การสร้างวิธีคิดเชิงบวกให้กับตัวเองมีอยู่มากมายหลากหลายวิธี
แต่ที่สำคัญก็คือคน ๆ นั้น “รู้สึก” ได้หรือยังว่าตอนนี้เรามีทัศนคติด้านบวกหรือด้านลบมากกว่ากัน
?
ถ้ายอมรับกับตัวเอง
(โดยไม่หลอกตัวเอง) ได้แล้วว่าช่วงนี้เราจิตตกเป็นคนคิดลบมากกว่าบวกแล้วก็อยากจะปรับเปลี่ยนตัวเราเองแล้วล่ะก็
คน ๆ นั้นมีโอกาสที่จะพัฒนาทัศนคติเชิงบวกได้แล้วล่ะครับ
วิธีการสร้างทัศนคติเชิงบวกก็เช่น
1.
ตื่นนอนมาทุกเช้าแล้วบอกกับตัวเองว่า
“วันนี้เป็นวันดีของเราอีกวันหนึ่ง” หรือ “วันนี้ดีเสมอ”
ต่อให้มีปัญหาอย่างไรก็ยังเป็นวันดีของเรา เพราะอยู่ที่ไหน
ทำงานที่ใดก็ล้วนแต่มีปัญหาทั้งนั้นแหละ
แต่เป็นเพราะมีปัญหาในที่ทำงานนี่แหละบริษัทเขาถึงต้องจ้างเรามาแก้ปัญหาเหล่านี้
ถ้าไม่มีปัญหาบริษัทเขาจะจ้างเรามาทำไมกันล่ะ เมื่อมีปัญหาแล้วเราแก้ปัญหานั้นได้
ก็ทำให้เราเติบโตและพัฒนาขึ้นเก่งขึ้น
หลายคนตื่นนอนในตอนเช้าพร้อมกับบอกตัวเองว่า
“วันนี้ไม่อยากมาทำงานเลย” รู้สึกเบื่อ,
เหนื่อยล้ากับปัญหาในงานที่ไม่รู้จักจบสิ้น,
เบื่อกับหัวหน้างานที่คอยมาดุด่าจ้องคอยตำหนิอยู่เสมอ ๆ ฯลฯ
ถ้าเรายังรู้สึกอย่างนี้อยู่ภายใน
เมื่อไปถึงที่ทำงานลูกน้องของท่านจะไม่สังเกตเห็นบ้างเลยหรือ ?
แล้วอย่างนี้จะสร้างแรงจูงใจให้ลูกน้องอยากทำงานได้ยังไงล่ะครับ
พอลับหลังท่านลูกน้องก็คงเอาไปเม้าท์ซุบซิบกันต่อว่า
“นี่แก..ฉันเห็นพี่เขาทำหน้าเบื่องานมาเดือนหนึ่งแล้ว ไม่รู้ว่าแกจะทนไหวหรือเปล่า
สงสัยพวกเราได้เลี้ยงส่งแกและรอต้อนรับหัวหน้าคนใหม่แหง ๆ”
ในทางกลับกันถ้าหัวหน้ายังยิ้มสู้และคิดอยู่เสมอว่า
“ปัญหาหนักแค่ไหนมันก็ไม่หนักไปกว่าที่เราเคยเจอมาแล้วหรอก”
พฤติกรรมที่หัวหน้าแสดงออกมากับคนรอบข้างก็จะทำให้ความรู้สึกของลูกน้องและบรรยากาศเป็นบวกตามไปด้วย
2.
ออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ
บางคนพออ่านมาถึงตรงนี้อาจจะงง ๆ
ว่าแล้วมันเกี่ยวอะไรกับเรื่องทัศนคติกันล่ะ
ก็ขอตอบว่ามันเกี่ยวกันนะครับ ถ้าร่างกายไม่แข็งแรงมีโรคประจำตัวเจ็บออด
ๆ แอด ๆ อยู่เสมอ หรือทำงานไปสามวันดีสี่วันป่วยเป็นประจำ
ก็จะทำให้กำลังใจถดถอยไปได้
ถ้าหัวหน้างานอยากมีสุขภาพเป็นปกติก็ต้องหมั่นออกกำลังกายกันเพื่อสร้างภูมิต้านทานให้ร่างกายแข็งแรงป้องกันโรคภัยต่าง
ๆ กันไว้บ้าง แถมการออกกำลังกายเป็นประจำจะทำให้หลับง่ายร่างกายได้พักผ่อนอย่างเต็มที่
จะมีภูมิต้านทานความเครียดและอดทนต่อแรงกดดันต่าง ๆ
ในการทำงานหรือในการใช้ชีวิตได้ดีกว่าคนที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกายครับ
3.
