วันจันทร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2569

หัวหน้าจะสร้างทัศนคติเชิงบวกให้ตัวเองยังไงดี

             การสร้างวิธีคิดเชิงบวกให้กับตัวเองมีอยู่มากมายหลากหลายวิธี

แต่ที่สำคัญก็คือคน ๆ นั้น “รู้สึก” ได้หรือยังว่าตอนนี้เรามีทัศนคติด้านบวกหรือด้านลบมากกว่ากัน ?

            ถ้ายอมรับกับตัวเอง (โดยไม่หลอกตัวเอง) ได้แล้วว่าช่วงนี้เราจิตตกเป็นคนคิดลบมากกว่าบวกแล้วก็อยากจะปรับเปลี่ยนตัวเราเองแล้วล่ะก็ คน ๆ นั้นมีโอกาสที่จะพัฒนาทัศนคติเชิงบวกได้แล้วล่ะครับ

วิธีการสร้างทัศนคติเชิงบวกก็เช่น

1.      ตื่นนอนมาทุกเช้าแล้วบอกกับตัวเองว่า “วันนี้เป็นวันดีของเราอีกวันหนึ่ง” หรือ “วันนี้ดีเสมอ”

ต่อให้มีปัญหาอย่างไรก็ยังเป็นวันดีของเรา เพราะอยู่ที่ไหน ทำงานที่ใดก็ล้วนแต่มีปัญหาทั้งนั้นแหละ แต่เป็นเพราะมีปัญหาในที่ทำงานนี่แหละบริษัทเขาถึงต้องจ้างเรามาแก้ปัญหาเหล่านี้ ถ้าไม่มีปัญหาบริษัทเขาจะจ้างเรามาทำไมกันล่ะ เมื่อมีปัญหาแล้วเราแก้ปัญหานั้นได้ ก็ทำให้เราเติบโตและพัฒนาขึ้นเก่งขึ้น

            หลายคนตื่นนอนในตอนเช้าพร้อมกับบอกตัวเองว่า “วันนี้ไม่อยากมาทำงานเลย” รู้สึกเบื่อ, เหนื่อยล้ากับปัญหาในงานที่ไม่รู้จักจบสิ้น, เบื่อกับหัวหน้างานที่คอยมาดุด่าจ้องคอยตำหนิอยู่เสมอ ๆ ฯลฯ

            ถ้าเรายังรู้สึกอย่างนี้อยู่ภายใน เมื่อไปถึงที่ทำงานลูกน้องของท่านจะไม่สังเกตเห็นบ้างเลยหรือ ?

            แล้วอย่างนี้จะสร้างแรงจูงใจให้ลูกน้องอยากทำงานได้ยังไงล่ะครับ

พอลับหลังท่านลูกน้องก็คงเอาไปเม้าท์ซุบซิบกันต่อว่า “นี่แก..ฉันเห็นพี่เขาทำหน้าเบื่องานมาเดือนหนึ่งแล้ว ไม่รู้ว่าแกจะทนไหวหรือเปล่า สงสัยพวกเราได้เลี้ยงส่งแกและรอต้อนรับหัวหน้าคนใหม่แหง ๆ”  

            ในทางกลับกันถ้าหัวหน้ายังยิ้มสู้และคิดอยู่เสมอว่า “ปัญหาหนักแค่ไหนมันก็ไม่หนักไปกว่าที่เราเคยเจอมาแล้วหรอก”

พฤติกรรมที่หัวหน้าแสดงออกมากับคนรอบข้างก็จะทำให้ความรู้สึกของลูกน้องและบรรยากาศเป็นบวกตามไปด้วย

2.      ออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ

บางคนพออ่านมาถึงตรงนี้อาจจะงง ๆ ว่าแล้วมันเกี่ยวอะไรกับเรื่องทัศนคติกันล่ะ

ก็ขอตอบว่ามันเกี่ยวกันนะครับ ถ้าร่างกายไม่แข็งแรงมีโรคประจำตัวเจ็บออด ๆ แอด ๆ อยู่เสมอ หรือทำงานไปสามวันดีสี่วันป่วยเป็นประจำ ก็จะทำให้กำลังใจถดถอยไปได้

