วันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

Compa Ratio ตัววัดขีดความสามารถในการแข่งขันของเรากับตลาด

              ผมเคยอธิบายหลักของการออกแบบโครงสร้างเงินเดือนในแต่ละกระบอก (หรือแต่ละJob Grade) ไปแล้วว่า ต้องนำตำแหน่งงานในแต่ละ Job Grade ไปดูเปรียบเทียบกับข้อมูลในตลาดว่าเขาจ่ายเงินเดือนกันอยู่เท่าไหร่

            แล้วก็นำเอาข้อมูลเงินเดือนที่ตลาดจ่ายในแต่ละตำแหน่งมาหาค่าเฉลี่ยดูว่าใน Job Grade นั้น  ควรจะอยู่ที่เท่าไหร่ แล้วจึงออกแบบให้โครงสร้างเงินเดือนแต่ละกระบอกมีค่ากลาง (Midpoint) ที่สามารถแข่งขันกับตลาดได้นั่นคือไม่ควรต่ำกว่าที่ตลาดเขาจ่ายกัน

            ในเรื่องนี้ก็มีสูตรอยู่สูตรหนึ่งที่ใช้วัดดูว่าโครงสร้างเงินเดือนแต่ละกระบอกที่เราออกแบบนั้นจะสามารถแข่งขันกับตลาดได้มากหรือน้อยแค่ไหน

            สูตรนั้นคือสูตรที่เรียกว่า “Compa Ratio” นั่นเอง (ผมขอเรียกย่อ  ว่า CR นะครับ)

            สูตรในการหา CR ก็คือ

CR   เงินเดือนเฉลี่ยของตลาดใน Job Grade นั้น หาร MIDPOINT ของกระบอกเงินเดือนนั้นคูณ 100

          ค่าที่ได้จะเป็นเปอร์เซ็นต์นะครับ ถ้าบริษัทมีนโยบายจะทำให้โครงสร้างเงินเดือนของเราแข่งขันกับตลาดได้ผมก็แนะนำว่าควรจะวางค่า CR เอาไว้ในช่วง 80-100% ขึ้นอยู่กับว่าเราต้องการ Challenge กับตลาดมากหรือน้อยแค่ไหนและขึ้นกับขีดความสามารถในการจ่ายของบริษัทเราด้วยประกอบกัน

            เพื่อให้เข้าใจง่าย  ผมยกตัวอย่างตามภาพโครงสร้างเงินเดือนด้านล่าง

            จะเห็นว่าในกระบอกที่ 1 (Job Grade1) Min=10,500 บาท Max=33,600 บาท

            ดังนั้นค่า Midpoint ของโครงสร้างเงินเดือนกระบอกที่ 1 คือ (33,600+10,500) หาร2=22,050 บาท

            โดยหลักการแล้วค่ากลางของทุก Job Grade ควรจะเท่ากับเงินเดือนเฉลี่ยที่ตลาดเขาจ่ายกันหรือสูงกว่า ถึงจะทำให้โครงสร้างเงินเดือนของเราใน Job Grade นั้น ๆ สามารถแข่งขันกับตลาดได้

            ตามภาพนี้สมมุติว่าถ้าเราวางค่า Midpoint สำหรับ Job Grade 1 ไว้ที่ 18,000 บาท(แทนที่จะวางไว้ที่ 22,050 บาท

           แล้วพบว่าผลจากการ Match Job สำหรับตำแหน่งงานใน Job Grade1 นั้นตลาดเขาจ่ายเงินเดือนให้กับตำแหน่งต่าง  ใน Job Grade1 เฉลี่ย 23,000 บาท

            เราก็ต้องมาหาดูว่าถ้าเราจะออกแบบโครงสร้างเงินเดือนใน Job Grade 1 โดยให้มี MP = 18,000 บาท ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยที่ตลาดจ่ายอยู่จะเหมาะไหม 

             เราก็มาหาค่า CR ได้ดังนี้

            CR = 23,000 หาร 18,000 คูณ 100 = 127%

            ค่า CR=127% ก็แสดงว่าถ้าเรายอมรับโครงสร้างเงินเดือนของ Job Gradeให้มีMIDPOINT=18,000 บาท ก็แปลว่าเราจะจ่าย “ต่ำกว่า” เงินเดือนเฉลี่ยที่ตลาดเขาจ่ายกันในJob Grade นี้ 27%  (เพราะตลาดเขาจ่ายกันอยู่ที่ประมาณ 23,000 บาท

         เราก็จะหาคนมาทำงานในตำแหน่งต่าง  ใน Job Grade นี้ได้ยาก !!

