วันศุกร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

เรื่องเกี่ยวกับลูกน้องที่หัวหน้าอาจลืมไป

            คนส่วนใหญ่ก่อนที่จะเป็นหัวหน้าก็ต้องเคยเป็นลูกน้องมาก่อน ซึ่งก็น่าจะเข้าใจมุมมองในฝั่งของลูกน้องว่าหลายครั้งจะต่างจากมุมมองทางฟากฝั่งของหัวหน้า

แต่หัวหน้าบางคนพอได้รับการเลื่อนตำแหน่งให้สูงขึ้นมาเรื่อย ๆ ก็อาจจะหลงลืมวันเก่า ๆ ที่ตัวเองเคยเป็นลูกน้องว่าเคยมีมุมมองเป็นยังไงเคยรู้สึกยังไงก็เลยเล่นบทหัวหน้าฟากเดียวแบบจัดเต็มจนเกิดปัญหาตามมาอีกหลายเรื่อง

ผมก็เลยนำเอามุมของลูกน้องกลับมาเตือนใจหัวหน้าด้วยมุ่งหวังที่อยากจะให้ทำงานร่วมกันแบบใจเขา-ใจเราอีกครั้งดังนี้ครับ

 1.      ลูกน้องคือพนักงานคนหนึ่ง (เหมือนกับหัวหน้า) ไม่ใช่คนรับใช้ที่จะดุด่าว่ากล่าวยังไงก็ได้ การด่าไม่ได้ทำให้งานดีขึ้น ตำหนิได้แต่อย่าด่าเพราะไม่มีลูกน้องคนไหนอยากถูกหัวหน้าด่าว่าด้วยอารมณ์

2.      ลูกน้องยุคนี้ไม่ต้องการหัวหน้าที่เป็นเจ้านาย แต่ต้องการหัวหน้าที่เป็นพี่เป็นเพื่อน เป็นเหมือนพี่เลี้ยงที่คอยแนะนำ สอน และช่วยกันแก้ปัญหา หัวหน้าที่เป็นที่ปรึกษาลูกน้องที่ดีมักจะรักษาลูกน้องที่ดีให้อยู่กับเราได้นานกว่าหัวหน้าที่ทำตัวเป็นเจ้านาย

3.      เมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งลาออกหรือพ้นสภาพพนักงานไปแล้วก็จบความเป็นหัวหน้ากับลูกน้องทันที แต่ความเป็นพี่เป็นน้องเป็นเพื่อนจะมีต่อไปได้ถ้าทั้งสองฝ่ายมีใจ (Heart) ให้กันในตอนที่ทำงานร่วมกัน

4.      ลูกน้องที่ไม่ประจบประแจงป้อยอหัวหน้าด้วยคำหวานไม่ได้แปลว่าลูกน้องคนนั้นทำงานไม่ดี ไม่ควรประเมินผลงานและตัดสินลูกน้องจากบุคลิกภาพ หน้าตา หรือการประจบประแจง

5.      ลูกน้องมักแอบนินทาหัวหน้าอยู่เสมอเพราะเม้าท์อะไรก็ไม่มันเท่าเม้าท์หัวหน้า หัวหน้าจึงควรระวังพฤติกรรมคำพูดคำจาที่แสดงออกกับลูกน้องอยู่เสมอ เพราะลูกน้องชอบเม้าท์พฤติกรรมที่มีปัญหาของหัวหน้ามากกว่าการเม้าท์พฤติกรรมที่ไม่มีปัญหา

6.      ลูกน้องอยากให้หัวหน้าเห็นว่าตัวเองก็เป็นคนสำคัญคนหนึ่งเหมือนกัน

7.      ลูกน้องต้องการคำชมเชยจากหัวหน้าเมื่อทำงานได้ดี และต้องการกำลังใจหรือคำพูดดี ๆ จากหัวหน้าเมื่อเจอปัญหาหนัก ๆ