ถ้าหัวหน้างานอยากมีสุขภาพเป็นปกติก็ต้องหมั่นออกกำลังกายกันเพื่อสร้างภูมิต้านทานให้ร่างกายแข็งแรงป้องกันโรคภัยต่าง ๆ กันไว้บ้าง แถมการออกกำลังกายเป็นประจำจะทำให้หลับง่ายร่างกายได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ จะมีภูมิต้านทานความเครียดและอดทนต่อแรงกดดันต่าง ๆ ในการทำงานหรือในการใช้ชีวิตได้ดีกว่าคนที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกายครับ

3.   คิดอยู่เสมอว่าเรามีความสามารถมากกว่าที่คิดไว้

มักจะพบว่าคนที่ประสบความสำเร็จจะต้องสามารถค้นหาได้ว่าตัวเองมีความสามารถอะไรบ้างที่เป็นประโยชน์กับตัวเขาและกับหน้าที่การงานที่เขารับผิดชอบอยู่

ถ้าค้นหาความสามารถในตัวเองได้เร็วก็จะประสบความสำเร็จได้เร็ว

หัวหน้างานจึงต้องหันกลับมาสำรวจดูตัวเองว่าตัวเองมีความสามารถอะไรบ้าง แต่ไม่ใช่ว่าพอมาสำรวจตัวเองแล้วดันคิดลบไม่เห็นมีความสามารถอะไรในตัวเองสักอย่าง อุตส่าห์เรียนจบมาได้ทำงานที่นี่ก็บุญโขแล้ว ฯลฯ อย่างนี้ก็จบกันล่ะครับ

            ผมมั่นใจว่าทุกคนมีความสามารถที่อยู่ในตัวเองแตกต่างกันไป และจำเป็นจะต้องค้นหาและพัฒนาขีดความสามารถในตัวเองให้เร็วและต้องเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จะทำให้คน ๆ นั้นประสบความสำเร็จในเป้าหมายที่วางไว้

ถ้าหัวหน้างานคิดได้อย่างนี้และพัฒนาตนเองอยู่สม่ำเสมอแล้ว ก็จะเป็นแบบอย่างและเป็นแรงบันดาลใจให้ลูกน้องให้ปฏิบัติตามและยังเป็นการสร้างแรงจูงใจให้กับลูกน้องอีกด้วย

4.      มีอารมณ์ขัน

ทุกวันนี้เรามีอารมณ์ขันในที่ทำงานกันบ้างหรือเปล่าครับ ?

อย่ามองข้ามเรื่องนี้ไปนะครับ การเป็นหัวหน้างานไม่ได้แปลว่าจะต้องมาคอยเก๊กสีหน้าใส่ลูกน้องตลอด 8 ชั่วโมง (หรือมากกว่านี้) ต่อวัน เพราะการทำงานในแต่ละวันก็ต้องแก้ปัญหาก็ต้องเครียดกันในการทำงานกันอยู่เป็นปกติอยู่แล้ว

            หากหัวหน้างานมีมุกมีอารมณ์ขันกับลูกน้องเสียบ้างก็จะทำให้บรรยากาศในการทำงานดีขึ้น และยังแสดงถึงการบริหารอารมณ์ (Emotional Quotient-EQ) อยู่ในระดับปกติอีกด้วย ดีกว่าการสร้างบรรยากาศเคร่งเครียดกันตลอดทั้งวัน เพราะคนเราอยู่กับที่ทำงานนานกว่าอยู่บ้านเสียอีก

คนที่มีอารมณ์ขันจึงมักจะเป็นคนที่คิดบวกและอารมณ์แจ่มใส จะทำให้คนรอบข้างสบายใจ คนเป็นหัวหน้าจึงต้องฝึก (สำหรับคนที่ขาดอารมณ์ขัน) มุกต่าง ๆ เอาไว้ผ่อนคลายบรรยากาศที่เคร่งเครียดกับลูกน้องบ้างนะครับ

            จะว่าไปแล้วการใช้อารมณ์ขันนั้นมีไปถึงระดับชาติทีเดียวนะครับ

มีอยู่ครั้งหนึ่งที่อดีตประธานาธิบดีจอร์ช บุช (ผู้ลูก) ถูกคนเอารองเท้าขว้างหน้าไปถึงสองครั้งติดกันคือปาไปแล้วครั้งที่หนึ่งแต่ไม่โดนเพราะท่านหลบได้ไวมาก จึงหยิบรองเท้าอีกข้างหนึ่งปาไปเป็นครั้งที่สอง แต่ท่านก็หลบได้อีก

          นักข่าวก็ไปสัมภาษณ์ท่านหลังจากเหตุการณ์นี้ด้วยคำถามยอดนิยมว่า “ท่านรู้สึกยังไง ?”

