วันศุกร์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2569

วิทยากรกับกิจกรรมในห้องอบรม ตอนที่ 5 วิทยากรกับ “อะไร” ในห้องพัก

            พูดเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับวิทยากรที่เป็นดราม่ามา 4 วันแล้ว วันนี้ขอเป็นเรื่องเบา ๆ สักวันนะครับ แต่จะเป็นเรื่องเบา ๆ จริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ลองอ่านดูนะครับ

ผมเคยไปบรรยาย Inhouse Training ตามสถานที่ต่าง ๆ แล้วต้องค้างคืนประเภท 2 วันหนึ่งคืนหรือบางคอร์สก็ 3 วัน 2 คืน ตามโรงแรม รีสอร์ทต่าง ๆ รวมทั้งหอพักพนักงานของบริษัทลูกค้าซึ่งผมก็เจอสภาพของที่พักมาแทบทุกประเภทตั้งแต่ที่พักที่ดี สะอาดบรรยากาศดี ไปจนถึงห้องพักมีกลิ่นอับ มีแอร์เหมือนมีฮีทเตอร์ 

บางแห่งอยู่ในทำเลที่เปลี่ยว ห้องพักก็บรรยากาศทึม ๆ เพราะแสงสว่างทั้งนอกและในห้องพักก็น้อยมากเหมือนกับจะช่วยรัฐประหยัดค่าไฟฟ้า บางแห่งก็มีบรรยากาศเหมือนเรากำลังอยู่ในหนังเรื่องบุปผาราตรีประมาณนั้น

ผมเชื่อว่าคนที่มีอาชีพวิทยากรอย่างผมก็คงต้องเจอบรรยากาศของที่พักทั้งดีและไม่ดีแบบนี้กันมาบ้างแหละน่า 

ถ้าใครไม่เคยเจอก็ถือว่าทำบุญมาดี

เคยมีผู้ประสานงานถามผมว่าเคยเจอกุ๊กกู๋มาเยี่ยมเยียนตอนดึก ๆ บ้างไหม ? 

ก็ตอบได้ว่า “ไม่เคยเจอเลยครับ”

อาจเป็นเพราะก่อนนอนผมจะไม่เคยมีความคิดเรื่องผีสางนางไม้อะไรในหัวเลยครับ

เพราะพอบรรยายเสร็จตอนเย็น ผู้จัดเขาก็พาไปกินข้าวเย็นเสร็จแล้วเขาก็พามาส่งที่ห้องพักหลังจากนั้นผมก็ต้องเตรียมงานสำหรับวันรุ่งขึ้น

คือทบทวนกิจกรรมและสิ่งที่ต้องทำในคลาสในวันรุ่งขึ้นว่าต้องทำอะไรบ้างอะไรก่อนอะไรหลังผมจะทำอย่างนี้เสมอก่อนการบรรยายจนถึงทุกวันนี้เสร็จแล้วก็ดูทีวีแล้วก็นอนไม่เกิน 4 ทุ่ม

พอหัวถึงหมอนก็หลับรวดเดียวตื่นประมาณตีสี่ตีห้า 

นิสัยตื่นเช้านี่ผมเป็นมาตั้งแต่ตอนเรียนประถมจนถึงทุกวันนี้ เพราะต้องเดินจากบ้านไปขึ้นรถเมล์โดยระยะทางเดินจากบ้านถึงป้ายรถเมล์ประมาณ 1 กม.เลยต้องนอนเร็วและตื่นเช้าไม่งั้นรถเมล์จะแน่นมากต้องโหนบันไดรถเมล์ไปโรงเรียน

อ้อ..บอกให้ทราบว่าในสมัยก่อนรถเมล์ไม่มีประตูปิดเหมือนทุกวันนี้นะครับและในยุคนั้นก็มีแต่รถเมล์ร้อนไม่มีรถแอร์เหมือนปัจจุบัน 

ใครที่เกิดมาในรุ่นใหม่นี่โชคดีนะครับที่เจอรถเมล์มีประตูเปิดปิดที่ปลอดภัยกว่าในยุคเก่า 

ถ้าตื่นสายก็ต้องโหนบันไดรถเมล์ ใครที่เคยอยู่ในยุคโหนบันไดรถเมล์อย่างผมจะนึกภาพและเข้าใจความวิบากของนักเรียนในยุคนั้นได้ดีว่ามีสภาพเป็นยังไง