8.      หัวหน้าที่ลูกน้องชื่นชม เคารพรัก ศรัทธามักไม่ใช่หัวหน้าที่ทำงานเก่ง ฉลาดเพียงอย่างเดียวแต่ต้องเป็นหัวหน้าที่มีทัศนคติดี ควบคุมอารมณ์ได้ดี มีภาวะผู้นำ และมีทักษะในการบริหารคนเป็นหลัก

9.      ลูกน้องมักคิดว่าตัวเองทำงานหนัก เหนื่อย ทุ่มเทเต็มที่แล้ว แต่ทำไมหัวหน้ากลับเห็นความทุ่มเทเหล่านี้น้อยกว่าที่เขาคิด

10.   ลูกน้องมักจะเปรียบเทียบตัวเองกับเพื่อน ๆ อยู่เสมอ โดยเฉพาะเรื่องเงินเดือน โดยเฉพาะสัจธรรมที่ว่า “เงินเดือนเราได้เท่าไหร่ ไม่สำคัญเท่ากับเพื่อนได้เท่าไหร่” ถ้าหัวหน้าไม่ยุติธรรมในเรื่องนี้ก็มักจะมีปัญหาอีกหลายเรื่องตามมา

11.   ลูกน้องไม่ใช่เซเว่นอีเลฟเว่น ลูกน้องต้องการมีเวลาเป็นของตัวเองบ้างโดยเฉพาะหลังเวลางานไปแล้ว การเรียกใช้ลูกน้องนอกเวลางานควรเป็นเรื่องสำคัญและเร่งด่วนจริง ๆ ไม่ใช่นึกจะเรียกเมื่อไหร่ก็ได้และคาดหวังว่าลูกน้องจะต้องพร้อมให้จิกได้เสมอตลอด 24 ชั่วโมง

12.   เรื่องครอบครัวของลูกน้องเป็นเรื่องอ่อนไหวมาก ระวังคำพูด การกระทำในทางลบกับครอบครัวของลูกน้อง เช่น ลูกน้องมาบอกว่าคุณแม่เป็นมะเร็งระยะสุดท้ายอาจจะต้องมาสายบ้างเพราะต้องดูแลคุณแม่ หัวหน้าก็บอกว่าที่บ้านไม่มีญาติพี่น้องคนอื่นช่วยดูแลบ้างเลยหรือ หรือ คุณคิดว่าจะต้องดูแลคุณแม่ไปอีกกี่เดือน เป็นต้น

            อ่านจบแล้วเชื่อว่าน่าจะเรียกความจำของหัวหน้าเมื่อครั้งยังเป็นลูกน้องให้กลับมาได้บ้างแล้วนะครับ

วันจันทร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

Chauffeur Knowledge ดูเหมือนเก่ง แต่ที่จริงก็คือกลวง

              เรื่องนี้ผมว่าคนที่เคยเป็นผู้สัมภาษณ์จะต้องเคยเจอผู้สมัครงานที่เวลาตอบคำถามต่าง ๆ จะดูคล่องแคล่วมีประสบการณ์ตรงในงานนั้นมาหลายปี แสดงภูมิรู้ดูว่าเชี่ยวชาญชำนาญงานในตำแหน่งที่สมัครเป็นอย่างดี แถมเคยทำงานในองค์กรใหญ่โตน่าเชื่อถือ ก็เลยรับเข้ามาทำงาน

           แต่พอรับเข้ามาแล้วกลับกลายเป็นหนังคนละม้วนซะงั้น

           หรือเมื่อเราคุยกับใครก็ตามในเรื่องใด คน ๆ นั้นก็จะ Present ตัวเองว่าเก่งรอบรู้เชี่ยวชาญชำนาญเรื่องนั้น ๆ จนดูน่าเชื่อถือ แต่พอทำงานด้วยกันไปสักระยะหนึ่งก็จะเริ่มเห็นว่าผลงานที่เห็นไม่เป็นอย่างที่คิดไว้ตอนแรก

          นี่แหละครับคือเรากำลังเจอคนที่มีความรู้แบบโชเฟ่อร์ หรือ Chauffeur Knowledge เข้าให้แล้ว