          ท่านก็ตอบว่า “ตอนนั้นผมไม่รู้หรอกว่ารู้สึกยังไง แต่ผมรู้อย่างเดียวว่าไอ้รองเท้าทั้งสองข้างที่ปามาน่ะมันเบอร์ 10 ทั้งคู่เลย” ก็ฮากันไป

            นี่เป็นเรื่องของการมีอารมณ์ขันและทำให้คนรอบข้างพลอยรู้สึกคลายเครียดไปด้วย ดีกว่าจะให้ท่านตอบว่า “ผมรู้สึกเป็นผู้ไม่หวังดีต้องการจะทำร้ายผม.....ฯลฯ” เหมือนผู้นำบางประเทศชอบตอบเป็นการเป็นงาน (แหม..ก็แน่ล่ะครับถ้าเป็นผู้หวังดีเขาก็คงจะไม่มาเอารองเท้ามาปาหน้าท่านหรอกครับ..ตอบไปก็เหมือนไม่ได้ตอบแถมสร้างบรรยากาศเครียด ๆ ให้เกิดขึ้นโดยไม่จำเป็นอีกต่างหาก)

            แต่การใช้อารมณ์ขันก็ต้องดูให้เหมาะสมนะครับ ไม่ใช่ยิงมุกกันทั้งวันจนเสียการเสียงาน

5.      จัดเวลาให้เหมาะสม

ในหนึ่งวันมีเวลา 24 ชั่วโมง หัวหน้าควรจะต้องจัดสรรบริหารเวลาให้เหมาะสมคือ 8 ชั่วโมงทำงาน 8 ชั่วโมงพักผ่อน และ 8 ชั่วโมงนอนหลับ อย่าให้ล้ำก้ำเกินกันมากเกินไปเพื่อที่จะได้ทำให้ตัวเราได้มีเวลาพักผ่อนจากความเคร่งเครียดบ้าง ออกกำลังกายบ้าง ให้เวลากับครอบครัวบ้าง จะทำให้จิตใจแจ่มใสทัศนคติก็จะดีตามไปด้วย

6.      เอาใจเขามาใส่ใจเราบ้าง

ข้อนี้ผมก็ใช้บ่อยตอนทำงานประจำนะครับคือใช้หลัก “ใจเขา-ใจเรา”

หลักนี้ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องตามใจลูกน้องตลอดนะครับ แต่หมายถึงให้เราคิดกลับข้างดูว่าถ้าเราทำอย่างนี้หรือพูดอย่างนี้กับลูกน้อง แล้วถ้าเราเป็นลูกน้องเราจะคิดยังไง จะได้มีความยับยั้งชั่งใจในการพูดการจาให้ดีกับลูกน้อง หรือมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมกับลูกน้อง

     ในข้อนี้ผมคงไม่ต้องอธิบายให้มากความเพราะท่านจะเข้าใจได้ง่ายอยู่แล้ว

      ทัศนคติที่ดีไม่ได้เกิดจากการเข้าอบรมแล้วสอบผ่านได้วุฒิบัตร แต่เกิดจากการลงมือปฏิบัติจริงเพื่อปรับเปลี่ยนตัวเอง

          มีคำพูดหนึ่งบอกไว้ว่า “ทัศนคติลบก็เหมือนกับรถยางแบน คุณจะไปไหนไม่ได้จนกว่าจะเปลี่ยนยาง”

คำถามคือตอนนี้คนที่เป็นหัวหน้าเช็คลมยางแล้วหรือยังครับ ?