คิดอยู่เสมอว่าเรามีความสามารถมากกว่าที่คิดไว้
มักจะพบว่าคนที่ประสบความสำเร็จจะต้องสามารถค้นหาได้ว่าตัวเองมีความสามารถอะไรบ้างที่เป็นประโยชน์กับตัวเขาและกับหน้าที่การงานที่เขารับผิดชอบอยู่
ถ้าค้นหาความสามารถในตัวเองได้เร็วก็จะประสบความสำเร็จได้เร็ว
หัวหน้างานจึงต้องหันกลับมาสำรวจดูตัวเองว่าตัวเองมีความสามารถอะไรบ้าง
แต่ไม่ใช่ว่าพอมาสำรวจตัวเองแล้วดันคิดลบไม่เห็นมีความสามารถอะไรในตัวเองสักอย่าง
อุตส่าห์เรียนจบมาได้ทำงานที่นี่ก็บุญโขแล้ว ฯลฯ อย่างนี้ก็จบกันล่ะครับ
ผมมั่นใจว่าทุกคนมีความสามารถที่อยู่ในตัวเองแตกต่างกันไป
และจำเป็นจะต้องค้นหาและพัฒนาขีดความสามารถในตัวเองให้เร็วและต้องเพิ่มขึ้นเรื่อย
ๆ จะทำให้คน ๆ นั้นประสบความสำเร็จในเป้าหมายที่วางไว้
ถ้าหัวหน้างานคิดได้อย่างนี้และพัฒนาตนเองอยู่สม่ำเสมอแล้ว
ก็จะเป็นแบบอย่างและเป็นแรงบันดาลใจให้ลูกน้องให้ปฏิบัติตามและยังเป็นการสร้างแรงจูงใจให้กับลูกน้องอีกด้วย
4.
มีอารมณ์ขัน
ทุกวันนี้เรามีอารมณ์ขันในที่ทำงานกันบ้างหรือเปล่าครับ ?
อย่ามองข้ามเรื่องนี้ไปนะครับ การเป็นหัวหน้างานไม่ได้แปลว่าจะต้องมาคอยเก๊กสีหน้าใส่ลูกน้องตลอด
8 ชั่วโมง (หรือมากกว่านี้)
ต่อวัน
เพราะการทำงานในแต่ละวันก็ต้องแก้ปัญหาก็ต้องเครียดกันในการทำงานกันอยู่เป็นปกติอยู่แล้ว
หากหัวหน้างานมีมุกมีอารมณ์ขันกับลูกน้องเสียบ้างก็จะทำให้บรรยากาศในการทำงานดีขึ้น
และยังแสดงถึงการบริหารอารมณ์ (Emotional
Quotient-EQ) อยู่ในระดับปกติอีกด้วย
ดีกว่าการสร้างบรรยากาศเคร่งเครียดกันตลอดทั้งวัน เพราะคนเราอยู่กับที่ทำงานนานกว่าอยู่บ้านเสียอีก
คนที่มีอารมณ์ขันจึงมักจะเป็นคนที่คิดบวกและอารมณ์แจ่มใส
จะทำให้คนรอบข้างสบายใจ คนเป็นหัวหน้าจึงต้องฝึก (สำหรับคนที่ขาดอารมณ์ขัน) มุกต่าง
ๆ เอาไว้ผ่อนคลายบรรยากาศที่เคร่งเครียดกับลูกน้องบ้างนะครับ
จะว่าไปแล้วการใช้อารมณ์ขันนั้นมีไปถึงระดับชาติทีเดียวนะครับ
มีอยู่ครั้งหนึ่งที่อดีตประธานาธิบดีจอร์ช บุช (ผู้ลูก) ถูกคนเอารองเท้าขว้างหน้าไปถึงสองครั้งติดกันคือปาไปแล้วครั้งที่หนึ่งแต่ไม่โดนเพราะท่านหลบได้ไวมาก
จึงหยิบรองเท้าอีกข้างหนึ่งปาไปเป็นครั้งที่สอง แต่ท่านก็หลบได้อีก
นักข่าวก็ไปสัมภาษณ์ท่านหลังจากเหตุการณ์นี้ด้วยคำถามยอดนิยมว่า
“ท่านรู้สึกยังไง ?”