ในยุคนั้นจะมีข่าวรถเมล์ซิ่งเบียดเสาไฟฟ้าข้างทางทำให้คนที่ห้อยโหนบันไดตุยกันไปเหมือนวัดดวงอยู่บ่อย ๆ 

เพื่อความปลอดภัยที่จะไม่ต้องเกาะบันไดรถเมล์ไปเรียนก็เลยต้องนอนเร็วและต้องนอนให้หลับจะได้ตื่นเช้าทำให้ติดเป็นนิสัยมาจนถึงปัจจุบัน

จากที่เล่ามานี้จึงทำให้ผมไม่เคยเจอกุ๊กกู๋เลยสักครั้ง และสรุปตามความเข้าใจของผมว่าที่ไม่เคยเจอก็น่าจะเป็นเพราะ

            1. ผมไม่เคยคิดว่าที่ที่เราพักจะมีกุ๊กกู๋ พอไม่คิดเราก็ไม่ได้ไปพะวงกับเรื่องเหล่านี้ ลองสังเกตตัวเองดูสิครับ ถ้าเราคิดว่าที่นี่จะมีผีหรือเปล่าหนอ เราจะเริ่มนอยด์จะเริ่มสร้างภาพน่ากลัว ๆ ไว้ในสมองของเรา 

พอมีเสียงอะไรนิด ๆ หน่อย ๆ เช่นเสียงนกร้อง เสียงหนู ฯลฯ หรือมองอะไรในที่สลัว ๆ ที่เป็นแสงและเงา สมองของเราก็จะเกิดจินตนาการเชื่อมโยงไปเลยว่า ใช่แน่ ๆ มันต้องใช่แน่ ๆ มันมาหาเราแน่แล้ววววว 

ถ้าคิดอย่างนี้ก็คงตาสว่างนอนไม่หลับกันทั้งคืน

อันนี้มองในมุมวิทยาศาสตร์นะครับ

2. แต่ถ้าจะมองในมุมความเชื่อ ก็อาจจะเป็นไปได้ว่าถ้าเราไม่เคยมีเวรกรรมใด ๆ ที่เป็นเรื่องเลวร้ายต่อกัน ก็ไม่น่าจะได้มาเจอกันหรอก เหมือนกับคลื่นวิทยุรับ-ส่งไม่ตรงกันพอเราปิดตัวรับก็ไม่สามารถรับคลื่นที่ส่งมาได้เหมือนเราปิดวิทยุปิดทีวีทำนองนั้นแหละครับ

3. คุณสมบัติในการหลับง่ายนอนเร็วตื่นเช้าของผมตามที่เล่าให้ฟังมาแล้วข้างต้น

ทั้งสามข้อนี้แหละครับคือปัจจัยสำคัญ (เฉพาะตัวผมเอง) ที่ทำให้ผมไม่เคยเจอประสบการณ์แปลก ๆ อะไรอย่างที่บางคนอาจจะเคยเจอมาบ้าง

ผมเคยได้ยินเพื่อนที่เป็นอดีตพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินเล่าให้ฟังว่าเขาจะมีลิสต์เลยว่าโรงแรมที่ไปพักแต่ละประเทศห้ามพักห้องหมายเลขอะไรบ้าง และจะรู้กันในหมู่เพื่อน ๆ ว่าถ้าไปถึงโรงแรมนั้น ๆ แล้ว ถ้าทางโรงแรมจะให้พักในห้องตามลิสต์ เขาจะขอเปลี่ยนห้องทันทีเพราะไม่อยากมีคนมาคอยเทคแคร์ตอนดึก ๆ 

แต่ไม่ทราบว่าในหมู่ของวิทยากรเคยมีลิสต์ทำนองนี้บ้างหรือไม่

แต่ถ้าใครมีลิสต์หรือเคยเจอนางรำตอนดึก ๆ หรือเคยเจออะไรทำนองนี้ก็แชร์เรื่องราวมาเล่าสู่กันฟังได้ครับ

วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2569

วิทยากรกับกิจกรรมในห้องอบรม ตอนที่ 4 เสียหายมากแค่ไหนถ้าไม่รักษาเวลา

             ผมเอาเรื่องราวจากประสบการณ์ในห้องอบรมตั้งแต่สมัยที่ยังเป็นผู้เข้ารับการอบรมมาจนถึงวันที่ต้องยืนเป็นวิทยากรอยู่ในห้องอบรมมาเล่าให้ฟังถึงตอนนี้ก็เป็นตอนที่ 4 แล้วนะครับ