วันพุธที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

ปัญหาของการทำแผนแก้ปัญหา

            เมื่อเกิดปัญหาก็ต้องมีการคิดวางแผนเพื่อแก้ปัญหา

แต่ทำไมถึงยังเกิดปัญหาหลังจากวางแผนแก้ปัญหาล่ะ

ทบทวนดูว่าแผนแก้ปัญหาของเรายังมีเรื่องทำนองนี้อยู่หรือไม่

1. มีแต่แผนหลักแบบคร่าว ๆ แต่ไม่มีวิธีการปฏิบัติ (Action Plan) ที่ชัดเจน

2. ไม่กำหนดกรอบเวลาว่าจะแก้ปัญหาเสร็จสิ้นเมื่อไหร่

3. ไม่กำหนดตัวผู้รับผิดชอบในแต่ละกิจกรรมที่ชัดเจน

4. ไม่กำหนดเป้าหมายในการแก้ปัญหาที่เป็นรูปธรรมขาดการวัดผลสำเร็จตามแผนที่ชัดเจน

5. ขาดการสื่อสารให้ผู้เกี่ยวข้องกับแผนให้เข้าใจตรงกัน

6. ขาดการติดตามผลการแก้ปัญหา และขาดการ Feedback ตลอดจนสื่อสารให้ผู้เกี่ยวข้องกับแผนได้รับทราบความคืบหน้าเป็นระยะ

7. คนที่เป็นหัวหน้าเอาแต่รอรับรายงานโดยไม่เคยลงไปดูพื้นที่จริง

8. คนที่เป็นหัวหน้าขาดความรู้ความเข้าใจในรายละเอียดของตัวปัญหา ไม่สนใจจะศึกษาในปัญหานั้น แล้วตัดสินใจสั่งแก้ปัญหาไปโดยขาดข้อมูลที่รอบด้านและครบถ้วน แถมไม่ยอมรับฟังข้อเสนอของลูกน้องที่อยู่หน้างานและรู้ตัวปัญหามากกว่าหัวหน้า

9. ขาดการสนับสนุนจากหัวหน้าหรือหัวหน้าขาดความตั้งใจจริงเพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาตามแผนได้จริงโดยมี Hidden Agenda จากระดับหัวหน้าที่ไม่บอกลูกน้อง แต่ต้องการเพียงแค่สร้างภาพให้คนรอบข้างเห็นว่าฉันแก้ปัญหาแล้วนะ

ถ้ายังมีปัญหาซ้อนปัญหาอยู่อย่างนี้ แผนการแก้ปัญหา (ไม่ว่าจะเป็นปัญหาอะไรก็ตาม) ที่ทำขึ้นมาก็จะเป็นแค่เพียง “พิธีกรรม” แล้วกลายเป็นแก้ปัญหาเก่าแล้วสร้างปัญหาใหม่ที่หนักกว่าเดิมเสียอีกครับ

ปล.เขียนจากประสบการณ์ที่เคยเจอมานะครับ

วันอังคารที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

รากแก้ว

             ต้นไม้จะมั่นคงแข็งแรงทนทานกับพายุที่พัดกระหน่ำได้ก็ต้องมีรากแก้วที่แข็งแรงหยั่งรากลึกฉันใด

            คนที่จะยืนระยะในการประกอบอาชีพให้ประสบความสำเร็จท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงและมีความเปลี่ยนแปลงสูงก็ต้องมีความรู้และทักษะที่ตรงกับงานที่ทำมาฉันนั้น

            ความรู้และทักษะในงานบางเรื่องอาจใช้เวลาไม่นานนักในการเรียนรู้

            แต่บางเรื่องต้องใช้เวลาในการสะสมประสบการณ์โดยไม่มีทางลัด

            ผมเคยสัมภาษณ์ผู้สมัครหลายคนที่ดูเหมือนกับมีความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ในงานมีความมั่นใจในตัวเอง กล้าได้กล้าเสียกล้าเสี่ยง รวมถึงกล้าที่จะเรียกเงินเดือนสูงพร้อมตำแหน่งทั้ง ๆ ที่อายุตัว อายุงานและประสบการณ์ยังไม่มากนัก

            สมัยก่อนจะเรียกคนลักษณะนี้ว่า Golden boy แต่วันนี้เรียกว่า Talent

            เมื่อรับเข้ามาทำงานก็พบว่าไม่สามารถทำงานได้ตามที่ผู้บริหารคาดหวังไว้

            จนกระทั่งผู้บริหารพูดเปรยกับผมว่าคนนี้ทำไมตอนอยู่ที่บริษัทเก่าเห็นใคร ๆ ก็บอกว่าทำงานเก่งมีผลงาน แต่มาทำงานกับเราแล้วไม่เห็นเก่งสมคำร่ำลือเลย