          ที่มาของคำ ๆ นี้คือเมื่อปีค.ศ.1918 (พ.ศ.2461) มีนักฟิสิกส์ชาวเยอรมันรางวัลโนเบลชื่อ Max Planck ได้รับเชิญไปบรรยายเกี่ยวกับเรื่อง Quantum Mechanics 

          แต่เนื่องจากแกบรรยายเรื่องเหล่านี้มาหลายแห่งซึ่งคนที่เป็นครูบาอาจารย์ก็จะรู้ดีว่าเรื่องที่ตัวเองสอนจะเป็นเรื่องเดิม ๆ ซ้ำ ๆ สำหรับตัวเอง แต่ก็จะเป็นเรื่องใหม่สำหรับกลุ่มผู้ฟัง (คนเรียน) อยู่เสมอ ซึ่งอาจารย์ Planck ก็คงจะเหมือนกับอาจารย์อีกไม่น้อยที่อาจจะเบื่อที่ต้องพูดเรื่องเดิม ๆ ซ้ำซาก

         แต่..ทุกครั้งที่แกไปบรรยายแกก็จะมีคนขับรถตามไปนั่งฟังหลังห้องทุกครั้ง ซึ่งคนขับรถของแกก็จดจำเนื้อหาการบรรยายได้ทั้งหมด รวมไปถึงลีลาท่าทางระหว่างการสอนได้แทบทุกซ็อตเพราะดูการสอนกันมาเป็นปี ๆ 

        คนขับรถก็เลยขออาสาว่าจะขึ้นไปพูดหัวข้อนี้แทนอาจารย์Planck ซึ่งอาจารย์ก็ตกลงเพราะอยากจะดูผลลัพธ์ว่าจะเป็นยังไง ซึ่งอย่าลืมนะครับว่าในปีพ.ศ.2461 สื่อโซเชียลยังไม่มี การเผยแพร่หน้าตาของบุคคลก็ยังไม่แพร่หลายเหมือนทุกวันนี้ ดังนั้นคนขับรถก็ปลอมแปลงเป็นนักฟิสิกส์รางวัลโนเบลได้แบบสบาย ๆ 

        คงเดาเรื่องนี้ได้ถูกใช่ไหมครับว่าผลลัพธ์การบรรยายเป็นยังไง ?

        ใช่แล้วครับ ผู้ฟังชื่นชอบมากแถมเรตติ้งการบรรยายว่าเนื้อหาดีมาก พูดได้เข้าใจ น่าสนใจ และยังบอกว่าวิทยากรเป็นคนให้เกียรติคนทุกชนชั้นอีกต่างหาก

        เพราะในตอนท้ายที่วิทยากร (ปลอม) เปิดโอกาสให้ผู้เรียนถามคำถามที่ยาก ๆ ซึ่งเจ้าตัวเองก็ตอบไม่ได้ ก็ตอบผู้เรียนไปว่า “คำถามนี้มีคำตอบแบบง่าย ๆ ที่แม้แต่โชเฟอร์ของผมก็ไขปัญหานี้ได้ ผมขอให้โชเฟอร์ของผมเป็นผู้ตอบนะครับ” 

       แล้ววิทยากร (ปลอม) ก็ให้ศาสตราจารย์ตัวจริง (ที่สวมบทโชเฟอร์หลังห้อง) เป็นผู้ตอบแบบเนียน ๆ 

        เราเรียนรู้อะไรจากเรื่องนี้

1.      ระวังอคติคิดเชื่อมโยงแบบ HALO Effect ไม่ควรรีบด่วนสรุปจนเกินไปแต่ควรใช้หลักกาลามสูตรคืออย่าเชื่อสิ่งใดง่ายจนเกินไป มีสติ หาข้อมูลเกี่ยวกับคน ๆ นั้นให้ดีว่ามีพื้นเพที่มายังไง มีความรู้และประสบการณ์ในเรื่องนั้น ๆ มาจริงหรือไม่ มากน้อยแค่ไหน หรือแค่มีความรู้และประสบการณ์ในเรื่องนั้นแบบครูพักลักจำผิวเผินแต่เอามาคุยฟุ้งสร้าง Profile ให้ดูน่าเชื่อถือ

