ผมได้ยินคำปรารภจากผู้บริหารหลาย ๆ แห่งในทำนองที่ว่า “เด็กยุคใหม่ไม่อดทน ทำงานไม่นานก็ลาออก”
องค์กรของท่านมีปัญหาทำนองนี้บ้างไหมครับ ?
ก็เลยคิดถึงคำที่ว่า “ความผิดของคนอื่นเท่าภูเขา
แต่ความผิดของเราเท่าเส้นผม”
ก่อนที่เราจะไปว่าเด็กยุคใหม่ไม่อดทนเราลองกลับมาย้อนมองดูตัวเองว่าแล้วเราเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาด้วยหรือเปล่า
เช่น..
1. เรายังมีการสัมภาษณ์คัดเลือกผู้สมัครงานแบบ
"จิตสัมผัส" หรือ Unstructured Interview หรือไม่
ไม่เคยเตรียมคำถามก่อนเข้าห้องสัมภาษณ์
พอเข้าไปสัมภาษณ์ก็คิดคำถามเอาเดี๋ยวนั้นแล้วก็พูดคุยกันไปเรื่อย ๆ
แบบเปะปะไม่มีเป้าหมายหรือเปล่า
หรือใช้วิธีสัมภาษณ์แบบหาแฟนใหม่ให้คล้าย ๆ แฟนเก่า
คือถ้าลูกน้องคนเดิมที่ลาออกไปเป็นคน ยิ้มแย้มแจ่มใส่
พูดง่ายใช้คล่อง มาเช้ากลับดึก หรือคิดแค่ว่าหาใครก็ได้เข้ามาทำงานก่อนก็แล้วกัน
ฯลฯ
อย่างงี้ก็มีโอกาสจะได้คนที่ไม่เหมาะกับงาน
หรือเข้ามาแบบศาลาพักร้อนแล้วล่ะครับ
2. ระบบการจ่ายค่าตอบแทนและสวัสดิการแข่งขันได้หรือเปล่า
บริษัทไม่เคยมีโครงสร้างเงินเดือน จ่ายเงินเดือนแบบตามใจเถ้าแก่
ตามใจ MD ลูกรักได้เยอะ ลูกชังได้น้อย
ไม่มีหลักเกณฑ์ในการจ่ายค่าตอบแทนที่ชัดเจน
ไม่เคยรู้หรือสำรวจตลาดด้วยซ้ำว่าชาวบ้านเขาจ่ายกันเท่าไหร่
แล้วเราจ่ายอยู่เท่าไหร่
แต่คิดเข้าข้างตัวเองว่าเราจ่ายเยอะแล้ว ทั้ง ๆ
ที่ในความเป็นจริงเราจ่ายต่ำกว่าตลาดที่เขาจ่ายกัน อย่างนี้คนก็ไหลออกแหง ๆ
แหละครับ
3. ขาดแผนการสอนงานที่ดี
พอรับพนักงานใหม่เข้ามาวันแรกก็อัดงานเข้าไปทันที
(เพราะคนเก่าที่ลาออกไปทิ้งงานไว้ให้ตรึม) ไม่เคยมีการสอนงานอย่างชัดเจนและเป็นระบบ
ไม่มีแม้แต่แผนการสอนงาน
หัวหน้าแค่ไปบอกให้พนักงานเก่าที่อยู่มาก่อนมาคอยบอก ๆ สั่ง ๆ ชี้ ๆ
ให้น้องใหม่ทำงานตามกองเอกสารหรืองานที่คั่งค้างไว้ทันที
แถมถ้าน้องใหม่ทำงานไม่ได้อย่างใจก็ถูกด่าอีก
พอไม่มีแผนการสอนงานไม่มีการวัดผลหรือไม่มีเป้าหมายการสอนงานที่ชัดเจนว่าสอนงานแล้วต้องทำอะไรได้บ้าง
คอยแต่จะโบ้ยงานมาโปะที่น้องใหม่ที่กลายเป็นเหยื่อ
พอน้องใหม่เจอระบบมั่ว ๆ แบบนี้ใครอยากจะอยู่ล่ะครับ
4. สภาพแวดล้อมในที่ทำงานไม่ชวนให้ทำงานเลย
เช่น ข้าวของวางระเกะระกะ สกปรก รก เลอะเทอะ