         และเราก็จะรักษาคนที่ทำงานใน Job Grade นี้ไว้ได้ยากเช่นเดียวกัน 

           และพนักงานก็จะมีแนวโน้มที่จะลาออกไปหางานในที่ใหม่เพราะจะได้เงินเดือนมากกว่านี้

          สมมุติว่าเราจะออกแบบโครงสร้างเงินเดือนในกระบอกที่ให้มี MIDPOINT = 30,000 บาท ในขณะที่ตลาดเขาจ่ายกันที่ 23,000 บาทบ้างล่ะผลจะเป็นยังไง?

            ก็ลองมาหาค่า CR ดูสิครับ

            CR = 23,000 หาร 30,000 คูณ 100   76%

            ค่า CR=76% ก็แปลว่าเรากำลังออกแบบโครงสร้างเงินเดือนในกระบอกนี้ให้มีMIDPOINT “สูงกว่า” ที่ตลาดเขาจ่ายกันประมาณ 24%

            แน่นอนครับว่าการกำหนด MIDPOINT แบบนี้ก็จะจูงใจให้คนภายนอกบริษัทอยากจะมาร่วมงานกับเรา และยังสามารถรักษาคนในของเราไม่ให้อยากลาออกไปไหน

           เพราะเราจ่ายสูงกว่าตลาด !

            แต่ต้นทุนการจ้างคนของเราก็อาจจะมีแนวโน้มสูงขึ้นตามไปด้วยเพราะเราจ่ายให้เงินเดือนสูงกว่าที่ตลาดเขาจ่ายกัน แต่ไม่ได้แปลว่าต้นทุนตัวนี้จะเพิ่มขึ้นทันทีทันใดนะครับ เรื่องนี้เป็นรายละเอียดที่ต้องอธิบายกันยาวสักหน่อยเลยขอหยุดไว้แค่นี้ก่อน

            ตรงนี้ก็อยู่ที่ว่าบริษัทไหนมีนโยบายจะจ่ายสูงกว่าตลาดเพื่อต้องการจะดึงคนนอกให้อยากมาร่วมงานหรืออยากจะรักษาคนในไม่ให้ไปไหนหรือเปล่า ผมเองก็เคยทำงานในบริษัทที่มีนโยบายอย่างนี้มาแล้ว ตรงนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับขีดความสามารถในการจ่ายของแต่ละบริษัทครับ

            เรื่องของสูตร Compa Ratio นี้ ถ้าจะเอาตามตำราจะบอกไว้แค่

             CR = เงินเดือนเฉลี่ย หาร MIDPOINT คูณ 100 

            ซึ่งเงินเดือนเฉลี่ยที่เป็นตัวตั้งนี้ก็จะนำมาใช้ในวัตถุประสงค์ที่ต้องการ 

            เช่น ถ้าต้องการหาค่า CR เพื่อวัดขีดความสามารถในการแข่งขันกับตลาดสำหรับกระบอกเงินเดือนใดกระบอกหนึ่งก็ใช้เงินเดือนเฉลี่ยของตลาดเป็นตัวตั้ง

            แต่เมื่อทำโครงสร้างเงินเดือนเสร็จแล้ว เราอยากจะรู้ว่าโครงสร้างเงินเดือนนี้เมื่อนำไปใช้จะมีพนักงานที่มีเงินเดือนต่ำหรือสูงกว่า MIDPOINT กี่เปอร์เซ็นต์ เราก็ใช้เงินเดือนเฉลี่ยที่จ่ายจริง (Actual Salary Pay) ของบริษัทเป็นตัวตั้งครับ

            เล่าให้ฟังมาถึงตรงนี้ก็เชื่อว่าเราคงจะเข้าใจความหมายและเห็นความสำคัญของCOMPA RATIO ในการนำไปใช้ออกแบบโครงสร้างเงินเดือนกันแล้วนะครับ