เชื่อว่าทุกคนเข้าใจความหมายนี้เป็นอย่างดี
แม้จะรู้ว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำแต่ก็ยังมีหัวหน้าอีกหลายคนที่ทำอย่างนี้อยู่
ผมว่าเรื่องแบบนี้คงเป็นนิสัยส่วนลึกของหัวหน้าประเภทนี้แหละครับ
เพราะพฤติกรรมที่ทำมักจะโน้มไปทางจริตของคน ๆ นั้นว่าฝักไฝ่เรื่องอะไร
ขยายความกันก่อนนะครับ
คือคำว่า “หัวหน้า” ที่ผมจะใช้ต่อไปนี้หมายถึง “คนที่มีลูกน้อง” นะครับ
ไม่ว่าจะเรียกชื่อตำแหน่งว่าอะไรก็ตาม เช่น Leader, Supervisor, Manager, VP, SVP, COO,
CEO, กรรมการผู้จัดการ ฯลฯ
เพราะเรื่องนี้เกิดได้กับคนที่เป็นหัวหน้าทุกคนที่มีพฤติกรรมแบบนี้
หัวหน้าบางคนเริ่มจากการหาเศษหาเลยจากการ
(ทำเป็น) สอนงานลูกน้อง บางคนเอาเรื่องงานเป็นข้ออ้างนัดลูกน้องไปพบกันนอกเวลางาน บางคนใช้ตำแหน่งอำนาจหน้าที่บังคับกันดื้อ
ๆ ฯลฯ
มาทางฝั่งลูกน้องบ้าง
ลูกน้องบางคนก็อาจจะยินยอมเพราะหัวหน้าเราก็ดูดีดูแซ่บไม่เบา
หรือบางคนยินยอมเพราะกลัวว่าถ้าไม่ตามน้ำเดี๋ยวจะมีปัญหากับงาน
แต่ก็ยังมีลูกน้องบางคนที่ยืนยันหนักแน่นว่าฉันไม่ยอม
ปัญหาเรื่องนี้อาจจะไม่พีคมากนักถ้าหัวหน้ายังโสดแล้วเกิดปิ๊งลูกน้องจริง
ๆ ประเภทรักจริงหวังแต่ง แล้วลูกน้องเองก็ไม่ขัดข้อง แล้วก็ทำเรื่องนี้ให้มันถูกต้องเปิดเผยให้เกียรติกัน
ซึ่งบางองค์กรก็อาจจะต้องย้ายหัวหน้าหรือลูกน้องไปทำงานกันคนละหน่วยงานหรืออาจจะมีวิธีปฏิบัติในเชิงบริหารงานบุคคลเพื่อป้องกันปัญหาในอนาคต
ถ้าเป็นอย่างนี้ก็เรียกว่าลงเอยด้วยดี คนรอบข้างก็พลอยยินดีไปด้วย
แต่ปัญหานี้จะเริ่มวุ่นวายถ้าหัวหน้ามีคู่อยู่แล้วเป็นตัวเป็นตน
แถมบางคนมีลูกกันแล้ว แต่หัวหน้าก็ยังไปมีโลกใบที่สองที่สามที่สี่กับลูกน้องของตัวเอง
หัวหน้าบางคนนอกจากมีกิ๊กเป็นลูกน้องของตัวเองยังไปกิ๊กกับลูกน้องของหน่วยงานอื่นเข้าไปอีก
แล้วเรื่องพวกนี้ก็จะเป็นที่เม้าท์มอยกันแบบสนุกปากในองค์กร
เพราะสัจธรรมของคนคือเม้าท์อะไรไม่มันส์เท่าเม้าท์เรื่องชาวบ้าน
ยิ่งมีผลตามมาแบบแรง
ๆ เช่น สามีหรือภรรยาของหัวหน้ามามีปากเสียงหึงหวงทะเลาะกับหัวหน้าในที่ทำงานเรื่องการซุกกิ๊ก