พอน้องใหม่เข้ามาวันแรกอยากจะถ่ายรูป Up ขึ้นโซเชียลอวดเพื่อนซะหน่อย
เพื่อนก็เม้นท์กลับมาว่าที่ทำงานอยู่ในโกดังเหรอ
อย่างงี้ก็เสียเซลฟ์มีหวังอยู่ไม่นานเหมือนกันครับ
5. คนเก่าไม่ต้อนรับ ไม่ว่าจะเป็นหัวหน้าหรือพี่ ๆ
ที่ทำงานอยู่ก่อน
เอาแต่สั่งงานจะคุยเรื่องอื่นบ้างก็ไม่มี
ไม่เคยไต่ถามสารทุกข์สุขดิบ ไม่เคยรู้ว่าน้องใหม่เขาบ้านอยู่ไหน มีลูกกี่คน
เรียนจบอะไรมา ฯลฯ
จะกินข้าวกลางวันด้วยกันบ้างก็ยังไม่เคย ทำตัวเป็นเจ้านาย
มองน้องใหม่เหมือนคนแปลกหน้า ขอให้มาทำงาน 8 โมงเช้าพร้อมลมหายใจก็พอแล้ว
นี่ยังไม่รวมพี่ ๆ ที่มีวาจาเป็นอาวุธ ดาวพุธเป็นวินาศ
ชอบโวยวายเวลาน้องใหม่ทำงานผิดพลาด (เพราะยังไม่เข้าใจงานดี)
อย่างงี้น้องใหม่จะอยู่ได้ไหมล่ะครับ
6. ใช้งานน้องใหม่จนดึกจนดื่น
แถมมีค่านิยมว่า "ใครกลับดึก คนนั้นเป็นคนทุ่มเท"
ชอบเรียกประชุมลูกน้องตอนใกล้ ๆ จะเลิกงานทุกวัน
ชอบให้ลูกน้องกลับดึกแบบไม่มีเหตุมีผลทั้ง ๆ
ที่ไม่มีความจำเป็นหรือความเร่งด่วนของงาน
หนักกว่านั้นคือกลับดึกและไม่มีโอทีอีกต่างหาก
7. ผู้บริหารเอารัดเอาเปรียบพนักงาน
เช่น
ให้พนักงานน้องใหม่ไปทำงานนอกสถานที่ไปจัดอีเว้นท์ออกงานกว่าจะเลิกอีเว้นท์ก็สามทุ่มสี่ทุ่มแต่ไม่มีค่าแท๊กซี่ให้
พนักงานต้องควักกระเป๋าจ่ายเอง
แถมโอทีก็ไม่จ่าย
หรือบางแห่งจัดงานเลี้ยงปีใหม่แต่ให้พนักงานควักกระเป๋าแชร์กันจ่ายค่าจัดงานปีใหม่กันเอาเอง
อย่างงี้จะจัดเลี้ยงปีใหม่ไปเพื่อ.....?
8. การเข้าพบหัวหน้าหรือผู้บริหารยากเย็น
มีพิธีรีตรองมากทำตัวเป็นเจ้านาย
น้องใหม่รู้ว่าใครคือหัวหน้าแต่ไม่ได้ต้องการหัวหน้าที่ทำตัวเป็นเจ้านาย
เขาต้องการหัวหน้าที่เป็นพี่เป็นเพื่อนที่พร้อมจะพูดคุยกับเขาได้อย่างรวดเร็วเพื่อให้งานเดินได้เร็ว
ต้องการแชร์ความคิดเห็นและ Feedback
ในเรื่องงานและทุกเรื่องกันแบบรวดเร็วครับ
อันที่จริงยังมีอีกมากกว่านี้นะครับ
แต่ทั้งหมดนี่ผมเพียงแต่อยากจะให้คนที่บอกว่าคนรุ่นใหม่ทำงานไม่อดทนได้กลับมาคิดทบทวนย้อนดูการปฏิบัติของบริษัทหรือคนที่ทำงานมาก่อนด้วยเหมือนกันว่าเรามีการปฏิบัติอย่างเหมาะสมดีแล้วหรือยัง
ไม่ได้หมายถึงต้องปูพรมแดงต้อนรับน้องใหม่หรอกนะครับแต่ไม่อยากให้มองคนรุ่นใหม่ในด้านลบเพียงด้านเดียว
แค่รู้เขารู้เราอย่างไม่หลอกตัวเองปัญหานี้ก็น่าจะลดลงครับ