            นี่แหละครับตัวอย่างของบางคนที่ไม่มีรากแก้ว

            ผมชอบเปรียบเทียบคนกับต้นไม้อยู่เสมอ

            บ้านบางหลังอยากปลูกต้นไม้ใหญ่แต่ไม่อยากเสียเวลาเพาะเมล็ด ไม่อยากเสียเวลาประคบประหงม อยากจะปลูกแล้วก็ให้ต้นไม้โตทันใจจะได้เอาไว้อวดเพื่อนฝูงหรืออวดคนในหมู่บ้าน

            ก็เลยใช้วิธีไปซื้อต้นไม้ใหญ่ที่เขาล้อมไว้มาปลูก สังเกตต้นไม้ประเภทนี้ได้คือจะต้องมีไม้ค้ำยันเอาไว้กันล้มเวลาลมแรงเพราะต้นไม้ประเภทนี้จะไม่มีรากแก้ว หรือถ้ามีรากแก้วก็ไม่แข็งแรงเพียงพอที่จะยึดต้นเอาไว้กับดินได้

            แม้จะปลูกมาจนได้เวลาที่จะเอาไม้ค้ำยันออกแล้วก็ตาม ต้นไม้นี้ก็ยังเสี่ยงที่จะล้มเมื่อลมแรงได้ง่ายกว่าต้นไม้ที่ปลูกมาตั้งแต่เล็กที่จะมีรากแก้วที่แข็งแรงกว่า

            และก็เคยเห็นต้นไม้ล้อมปลูกถูกพายุพัดจนล้มใส่รั้วบ้านหลังคาบ้านพังมาแล้ว

            การพัฒนาคนพัฒนาตนเองจึงต้องใช้เวลาและไม่มีทางลัดเพื่อให้รากแก้วแข็งแรงพอที่จะพยุงต้นเอาไว้รับกับพายุลมแรงที่เข้ามาปะทะได้

            ถ้าใจร้อนอยากประสบความสำเร็จเร็วก็อาจจะดูเหมือนดีในระยะแรก แต่เมื่อเวลาทอดยาวนานออกไปแล้วเจอพายุลมแรงโดยไม่มีรากแก้วที่แข็งแรงช่วยยึดเอาไว้ ก็ต้องระวังจะเป็นไปตามคำพังเพยเรือล่มเมื่อจอดตาบอดเมื่อแก่ครับ

วันพุธที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

จะฟ้องบริษัทเพราะไม่ปรับขึ้นเงินเดือนได้ไหม

             คำถามมีว่า HR แจ้งสาเหตุที่ไม่ปรับขึ้นเงินเดือนในขณะที่เพื่อน  คนอื่นได้รับการปรับเงินเดือน

เรื่องก็เลยเป็นไปตามสัจธรรมที่ว่า เงินเดือนเราได้เท่าไหร่ ไม่สำคัญเท่ากับเพื่อนได้เท่าไหร่” เงินเดือนของเรามากเท่าไหร่ก็ไม่พอใจตราบใดที่เพื่อนได้มากกว่า

แล้วก็เลยน้อยอกน้อยใจว่าบริษัทไม่เคยดูเลยว่าเจ้าตัวทำงานปริมาณและรับผิดชอบมากแค่ไหน อย่างงี้มันเลือกปฏิบัติชัด  ทำงานเหนื่อยแทบตายสุดท้ายก็ไม่ได้ปรับเงินเดือนจะไปฟ้องศาลแรงงานได้ไหม

ก็เลยขอเล่าความจริงที่อาจไม่ถูกใจคนฟังเพิ่มเติมอย่างนี้ครับ

1.            กฎหมายแรงงานไม่มีมาตราไหนกำหนดให้นายจ้างจะต้องปรับขึ้นเงินเดือนให้ลูกจ้างหรือกำหนดให้นายจ้างจ่ายโบนัสให้กับลูกจ้าง 

2.            ดังนั้นการปรับขึ้นเงินเดือนและการจ่ายโบนัสจึงเป็น “สิทธิของนายจ้าง” ที่จะปรับขึ้นให้ก็ได้หรือไม่ให้ก็ได้ 