2.      คนที่รู้ลึกรู้จริงจะมีแนวโน้มที่จะยอมรับในสื่งที่ตัวเองยังไม่รู้และพร้อมจะเรียนรู้เพิ่มเติมอยู่เสมอแบบน้ำไม่เต็มแก้ว คือไม่ได้พยายามตะแบงสร้างความน่าเชื่อถือว่าตัวเองรู้ไปเสียทุกเรื่อง อะไรที่ตัวเองไม่รู้หรือไม่เคยทำก็จะบอกตรงไปตรงมาว่าไม่รู้หรือไม่เคยทำ ส่วนคนที่ไม่รู้จริงที่มีอีโก้สูงก็จะไม่ยอมรับว่าฉันไม่รู้เพราะกลัวเสียฟอร์มกลัวเสียความน่าเชื่อถือ 

        ถ้าไม่มีอคติครอบงำมากจนเกินไปเมื่อได้พูดคุยและสังเกตให้ดีก็จะพบว่าคนที่ไม่รู้จริงหรือรู้ผิวเผินแบบท่องจำจากตำรากับคนที่รู้มาจากประสบการณ์ทำงานตรงจะมีความแตกต่างกันโดยเฉพาะเมื่อต้องตอบคำถามในเรื่องนั้น ๆ ในรายละเอียด 

       เชื่อว่าเรื่องนี้จะช่วยทำให้เท่าทันคนประเภท Chauffeur Knowledge ไม่ตีดสินใจผิดพลาดรับคนที่ไม่เหมาะตรงกับงานเข้ามาร่วมงานแล้วนะครับ

วันจันทร์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569

IMPOSTOR SYNDROME รู้สึกด้อยค่าในสายตาตัวเอง

            ในตอนนี้จะมาพูดถึงคนอีกพวกหนึ่งที่มีพฤติกรรมที่เราเรียกว่ารู้สึกด้อยค่าในสายตาตัวเอง หรือ“Impostor Syndrome” ครับ

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อปี 1978 (พศ.2521) มีนักจิตวิทยาจาก Georgia State University คือ Pauline Rose และ Suzanne Imes ได้ทำการสัมภาษณ์ผู้บริหารสตรีที่ก้าวขึ้นมาประสบความสำเร็จได้เพราะอะไร

คำตอบของผู้บริหารหญิงเหล่านั้นคือเธอไม่ได้คิดว่าเป็นเพราะความสามารถของเธอที่ทำให้มาประสบความสำเร็จได้ในวันนี้ 

แต่เป็นเพราะกระบวนการสรรหาคัดเลือกที่ดีหรือเป็นเพราะโอกาสหรือจังหวะหรือเป็นเพราะโชคต่างหากที่ทำให้เธอประสบความสำเร็จ !

คือพูดง่าย  ว่าคนเก่งกลับไม่ยอมรับว่าตัวเองเก่งจริง มีความสามารถจริงแต่กลับไปให้เครดิตกับเรื่องอื่นที่ไม่ใช่ความสามารถของตัวเอง ทั้ง  ที่เป็นความสามารถของตัวเองโดยแท้

เรื่องนี้ก็ไม่ได้เกิดขึ้นกับความรู้สึกของเฉพาะผู้หญิงเท่านั้นนะครับ ผู้ชายหลายคนก็เป็นแบบนี้ !

จะบอกว่าคนเหล่านี้ถ่อมตัวก็ไม่ใช่นะครับ ถ้ามีอาการแบบนี้น้อย  ก็อาจจะดูว่าคน  นั้นถ่อมตัว

แต่คนที่เป็น Impostor Syndrome จะไม่ได้คิดแบบคนถ่อมตัวน่ะสิครับ

คราวนี้ถ้าใครมีอาการแบบนี้มาก ๆ ก็จะทำให้เป็นคนที่ไม่เห็นคุณค่าในตัวเอง จะมองตัวเองในแง่ลบ มองว่าตัวเองด้อยค่าในสังคม