            ก็ตามชื่อตอนข้างต้นเลยครับคือบริษัทจะมีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ถ้าไม่รักษาเวลา

          การจัดอบรม 1 วัน (9.00-16.00 น.) จะใช้เวลาจริงประมาณ 5 ชั่วโมงครึ่ง หรือ 330 นาที หักเวลาเบรคเช้า 15 นาที บ่าย 15 นาที และกินข้าวเที่ยง 60 นาทีออกเรียบร้อยแล้ว

          แต่..เวลา 330 นาทีนี้ไม่ใช่เวลาของการเรียนรู้ได้เต็มตามนี้นะครับ

            ลองมาดูกันไหมครับว่าเรื่องจริงในบริษัทที่ผมเจอมาเราจะเหลือเวลาในการอบรมวันละกี่นาที

1.      กว่าจะตามผู้เข้าอบรมเข้าห้องอบรมได้ครบคนประมาณ 10 นาที (บางบริษัท 9.30 น.ก็ยังไม่พร้อมก็มี)

2.      กล่าวเชิญประธานเปิดการอบรม ประธานพูดเปิดอบรมประมาณ 10 นาที (ควรใช้เวลาไม่เกิน 5 นาที แต่บางคนพูดติดลมแล้วย้วยเกิน 15 นาทีก็เจอมาแล้ว) นี่ยังไม่รวมเวลารอประธานที่อาจจะต้องใช้เวลาเดินจากห้องทำงานมาที่ห้องอบรมเพื่อกล่าวเปิด

3.      ละลายพฤติกรรมประมาณ 15 นาที (สำหรับหลักสูตรที่ไม่จำเป็นต้องทำ) ยังไม่รวมบางวิทยากรให้แนะนำตัวเองก่อนหรือหลังละลายพฤติกรรมจะใช้เวลารวมไม่ต่ำกว่า 30 นาที

4.      เบรคเช้า 15 นาที แต่เอาเข้าจริงกว่าจะเข้าห้องอบรมแล้วเริ่มได้ก็บวกไปอีก 5 นาทีเป็นอย่างน้อย

5.      เบรคกินข้าวกลางวัน แต่กว่าจะเข้าห้องอบรมในช่วงบ่ายก็เกินเวลาไปอีกประมาณ 10 นาที

6.      เบรคบ่าย 15 นาที ก็อีหรอบเดียวกับเบรคเช้า ก็บวกไปอีก 5 นาทีเท่าเบรคเช้าก็แล้วกันนะครับ

เบ็ดเสร็จแล้วเวลาหายไปประมาณ 10+5+15+5+10+5 = 50 นาที (ผมเอาเวลาขั้นต่ำของข้อ 1-6 รวมกัน)

เวลาหายไปเกือบชั่วโมงเลยนะครับ

จะเหลือเวลาในการอบรมจริงประมาณ 280 นาที หรือประมาณ 4 ชั่วโมง 40 นาที

นี่ยังไม่รวม Pre & Post Test ที่ทำนอกเวลาอบรม (ผมแนะนำให้ทำ Pre ก่อนอบรม 30 นาที และหลังวิทยากรสอนเสร็จ 30 นาที) ถ้าบริษัทไหนให้ทำในระหว่างชั่วโมงการอบรมก็ต้องบวกเวลาส่วนนี้เข้าไปด้วย

แม้ว่าบางหลักสูตรที่จัดไม่มีประธานมากล่าวเปิดไม่มีกิจกรรมละลายพฤติกรรมและแนะนำตัว (หักออก 10+15 = 25 นาที ก็จะเหลือเวลาที่เป็นประโยชน์กับผู้เข้าอบรมจริง ๆ ประมาณ 6 ชั่วโมง หรือ 300 นาที

เวลาที่หายไปนี้มีค่าใช้จ่ายนะครับ ไม่ว่าจะเป็นค่าวิทยากร ค่าเบรค ค่าอาหาร ค่าสถานที่ ค่าเอกสาร Handout ฯลฯ

ผมสมมุติว่าค่าใช้จ่ายในการจัดอบรม (ค่าวิทยากร+อาหาร+สถานที่+ฯลฯ) ในวันนี้คือ 50,000 บาท ก็เท่ากับเรามีค่าใช้จ่ายนาทีละ = 50,000 หาร 330 = 151.51 บาท