ตราบใดที่นายจ้างไม่ได้มีข้อตกลงที่เป็นสภาพการจ้างโดยสัญญาว่าจะปรับเงินเดือนให้ทุกปี หรือจะจ่ายโบนัสให้ทุกปี ก็ยังเป็นสิทธิของนายจ้างที่จะเขียนระเบียบหรือกำหนดเงื่อนไขการปรับขึ้นเงินเดือนและการจ่ายโบนัสได้ตามที่บริษัทเห็นสมควร

3.            เมื่อเป็นอย่างนี้แล้วบริษัทจะพิจารณาขึ้นเงินเดือนให้ใครมากหรือน้อยหรือไม่ให้เลยก็ย่อมได้ รวมไปถึงการจ่ายโบนัสว่าบริษัทจะจ่ายมากน้อยแค่ไหนหรือไม่จ่ายโบนัสเลยก็ได้ครับ

4.            เล่ามาถึงตรงนี้คงจะเข้าใจตรงกันแล้วนะครับว่าถ้าจะไปฟ้องศาลแรงงานว่าบริษัทไม่ปรับขึ้นเงินเดือนก็คงไม่ได้ เพราะบริษัทไม่ได้ทำผิดกฎหมายแรงงานครับ

5.            ผมเคยเขียนสมการหนึ่งเอาไว้คือ เงินเดือน = P (Performance)+C (Competency) หมายถึงพนักงานคนใดที่ได้รับเงินเดือน (หรือค่าตอบแทน) ในปัจจุบันเท่าไหร่ ก็แปลว่าบริษัทเห็นว่าพนักงานคนนั้นมี “คุณค่า” (Value) อยู่เท่านั้น (P+C=คุณค่าในตัวคน ๆ นั้น) 

ถ้าเรามั่นใจว่าตัวเองมีคุณค่า (P+C) มากกว่ากว่านี้ แต่บริษัทปัจจุบันยังไม่เห็นคุณค่าในตัวเราเท่ากับที่เราเห็นคุณค่าในตัวเอง ก็ควรจะต้องหาโอกาสพิสูจน์โดยไปโชว์คุณค่า (P+C) ในตัวเองให้กับบริษัทอื่นได้เห็น

หรือร้องเพลง “เรือเล็กควรออกจากฝั่ง” ของพี่ตูนแล้วล่ะครับ

และถ้าเรามีของมีคุณค่าในตัวเองเพียงพอที่จะฉายแววให้บริษัทใหม่เห็น เราก็จะได้รับเงินเดือน (และค่าตอบแทนอื่นตามความคาดหวังที่เราอยากจะได้

แถมถ้าบริษัทเดิมหาคนมาทำงานแทนเราแล้วทำงานได้ไม่ดีเท่าที่เราเคยทำเอาไว้ เขาก็คงจะได้บทเรียนในเรื่องนี้บ้างแหละ

จึงสรุปเรื่องนี้ได้แบบนี้ครับ

หนึ่ง : การปรับขึ้นเงินเดือนและการจ่ายโบนัสเป็นสิทธิของบริษัท บริษัทจะปรับขึ้นเงินเดือนหรือจ่ายโบนัสให้มากหรือน้อยแค่ไหน หรือจะไม่ปรับขึ้นเงินเดือนและจ่ายโบนัสให้ก็ไม่ผิดกฎหมายแรงงาน (ตราบใดที่บริษัทไม่ได้ทำเรื่องนี้ให้กลายเป็นสภาพการจ้าง)

สอง : การบ่น ด่า ต่อว่า หัวหน้า/ฝ่ายบริหารก็ไม่ได้ทำให้เขามาปรับเงินเดือนหรือจ่ายโบนัสให้เราเพิ่มขึ้นหรอก เอาเวลาเหล่านี้มาคิดวางแผนชีวิต วางแผน Career Path ของตัวเองให้กับตัวเอง และพัฒนาตัวเองให้มีคุณค่ามากขึ้นจะดีกว่า

ชีวิตลิขิตเอง อยากได้อะไรที่ดีขึ้นกว่าเดิมก็ต้องเริ่มต้นคิดวางแผนและลงมือทำ

เป็นกำลังใจให้ครับ

 

วันพุธที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

จบนอกจบในทำไมเงินเดือนต่างกัน

            ได้ยินคำบ่นของคนทำงานเกี่ยวกับนโยบายของบริษัทในการกำหนดเงินเดือนแรกรับเข้าทำงานโดยให้เงินเดือนคนที่จบในประเทศต่ำกว่าคนที่จบจากต่างประเทศโดยฝ่ายบริหารให้เหตุผลว่า….