ท่านก็ตอบว่า “ตอนนั้นผมไม่รู้หรอกว่ารู้สึกยังไง
แต่ผมรู้อย่างเดียวว่าไอ้รองเท้าทั้งสองข้างที่ปามาน่ะมันเบอร์ 10 ทั้งคู่เลย” ก็ฮากันไป
นี่เป็นเรื่องของการมีอารมณ์ขันและทำให้คนรอบข้างพลอยรู้สึกคลายเครียดไปด้วย
ดีกว่าจะให้ท่านตอบว่า “ผมรู้สึกเป็นผู้ไม่หวังดีต้องการจะทำร้ายผม.....ฯลฯ”
เหมือนผู้นำบางประเทศชอบตอบเป็นการเป็นงาน
(แหม..ก็แน่ล่ะครับถ้าเป็นผู้หวังดีเขาก็คงจะไม่มาเอารองเท้ามาปาหน้าท่านหรอกครับ..ตอบไปก็เหมือนไม่ได้ตอบแถมสร้างบรรยากาศเครียด
ๆ ให้เกิดขึ้นโดยไม่จำเป็นอีกต่างหาก)
แต่การใช้อารมณ์ขันก็ต้องดูให้เหมาะสมนะครับ
ไม่ใช่ยิงมุกกันทั้งวันจนเสียการเสียงาน
5.
จัดเวลาให้เหมาะสม
ในหนึ่งวันมีเวลา 24
ชั่วโมง หัวหน้าควรจะต้องจัดสรรบริหารเวลาให้เหมาะสมคือ 8 ชั่วโมงทำงาน 8 ชั่วโมงพักผ่อน และ 8 ชั่วโมงนอนหลับ อย่าให้ล้ำก้ำเกินกันมากเกินไปเพื่อที่จะได้ทำให้ตัวเราได้มีเวลาพักผ่อนจากความเคร่งเครียดบ้าง
ออกกำลังกายบ้าง ให้เวลากับครอบครัวบ้าง จะทำให้จิตใจแจ่มใสทัศนคติก็จะดีตามไปด้วย
6.
เอาใจเขามาใส่ใจเราบ้าง
ข้อนี้ผมก็ใช้บ่อยตอนทำงานประจำนะครับคือใช้หลัก “ใจเขา-ใจเรา”
หลักนี้ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องตามใจลูกน้องตลอดนะครับ
แต่หมายถึงให้เราคิดกลับข้างดูว่าถ้าเราทำอย่างนี้หรือพูดอย่างนี้กับลูกน้อง
แล้วถ้าเราเป็นลูกน้องเราจะคิดยังไง
จะได้มีความยับยั้งชั่งใจในการพูดการจาให้ดีกับลูกน้อง
หรือมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมกับลูกน้อง
ในข้อนี้ผมคงไม่ต้องอธิบายให้มากความเพราะท่านจะเข้าใจได้ง่ายอยู่แล้ว
ทัศนคติที่ดีไม่ได้เกิดจากการเข้าอบรมแล้วสอบผ่านได้วุฒิบัตร
แต่เกิดจากการลงมือปฏิบัติจริงเพื่อปรับเปลี่ยนตัวเอง
มีคำพูดหนึ่งบอกไว้ว่า “ทัศนคติลบก็เหมือนกับรถยางแบน
คุณจะไปไหนไม่ได้จนกว่าจะเปลี่ยนยาง”
คำถามคือตอนนี้คนที่เป็นหัวหน้าเช็คลมยางแล้วหรือยังครับ
?