          ถ้าเราไม่รักษาเวลาแล้วปล่อยให้เป็นไปตามข้อ 1-6 ข้างต้นเราก็จะมี Waste time 50 นาที จะทำให้บริษัทของเราสูญเงินเปล่าไป = 7,575.75 บาทต่อวัน

            ถ้าเราสามารถรักษาเวลาและเอาคืนกลับมาเราก็จะลดค่าใช้จ่ายที่สูญเปล่านี้ลงได้

พูดกันด้วยตัวเลขแบบชัด ๆ อย่างนี้แล้ว HR หรือท่านที่เป็นผู้จัดอบรมเริ่มเห็นความสำคัญของเวลาที่หายไปและคิดอยากจะทำอะไรบางอย่างบ้างแล้วหรือยังครับ ?

วันพุธที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2569

วิทยากรกับกิจกรรมในห้องอบรม ตอนที่ 3 Pre & Post Test แค่พิธีกรรมหรือจำเป็น

           การแจกแบบทดสอบ Pre & Post Test นี่ก็จัดเป็นมหากาพย์ที่ต้องร่ายยาวเพื่อให้ได้ข้อคิดบางอย่างกันอีกเหมือนกัน 

เพราะผมมักจะถูกบางองค์กรที่เชิญไปสอน บอกมาว่าให้ช่วยทำแบบทดสอบ Pre Test และPost Test มาให้ด้วยนะ

“บริษัทต้องการอะไรจากการให้พนักงานทำ Pre & Post Test ครับ” 

ผมมักจะถามคำถามนี้กับผู้จัดอบรมอยู่บ่อย ๆ 

คำตอบที่ได้จะคล้าย ๆ กันคือ T/O (Training Officer) หรือผู้ประสานงานจะหัวเราะแหะ ๆ แล้วก็บอกว่า “บริษัทอยากจะวัดความรู้ว่าก่อนและหลังเข้าอบรมพนักงานจะมีความรู้เพิ่มขึ้นมากน้อยเท่าไหร่....” 

ยังไม่พอ..แถมยังกำชับต่อมาอีกว่า “อาจารย์ออกข้อสอบเป็นแบบปรนัยสัก 10 ข้อก็พอ” 

เนื้อหาทั้งวัน (หรือบางทีเป็นหลักสูตร 2 วัน) เนี่ยะนะจะวัดความรู้ทั้งหมดด้วยข้อสอบแบบปรนัย 10 ข้อ !!

โอ้..พระเจ้าจอร์จมันยอดมาก ! (ขอพูดแบบโฆษณาขายตรงทางทีวีหน่อยเหอะ) ถ้าผมสามารถใช้ข้อสอบปรนัยแบบ ก ข ค ง เพียง 10 ข้อนี้ แล้วใช้วัดความรู้ความเข้าในเนื้อหาทั้งหมดจากผู้เข้าอบรมทั้งก่อนและหลังการฝึกอบรมได้จริง คงจะเป็นข้อสอบที่กูรูทางด้านการศึกษาต้องมาขอดูงานแหง ๆ 

ในความเห็นของผมนั้น ผมเห็นว่าข้อสอบปรนัยมันไม่สามารถจะวัดความรู้ความเข้าใจจากผู้เข้าอบรมได้มากมายนัก 

ผู้ตอบจะลอกกันก็ง่าย หรือจะเดาสุ่มก็ง่าย เพราะตามหลัก Probability หากมี 4 ตัวเลือกผู้ตอบก็มีโอกาสเดาถูก 25 เปอร์เซ็นต์ 

ถ้าอยากจะรู้ว่าผู้เข้าอบรมรู้จริงหรือเปล่าแล้วล่ะก็ สำหรับผม ๆ ชอบออกข้อสอบเป็นแบบอัตนัย หรือให้ผู้เข้าอบรมเขียนบรรยายอธิบายในเรื่องที่เรียนรู้มาเลยจะวัดผลได้ชัดเจนกว่า 

แต่จะมีข้อด้อยตรงที่ T/O ไม่ค่อยอยากจะตรวจน่ะสิครับ แม้ว่าผมจะทำเฉลยแนวทางคำตอบเอาไว้ให้แล้วก็ตาม ก็มักจะเกี่ยงว่ากลัวว่าตรวจแล้วไม่ดีเหมือนอย่างอาจารย์ตรวจเอง

