง และทีมงาน

3.      แต่ถ้าหลังจากทำตามข้อ 1 และ 2 แล้วผลงานไม่ดีขึ้นปัญหาหนักมากขึ้นจนถึงขั้นจำเป็นต้องเลิกจ้าง บริษัทก็ยังต้องจ่ายค่าชดเชย, ค่าบอกกล่าวล่วงหน้าให้ถูกต้องตามกฎหมายจะโมเมไม่จ่ายไม่ได้นะครับ และต้องแน่ใจว่าไม่ใช่การกลั่นแกล้งรังแกกัน

4.      ลูกน้องอาจนำเรื่องนี้ไปฟ้องศาลแรงงานในประเด็นถูกเลิกจ้างไม่เป็นธรรมได้ ซึ่งถ้าบริษัทไหนไม่มีการเตรียมการเตรียมข้อมูลหลักฐานที่ดีชัดเจนตามข้อ 1 และ 2 ข้างต้นก็อาจจะแพ้คดีในเรื่องนี้ได้

5.      ถ้าบริษัทมีหลักฐานชัดเจนตามข้อ 1 และ 2 ไปพิสูจน์ให้ศาลท่านเห็นคล้อยตามได้ก็ยังดีกว่าไม่มีหลักฐานอะไรไปแสดง

6.      ควรมีการพูดคุยทำความเข้าใจกับลูกน้องอย่างตรงไปตรงมาด้วยเหตุด้วยผลไม่ใช้อารมณ์ให้จบได้ด้วยดีเพื่อลดความเสี่ยงที่ลูกน้องจะไปฟ้องร้อง

วิธีปฏิบัติตั้งแต่ข้อ 1 ถึงข้อ 6 นี้สามารถนำไปใช้กับการแก้ปัญหาสำหรับลูกน้องในประเภทแรกได้ด้วย

จึงสรุปได้ว่าถ้าหากถึงขั้นที่บริษัทจะเลิกจ้างเนื่องจากลูกน้องผลงานไม่ดี ยังไงก็ต้องจ่ายค่าชดเชย แต่ถ้าบริษัทมี Document Support ที่ดีเพียงพอก็จะทำให้ไม่ต้องมาจ่ายค่าเสียหายเนื่องจากถูกฟ้องเรื่องเลิกจ้างไม่เป็นธรรมครับ

วันพฤหัสบดีที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

หลักสูตรด้าน HR ออนไลน์ทาง SkillLane ที่ผมพูดแบบ Storytelling เข้าใจง่ายมีแบบฝึกหัดเสริมความเข้าใจตลอดการอบรม

 1.      กฎหมายแรงงานที่ทุกคนต้องรู้

มีคำกล่าวอยู่ว่า “ประชาชนจะอ้างว่าไม่รู้กฎหมายไม่ได้” เพราะกฎหมายถือเป็นสิ่งจำเป็นที่ประชาชนทุกคนจะต้องรู้ เมื่อทำความผิดแล้วจะอ้างว่าทำไปเพราะไม่รู้กฎหมายก็ไม่ได้

            เป็นเรื่องแปลกแต่จริง นั่นคือยังมีเจ้าของกิจการ ผู้บริหาร หัวหน้างาน และคนทำงานอีกไม่น้อยที่ไม่รู้กฎหมายแรงงานและไม่ได้ให้ความสำคัญกับกฎหมายแรงงาน ทำให้มีการปฏิบัติกับลูกจ้างอย่างไม่ถูกต้องเพราะไม่รู้กฎหมายแรงงานว่าถูกหรือผิด ทำให้เกิดการร้องเรียนหรือการฟ้องร้องตามมาไม่น้อย ต้องเสียเวลาไปขึ้นโรงขึ้นศาล

ในที่สุดก็จะเกิดปัญหาด้านแรงงานสัมพันธ์ในองค์กร มีการทำงานแบบไม่ไว้ใจซึ่งกันและกันหรือทำให้บริษัทต้องเสียภาพลักษณ์ชื่อเสียงไปสู่สาธารณะว่ามีการกระทำที่ผิดกฎหมายแรงงาน

หลักสูตรนี้มุ่งสร้างความเข้าใจให้ตรงกันเกี่ยวกับกฎหมายแรงงานทั้งคนที่เป็นนายจ้างและลูกจ้างเพื่อให้มีการปฏิบัติได้อย่างถูกต้องเพื่อสร้างแรงงานสัมพันธ์ที่ดีและลดปัญหาต่าง ๆ ในองค์กร เป็นการสร้างภาพลักษณ์ชื่อเสียงที่ดีขององค์กรสู่สาธารณะ

จุดเด่นของคอร์สที่แตกต่างจากคอร์สทั่วไป :

ไม่ใช้วิธีการบรรยายแบบน่าเบื่อแต่จะใช้วิธี Storytelling แบบเข้าใจง่ายไม่ใช้ภาษากฎหมายให้สับสน โดยนำเรื่องราวต่าง ๆ ที่เป็นปัญหาที่เกิดซ้ำ ๆ บ่อย ๆ ที่หน้างานจากประสบการณ์โดยตรงของวิทยากรมาเล่าสู่กันฟัง แล้วให้ผู้เข้าอบรมได้ลงมือทำ Workshop และแบบฝึกหัดต่าง ๆ ด้วยตัวเองเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องและนำไปใช้ที่หน้างานได้จริง