หรือขอเข้าพบกรรมการผู้จัดการเพื่อให้ช่วยไล่กิ๊กหัวหน้าออกจากงาน ฯลฯ
ยิ่งทำให้พนักงานที่ชอบใส่ใจในเรื่องแบบนี้ (หรือคนชอบเผือก) ยิ่งมีเรื่องโจษจันกันสนุกปากไปทั่วทั้งบริษัทแหละ
มีคำกล่าวว่าคนเราจะพูดต่อ ๆ
กันไปในเรื่องดี ๆ มีอัตราส่วน 1 ต่อ 3 คือ 1 คนจะพูดเรื่องดี ๆ ให้เพื่อนฟังต่อไปอีก 3
คน
แต่ถ้าเป็นเรื่องลบเรื่องร้ายล่ะก็คน 1 คนจะเม้าท์มอยกับเพื่อน
ๆ ในอัตราส่วน 1 ต่อ 11 ครับ
เรื่องร้ายจึงกระจายไปเร็วกว่าเรื่องดี
เรื่องหัวหน้าที่มีพฤติกรรมกินไก่วัดก็เช่นเดียวกัน
จะพบว่าหัวหน้าที่มีพฤติกรรมแบบนี้นอกจากจะถูกลูกน้องเม้าท์มอยนินทา
มองหัวหน้าด้วยสายตาที่คลางแคลงใจ ไม่เชื่อมั่น ขาดความเคารพนับถือ
หนักกว่านั้นคือเมื่อหัวหน้าพาลูกมาที่ทำงาน
บรรดาลูกน้องจะเม้าท์มอยกันถึงลูก ๆ
ของหัวหน้าในเชิงสงสารลูกที่ต้องมามีพ่อแม่ที่มีพฤติกรรมแบบนี้
ถ้าจะถามว่าในมุมของ
HR จะแก้ปัญหานี้ยังไง ?
ก็ตอบได้จากประสบการณ์ว่าถ้ามีพนักงานร้องเรียนหัวหน้าที่มีพฤติกรรมแบบนี้แล้วมีประจักษ์พยานที่รับฟังได้ว่าเป็นเรื่องจริงก็ต้องมีการตั้งกรรมการวินัยสอบสวนพฤติกรรมของหัวหน้าแล้วลงโทษกันไปตามความหนักเบาของเรื่องนั้น
ๆ ครับ
แต่ถ้าเป็นแค่เสียงกระซิบในสายลมยังไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ชัดเจน
เป็นเรื่องที่เม้าท์กันอยู่ในองค์กร HR ก็คงต้องเก็บข้อมูลไปก่อน
และถ้าเห็นว่าเรื่องนี้เริ่มจะมีผลกระทบกับงานหรือกับบริษัท HR ก็ต้องคุยกับคนที่เป็นหัวหน้าของหัวหน้าที่เป็นสมภารกินไก่วัดเพื่อหาทางแก้ไขทั้งแบบเป็นทางการและไม่เป็นทางการ
เขียนมาถึงตรงนี้ก็แค่อยากจะบอกกับคนที่เป็นหัวหน้าว่าอยากให้ลูกน้องพูดถึงในแบบไหน
?
อยากให้ลูกน้องพูดถึงด้วยความศรัทธา
ไว้วางใจ มีหัวหน้าเหมือนมีพี่มีเพื่อนที่สนิทใจไว้วางใจที่จะปรึกษาหารือ ช่วยเหลือเกื้อกูลกันไปทั้งในวันนี้และวันข้างหน้าที่แม้อาจจะไม่ได้เป็นหัวหน้าลูกน้องกันแล้ว
แต่ลูกน้องก็ยังมีความเคารพนับถือยกมือไหว้หัวหน้าได้อย่างไม่ตะขิดตะขวงใจ
หรืออยากจะให้ลูกน้องพูดต่อ
ๆ กันไปว่าเป็นหัวหน้าประเภทสมภารกินไก่วัด
เลือกได้เลยครับ