บางทีหนักกว่านั้น คือเมื่อผล Pre และ Post Test ออกมากลายเป็นผู้เข้าอบรมบางคนทำข้อสอบ Pre Test ได้คะแนนสูงกว่า Post Test ซะงั้น

อีกวิธีที่ผมว่าพบกันครึ่งทางระหว่างปรนัยกับอัตนัยคือออกข้อสอบเป็นเติมคำในช่องว่างแล้วก็มีเฉลยให้ไว้ด้วย ซึ่งวิธีนี้ T/O จะตรวจได้มั่นใจกว่าการตรวจข้อสอบอัตนัย

เพราะถ้าผู้เข้าอบรมรู้ก็ต้องเติมคำในช่องว่างได้ถูกต้อง ถ้าไม่รู้ก็เติมไม่ได้

คราวนี้มาว่ากันต่อในเรื่องของปัญหาการแจกแบบทดสอบ Pre & Post

            หลายครั้งที่ผมพบว่า T/O แจก Handout พร้อมทั้ง Pre Test ให้กับผู้เข้าอบรมหลังจากที่ผู้เข้าอบรมเซ็นชื่อในใบเซ็นชื่อเสร็จแล้วผู้เข้าอบรมก็นำ Pre Test มาทำโดยเปิดดูHandout ไปทำข้อสอบไป

คำถามของผมก็คือ....

ถ้าบริษัททำอย่างนี้แล้ว เราจะให้ผู้เข้าอบรมทำ Pre & Post Test ไปเพื่อ....?

แล้วจะวัดคุณภาพการเรียนรู้เนื้อหาของผู้เข้าอบรมตามวัตถุประสงค์ได้จริงหรือ ?

ก็เล่นปล่อยให้ดู Handout ไป ทำ Pre Test ไป จะกา ก ข ค ง หรือจะเติมคำ หรือจะอัตนัยก็ตาม ถ้าทำไม่ได้เต็มก็แย่แล้วล่ะ 

เพราะคำตอบมันก็อยู่ใน Handout อยู่แล้วนี่ครับ

ยัง....ยังไม่พอตอน Post Test ก็เหมือนกัน T/O บางคนก็ยังปล่อยให้ผู้เข้าอบรมนั่งเปิดเอกสารไปตอบข้อสอบไป 

หรือบางทีก็ปล่อยให้ผู้เข้าอบรมลอกกันไป ถามกันไปสนุกสนานได้บรรยากาศเก่า ๆ สมัยเรียนหนังสือตอนลอกข้อสอบเพื่อนกลับมาอีก

บางบริษัทแจก Pre Test พร้อมกับวิทยากรเริ่มสอน แล้วให้เอามาส่งตอนเบรคเช้า 10.30 น.

แล้วอย่างงี้จะวัดความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาของผู้เข้าอบรมกันยังไงล่ะครับ ?

ถ้าต้องการวัดผลกันจริง ๆ สิ่งที่บริษัทจะต้องทำคือควบคุมปัจจัยแวดล้อมในการสอบให้เข้ม เช่น

1.      แจ้งผู้เข้าอบรมว่าจะมีการทำ Pre Test เวลา 8.30 น.ให้เวลาทำ 30 นาที และจะเริ่มอบรมเวลา 9.00 น.ผู้เข้าอบรมต้องมาตรงเวลา

2.      เมื่อถึงเวลา 8.30 น.T/O แจก Pre Test ให้ผู้เข้าอบรมทำ (ยังไม่ต้องแจก Handout) ใครมาสายเกิน 8.40 น.ถือว่าขาดสอบไม่มีคะแนนให้

3.      เก็บ Pre Test เวลา 9.00 น.แล้ววิทยากรก็เริ่มสอนไป

4.      เมื่อจบการอบรมเวลา 16.00 น.ให้เก็บ Handout ทั้งหมดลงใต้โต๊ะ แล้วแจก Post Test ให้ผู้เข้าอบรมทำ แล้วจบเวลา 16.30 น.