ประโยชน์ที่ผู้เรียนจะได้รับจากคอร์สนี้ :

            เกิดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในเรื่องกฎหมายแรงงาน รู้ว่าอะไรถูกอะไรผิด อะไรควรทำหรือไม่ควรทำ เพื่อให้ทั้งฝ่ายนายจ้างและลูกจ้างมีความเข้าใจในหลักของกฎหมายแรงงานที่ตรงกัน ซึ่งจะทำให้ลดปัญหาในการปฏิบัติต่อกันอย่างไม่ถูกต้องให้น้อยลง และทำให้เกิดแรงงานสัมพันธ์ที่ดีในองค์กร

ใครควรเรียนคอร์สนี้ :

Ø เจ้าของกิจการ, ผู้ประกอบการ, กรรมการผู้จัดการ, CEO, ผู้บริหารทุกระดับ

Ø หัวหน้างานทุกระดับ

Ø คนทำงานด้าน HR

Ø พนักงานคนทำงานทุกคน, นิสิต, นักศึกษาและผู้สนใจ

ผู้เรียนต้องมีพื้นฐานหรือรู้อะไรมาก่อนไหม :

            ไม่จำเป็น เพราะวิทยากรพูดแบบเข้าใจง่ายพร้อมทั้งยกตัวอย่างให้เห็นภาพและมีแบบฝึกหัดให้ทำประกอบการเรียนรู้เพื่อเสริมความเข้าใจ ใช้เวลาเพียงไม่เกิน 3 ชั่วโมงจะทำให้ท่านเข้าใจและนำมาประยุกต์ใช้ได้ทันที

ท่านที่สนใจลงทะเบียนเรียนรู้ได้ที่

https://www.skilllane.com/courses/7299

 

2.      เทคนิคการบริหารค่าตอบแทนอย่างมืออาชีพ

 

เรื่องเงินเดือนเป็นความลับ แต่เทคนิคการบริหารค่าตอบแทนไม่ใช่ความลับ !!

หลักสูตรนี้จะทำให้คนที่ทำงานด้านค่าตอบแทนและผู้สนใจได้รู้ How to บริหารค่าตอบแทนแบบฉับไวและนำไปใช้ได้จริงในการทำงาน ตลอดจนจุดที่ต้องระวังและกับดักต่าง ๆ ที่จะทำให้เกิดปัญหาในการบริหารค่าตอบแทนจากวิทยากรที่เคยบริหารงานด้าน Com & Ben ตัวจริงเสียงจริงทั้งในองค์กรไทยและต่างชาติ

จุดเด่นของคอร์สที่แตกต่างจากคอร์สทั่วไป :

            หลักสูตรนี้ออกแบบมาจากประสบการณ์จริงด้านการบริหารค่าตอบแทนของตัววิทยากรเอง ทุกเรื่องราวในคอร์สนี้จึงมาจากประสบการณ์ตรงของผู้สอน ไม่ใช่พูดตามตำราหรือพูดแต่ทฤษฎี จึงทำให้ผู้เรียนเข้าใจง่ายเห็นภาพจริงที่หน้างานได้ชัดเจน

ประโยชน์ที่ผู้เรียนจะได้รับจากคอร์สนี้ :

            ตลอดการเรียนรู้จะมีการยกตัวอย่างกรณีต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจริงที่หน้างานตลอดจนกลเม็ดเคล็ดลับต่าง ๆ ด้านการบริหารค่าตอบแทน มีแบบฝึกหัดให้ผู้เรียนได้ทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจตลอดการเรียนรู้ รวมทั้งมีหนังสือด้านการบริหารค่าตอบแทนที่เปิดให้ผู้เรียนดาวน์โหลดอีก 4 เล่มไปอ่านเพื่อเสริมความเข้าใจให้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะทำให้ผู้เรียนสามารถนำสิ่งที่เรียนรู้ไปปรับใช้ในงานของตัวเองได้ทันที

ใครควรเรียนคอร์สนี้ :

Ø ผู้บริหารระดับสูงที่ต้องดูแลสายงาน HR และดูแลสายงานบริหาร

Ø ผู้บริหารงาน HR ทุกระดับ

Ø ผู้รับผิดชอบงานด้าน Com & Ben (Compensation & Benefits)

Ø คนที่ศึกษางานด้าน Com & Ben

Ø ที่ปรึกษาด้านค่าตอบแทน

Ø ผู้สนใจ

ผู้เรียนต้องมีพื้นฐานหรือรู้อะไรมาก่อนไหม :

            ไม่จำเป็น เพราะวิทยากรพูดแบบเข้าใจง่ายพร้อมทั้งยกตัวอย่างให้เห็นภาพและมีแบบฝึกหัดให้ทำประกอบการเรียนรู้เพื่อเสริมความเข้าใจ

ท่านที่สนใจลงทะเบียนเรียนรู้ได้ที่

https://www.skilllane.com/courses/Professional-Compensation-Management-Techniques?utm_source=instructor_TPA&utm_medium=fb_post