คนจบจากต่างประเทศภาษาอังกฤษดีกว่าคนจบในประเทศ

ก็เลยเกิดคำถามว่า

1.            จะแน่ใจได้ยังไงว่า “ทุกคน” ที่จบจากต่างประเทศจะใช้ภาษาอังกฤษ (พูด อ่าน เขียน) ได้ดีกว่าคนที่จบในประเทศ ?

2.            ตำแหน่งที่รับคนจบต่างประเทศเข้ามานั้นเป็นตำแหน่งจำเป็นจะต้องใช้ภาษาอังกฤษในการพูด อ่าน เขียน ติดต่อกับต่างชาติเป็นประจำทุกวันหรือไม่ ?

หลายครั้งก็จะพบว่าบริษัทจ้างคนที่จบจากต่างประเทศเข้ามาก็ให้ทำงานในตำแหน่งงานและลักษณะงานเดียวกับคนที่จบในประเทศ

ยกตัวอย่างเช่น บริษัทจ้างเจ้าหน้าที่การตลาดเข้ามาพร้อม ๆ กันทั้งสองคนจบปริญญาโทมาทั้งคู่

แต่คนหนึ่งจบปริญญาโทจากในประเทศ ส่วนอีกคนหนึ่งจบปริญญาโทมาจากต่างประเทศ

ทั้งสองคนนี้ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่การตลาดอยู่ในแผนกเดียวกัน ฝ่ายเดียวกัน JD (Job Description) เหมือนกัน

และที่สำคัญก็คือในงานการตลาดที่ทั้งสองคนนี้ทำอยู่ก็เป็นงานที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษในการทำงานในการพูดอ่านเขียนที่มากไปกว่ากัน  ไม่ต้องไปติดต่อต่างชาติต่างภาษาที่ไหนเลย

แต่บริษัทกลับไปให้เงินเดือนคนจบปริญญาโทต่างประเทศสูงกว่าคนที่จบปริญญาโทในประเทศ

เมื่อถามถึงเหตุผลว่าเหตุใดถึงกำหนดอัตราเงินเดือนคนที่จบปริญญาโทต่างประเทศสูงกว่าคนที่จบปริญญาโทในประเทศ

คำตอบคือ..

1.            เป็นนโยบายของฝ่ายบริหาร

2.            คนที่จบจากต่างประเทศภาษาอังกฤษดีกว่าคนที่จบในประเทศ (ทั้ง ๆ ที่บริษัทไม่ได้มีการทดสอบอะไรเลยว่าภาษาอังกฤษเป็นยังไง แค่ดูทรานสคริปท์ว่าจบมาจากต่างประเทศเท่านั้น แถมลักษณะงานที่ทำก็ไม่จำเป็นต้องใช้ภาษาอังกฤษ)

ฟังคำตอบอย่างนี้แล้วผมว่าข้อ 1 คงจบคำถามทั้งหมด เพราะถ้าไม่แน่ใจก็ให้กลับไปดูข้อ 1 คือนโยบายของฝ่ายบริหารจะเอาอย่างงี้แหละ

ถ้าจะแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้ควรทำไงดี ?

ทำอย่างนี้ดีไหมครับ

ถ้าบริษัทต้องการจะจ้างพนักงานในตำแหน่ง “เจ้าหน้าที่การตลาด” เข้ามาทำงานในแผนกการตลาดต่างประเทศ ฝ่ายการตลาด ซึ่งในตำแหน่งงานนี้กำหนดคุณสมบัติว่าจะต้องจบปริญญาโท จากในประเทศหรือต่างประเทศก็ได้ ไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์ทำงาน

ตำแหน่งนี้จะต้องติดต่อต่างประเทศอยู่เป็นประจำ เจ้าหน้าที่การตลาดจะต้องพูด อ่าน เขียน ภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่ว