5.      ถ้าพบว่ามีการลอกข้อสอบหรือใครเปิด Handout แอบดูเฉลย ถือว่าทุจริตการสอบปรับเป็นศูนย์ (ไม่มีคะแนน)

ถ้าทำได้อย่างนี้ถึงจะบรรลุวัตถุประสงค์ในการวัดความรู้ในเนื้อหาครับ

แต่ถามจริง ๆ เถอะมีบริษัททำได้อย่างที่ผมบอกมานี้ได้บ้างล่ะ

ดังนั้นถ้าจะทำเพราะต้องการให้เป็นเพียงแค่ “พิธีกรรม” แล้ว ผมแนะนำว่าไม่ต้องมี Pre & Post หรอกครับ  เพราะเสียเวลาทั้งคนออกข้อสอบ, คนตรวจ, พนักงานที่เข้าอบรม ไปโดยไม่เกิดประโยชน์มรรคผลอะไรเลย 

แถมยังจะทำให้บริษัทสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายค่ากระดาษ, หมึกพิมพ์ ในแต่ละรุ่นแต่ละหลักสูตรลองคิดดูนะครับว่าในปีหนึ่ง ๆ จัดอบรมไปกี่หลักสูตรและให้ทำ Pre & Post ที่สูญเปล่าแบบนี้ไปมากขนาดไหน สู้ประหยัดค่าใช้จ่ายเหล่านี้ไว้ใช้ในงานอื่นของบริษัทจะดีกว่าไหมครับ

ข้อคิดอีกเรื่องหนึ่งก็คือ หลายครั้งที่ผู้เข้าอบรมทำข้อสอบได้คะแนนเต็มหรือเกือบเต็ม ในหลักสูตรที่อบรม แต่ก็ไม่ได้แปลว่าผู้เข้าอบรมคนนั้น ๆ จะมีทักษะในเนื้อหาวิชานั้น ๆ เสมอไป

ยกตัวอย่างเช่น

หลักสูตร “การพัฒนาทักษะหัวหน้างาน” ในเนื้อหาก็สอนในเรื่องของการเป็นหัวหน้างานที่ดีและเก่งควรเป็นยังไง และเมื่อมีแบบทดสอบ Pre Test และ Post Test ผู้เข้าอบรมก็ตอบได้ถูกต้องว่าการเป็นหัวหน้างานที่ดีจะต้องมีความเป็นผู้นำ, ต้องมีทักษะการสื่อสารที่ดี, มีบุคลิกภาพดี, มีการสร้างแรงจูงใจให้กับลูกน้อง, มีการแก้ปัญหาและตัดสินใจที่ดี ฯลฯ 

เรียกว่าผลสอบออกมาผู้เข้าอบรมรายนี้สอบได้คะแนนเต็ม

แต่พบได้บ่อยว่าพอผู้เข้าอบรมรายนี้กลับไปทำงานแล้ว ก็ยังคงเป็นหัวหน้างานที่ขาดภาวะผู้นำ, การสื่อสารก็ยังพูดไม่เข้าหูคน, ไม่เคยสร้างแรงจูงใจให้กับทีมงาน, เป็นคนหนีปัญหาและไม่กล้าตัดสินใจ ฯลฯ

อย่างนี้จะเรียกว่า “หมูสนามจริง..สิงห์สนามสอบ” ดีไหมครับ 

ที่ผมพูดมานี่ก็เพื่อเป็นข้อคิดเตือนใจสำหรับองค์กรที่มุ่งเน้นแต่การสอบมากจนเกินไป 

ผมไม่ได้บอกว่าการทดสอบไม่ดีนะครับ มีการทดสอบน่ะดี แต่อย่าทิ้งน้ำหนักไปที่การทดสอบทั้งหมดชนิดที่ว่าพอผู้เข้าอบรมทดสอบได้คะแนนสูงในเรื่องไหน แปลว่าจะเก่งเรื่องนั้นแน่ ๆ น่ะ 

มันไม่เป็นอย่างนั้นเสมอไปหรอกครับ

เพราะตอนสอบน่ะ เขารู้ว่า How to ตอบยังไงให้มันได้คะแนนดี

แต่ตอนปฏิบัติจริงในที่ทำงานมันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

สิ่งที่สำคัญก็คือ “หัวหน้า” ของผู้เข้าอบรมนั่นแหละครับที่จะต้องคอยสอดส่องติดตามผลจากการฝึกอบรม คอย Feedback และสอนงานลูกน้องด้วย

เมื่อลูกน้องผ่านการฝึกอบรมไปแล้วจะมีพัฒนาการหรือมีพฤติกรรมการทำงาน, วิธีคิด หรือนำสิ่งที่ได้รับจากการฝึกอบรมมาปรับปรุงพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นกว่าเดิมอย่างเป็นรูปธรรมจึงมีความสำคัญมากกว่าการมาดูแค่ผลการสอบ Pre & Post Test ครับ