เรามันไม่เห็นจะได้เรื่องอะไรเลย มองตัวเองว่าไม่มีความสามารถอะไรเลย เราไม่ยังไม่เก่งจริงสักอย่าง (ทั้ง  ที่เก่งและมีความสามารถอยู่จริง แถมถ้าเป็นคนเครียดมาก  เพื่อนน้อยไม่มีทางระบายความรู้สึกให้ใครได้ฟังก็อาจเป็นโรคซึมเศร้าและคิดสั้นเอาง่าย  นะครับ

จะเห็นว่าพฤติกรรมแบบ Impostor Syndrome กลับทางกับพฤติกรรมหลงตัวเองว่าข้าแน่หรือ Dunning & Kruger Effect เลยก็ว่าได้

ถ้าจะถามว่าแล้วจะแก้อาการแบบนี้ยังไงดี ?

ตามนี้ครับ

1. ไม่ควรเก็บตัวอยู่แต่ในที่ทำงานหรือที่บ้าน ควรจะหาโอกาสเข้าสังคมกับเพื่อนฝูงบ้างมีการสังสรรค์เฮฮากันบ้างตามโอกาสที่เหมาะสม หรือไปออกกำลังกายตามที่ตัวเองชอบก็ได้

2. ในระหว่างการสังสรรค์กับเพื่อน ๆ ก็ซักถามสารทุกข์สุกดิบดูแล้วจะพบว่าคนที่ดีกว่าเราก็มีเพื่อนที่ยังไม่ประสบความสำเร็จอย่างเราก็มี อย่างน้อยก็จะทำให้เราเห็นว่าเราไม่ได้เป็นคนที่แย่ที่สุด เรายังมีอะไรดี  ที่จะอวดให้เพื่อนรู้สึกทึ่งในตัวเราได้อีกตั้งหลายอย่าง จะได้ลดการดูถูกตัวเราเองลงไป

3. หาเวลาท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจกับครอบครัว คนรัก หรือเพื่อนฝูงบ้างตามโอกาสที่เหมาะสม เรื่องนี้ก็จะมีผลคล้าย  กับข้อ 2 คือจะทำให้เราได้สติได้คิดอะไรดี  ขึ้นมาได้อีกตั้งหลายอย่างระหว่างการท่องเที่ยวพักผ่อน

4. ไปปฏิบัติธรรมหรือปฏิบัติศาสนกิจในศาสนาที่ตัวเองเคารพนับถือ เพื่อรับฟังคำสอนที่ดี จากครูบาอาจารย์ทำให้เกิดสติได้ข้อคิดอย่างถูกต้องตามหลักศาสนานั้น  จะทำให้เราเห็นคุณค่าในตัวเองเพิ่มมากขึ้น

5. ไปช่วยเหลือสังคมเช่นไปทำบุญกับสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าสถานเลี้ยงเด็กพิการซ้ำซ้อน แล้วเราจะเห็นว่าคนที่ลำบากกว่าเราก็ยังมีอยู่ไม่น้อย เรายังมีโอกาสที่ดีกว่าคนอีกหลาย  คน ยังมีความสามารถมีคุณค่าในตัวเองมากพอที่จะมาช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสเหล่านี้ให้เขามีความสุขขึ้นมาบ้าง ซึ่งก็จะทำให้เราเกิดความภาคภูมิใจในตัวเองมากขึ้นได้

6. เขียนบันทึกผลงานหรือสิ่งที่เราทำสำเร็จและเกิดความภาคภูมิใจเอาไว้อย่างสม่ำเสมอ เมื่อเวลาผ่านไปนาน  เข้าเราจะพบว่าเราก็มีความสามารถสร้างผลงานหรือสิ่งดี  มาไม่น้อยเหมือนกันแถมยังเก็บไว้เป็น Portfolio ของตัวเราเอง

สิ่งสำคัญคือต้องไม่เก็บตัวหมกมุ่นอยู่กับความคิดว่าเราด้อยค่าด้อยความสามารถและจะต้องเปิดตัวออกไปสู่สังคมให้มากขึ้นครับ