บริษัทก็กำหนดคุณสมบัติด้านภาษาเอาไว้สิครับ เช่น ผู้สมัครงานจะต้องมีผลสอบ TOEIC ไม่ต่ำกว่า 700 คะแนนขึ้นไป โดยจะต้องผ่านการทดสอบข้อเขียนด้านการตลาดและมีการสอบสัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษประกอบกันด้วย

ถ้าผู้สมัครงานรายไหนมีผล TOEIC มายื่นและสามารถผ่านการทดสอบของบริษัทได้ บริษัทก็กำหนดอัตราเงินเดือนเริ่มต้นสำหรับตำแหน่งพนักงานการตลาดนี้ไว้ 25,000 บาท (อันนี้เป็นอัตราเริ่มต้นที่ผมสมมุติขึ้นนะครับ)

แต่ถ้าเป็นเจ้าหน้าที่การตลาดที่อยู่แผนกอื่นที่ไม่ใช่แผนกการตลาดต่างประเทศ และไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษในการทำงาน บริษัทก็กำหนดอัตราเงินเดือนเริ่มต้นไว้ที่ 20,000 บาท

ส่วนคนที่จบปริญญาโทในประเทศหรือต่างประเทศที่ทำงานในแผนกการตลาดในประเทศก็ได้รับเงินเดือนเริ่มต้นที่ 20,000 บาท เพราะไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษในการทำงาน

เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้บางท่านอาจจะมีคำถามว่า..

แล้วในอนาคตถ้าพนักงานการตลาดต่างประเทศทำงานไม่ดีถูกย้ายมาเป็นเจ้าหน้าที่การตลาดในประเทศ หรือเจ้าหน้าที่การตลาดในประเทศพัฒนาตัวเองสอบ TOEIC ได้เกิน 700 ขึ้นไปแล้วทางแผนกการตลาดต่างประเทศก็ต้องการตัวไปทำงานด้วยล่ะจะจัดการเรื่องนี้ยังไงดี

ตรงนี้แหละครับในหลายบริษัทเขาก็จะแยก “ค่าภาษา”  ออกมาจากเงินเดือน เพราะถ้าไปให้รวมอยู่ในฐานเงินเดือนแล้วมันก็จะเป็นฐานในการคิดโบนัส, เป็นฐานในการขึ้นเงินเดือนประจำปีครั้งต่อไป, เป็นฐานในการคำนวณกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ซึ่งจะทำให้บริษัทมี Staff Cost สูงขึ้น

เขาก็เลยแยก “ค่าภาษา” ออกมา เช่น อัตราเงินเดือนของพนักงานการตลาดไม่ว่าจะในประเทศหรือต่างประเทศจะเริ่มต้นเท่ากันคือ 20,000 บาท

แต่ถ้าใครสามารถผ่านการทดสอบทั้งข้อเขียนและสัมภาษณ์ไปเป็นเจ้าหน้าที่การตลาดต่างประเทศก็จะได้รับค่าภาษาเพิ่มอีกเดือนละ 5,000 บาท เป็นต้น

โดยมีระเบียบของเรื่องค่าภาษากำหนดเอาไว้ว่าบริษัทจะจ่ายให้สำหรับพนักงานที่ปฏิบัติงานในตำแหน่งไหนบ้างที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษในการทำงาน

และมีเงื่อนไขในระเบียบการจ่ายค่าภาษาไว้อีกว่า ในกรณีที่พนักงานที่ได้รับค่าภาษาถูกย้ายไปทำงานในตำแหน่งอื่นนอกเหนือจากตำแหน่งที่บริษัทกำหนดก็จะไม่ได้รับค่าภาษาครับ

ดังนั้น ไม่ว่าผู้สมัครจะจบปริญญาโทในประเทศหรือต่างประเทศก็ตามถ้าผ่านการทดสอบเข้ามาได้ก็จะได้เงินเดือนตามที่บริษัทกำหนด ซึ่งแบบนี้จะเป็นหลักความเสมอภาคและเป็นธรรมในการกำหนดเงินเดือนเริ่มต้น

ถ้าทำอย่างที่บอกมานี้ผมก็เชื่อว่าบริษัทจะลดปัญหาดราม่าทำนองนี้ลงได้เยอะครับ