ได้ยินเรื่องเกี่ยวกับความผิดตามสื่อต่าง ๆ ก็เลยหวนคิดถึงตอนที่ทำงานประจำและต้องสวมหมวกใบที่เป็นกรรมการวินัย (โดยตำแหน่ง) ก็เลยอยากจะเอาประสบการณ์เรื่องนี้มาเล่าสู่กันฟังครับ
เมื่อมีการทำผิดทางวินัยก็มักจะแบ่งความผิดออกเป็นสองประเภทใหญ่
ๆ คือ
1. ความผิดไม่ร้ายแรง
ความผิดแบบนี้มักจะเป็นความผิดมโนสาเร่ทั่ว ๆ ไป เช่น มาสาย, ขาดงานไปเมื่อวานโดยไม่บอกกล่าว,
ขี้เกียจขาดความรับผิดชอบจนงานเกิดปัญหาเป็นระยะ ฯลฯ
2. ความผิดร้ายแรง
ความผิดประเภทนี้ก็มักจะต้องเอามาตรา 119 ของกฎหมายแรงงานเป็นตัวเทียบเคียง
เช่น ลักทรัพย์สินของบริษัท, ลักขโมยทรัพย์สินเพื่อนร่วมงาน,
ชกต่อยทะเลาะวิวาทกันในบริษัท, นำยาเสพติดเข้ามาในบริษัท, เล่นการพนันในบริษัท,
ขาดงาน 3 วันติดต่อกัน ฯลฯ
กรณีที่เกิดความผิดไม่ร้ายแรง
บริษัทที่ผมเคยทำงานมาก็จะให้อำนาจผู้บังคับบัญชาในหน่วยงานนั้น ๆ
ตักเตือนลูกน้องของตัวเองได้เลยโดยไม่ต้องตั้งคณะกรรมการวินัย ซึ่งหัวหน้าก็จะตักเตือนลูกน้องด้วยวาจา,
เป็นลายลักษณ์อักษร ก็ว่ากันไปตามแต่กรณี
กรณีเกิดความผิดร้ายแรง
หัวหน้าก็ต้องแจ้งความผิดนั้น ๆ มาที่ฝ่าย HR
แล้วทาง HR ก็จะทำคำสั่งตั้งคณะกรรมการวินัยไปให้กรรมการผู้จัดการเซ็น
แน่นอนว่าผมก็จะต้องเป็นหนึ่งในคณะกรรมการวินัยและทำหน้าที่เลขานุการคณะกรรมการวินัยโดยตำแหน่งคือต้องเป็นคนบันทึกรายงานการสอบสวน
ทำเรื่องสรุปผลการสอบสวนทั้งหมดรวมถึงมติของคณะกรรมการวินัยเพื่อนำเสนอให้กรรมการผู้จัดการอนุมัติ
จากประสบการณ์ที่ผ่านมาเกือบทุกเคสกรรมการผู้จัดการจะอนุมัติการลงโทษทางวินัยตามมติคณะกรรมการวินัย
(เพราะกรรมการวินัยไม่มีอำนาจอนุมัติการลงโทษนะครับ การลงโทษเป็นอำนาจของกรรมการผู้จัดการ)
เช่น
คณะกรรมการวินัยมีมติให้เลิกจ้างพนักงานที่ทำความผิดโดยไม่จ่ายค่าชดเชยใด ๆ
ทั้งสิ้น เพราะพนักงานรับสารภาพว่าทำความผิดนั้นจริง กรรมการผู้จัดการก็จะอนุมัติไปตามมติคณะกรรมการ
คราวนี้ก็มาพูดถึงว่าเคยมีไหมว่าถ้าพนักงานทำความผิดร้ายแรงแล้วจะขอเอาความดีที่เคยทำมาในอดีตมาลดหย่อนโทษจะได้ไหม
?
ครั้งหนึ่งผมต้องเป็นกรรมการวินัยสอบสวนพนักงานที่ลักทรัพย์สินของบริษัทเพื่อจะนำไปขายหาเงินเข้ากระเป๋าตัวเอง
พนักงานก็ถูกจับได้คาหนังคาเขาขณะช่วยกันนำทรัพย์สินของบริษัท (ชิ้นใหญ่พอสมควร)
ขึ้นท้ายรถปิ๊กอัพแต่โดนจับได้ก่อนที่จะขับรถพ้นประตูบริษัทออกไป
พนักงานก็ยอมรับสารภาพว่าจะนำทรัพย์สินนั้นออกไปจริงแต่บอกว่าคิดว่าบริษัทไม่เอาแล้ว
ก็เลยจะช่วยเอาไปทิ้งให้
คณะกรรมการวินัยก็มีมติตรงกันว่าเห็นสมควรเลิกจ้างไม่จ่ายค่าชดเชยเพราะหลักฐานการทำความผิดชัดเจน
แต่ตัวพนักงานร้องเรียนไปที่กรรมการผู้จัดการขอให้นำความดีในอดีตมาลดหย่อนโทษโดยบอกว่าเขาช่วยเอาขยะไปทิ้งให้โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์
(แต่ตอนสอบสวนก็รับสารภาพว่าจะเอาไปขาย) และก็ยังไม่ได้ขายทรัพย์สินนั้น
ถือว่าความผิดยังไม่สำเร็จขอให้บริษัทออกหนังสือตักเตือนในครั้งนี้ถ้าทำผิดแบบนี้ซ้ำอีกยอมให้บริษัทไล่ออก
กรรมการผู้จัดการเรียกผมไปถามว่าจะเอาไงดี
ผมก็ตั้งคำถามไปอย่างนี้ครับ
1. ความผิดครั้งนี้นายถือเป็นความผิดร้ายแรงหรือไม่
2. ข้ออ้างของพนักงานที่ว่าทรัพย์สินของบริษัทยังไม่ถูกขายก็ถือว่าความผิดยังไม่สำเร็จ
แต่เจตนาที่ทำทุจริตล่ะจะตอบว่ารู้เท่าไม่ถึงการณ์จะได้หรือเพราะพนักงานเหล่านี้อายุงานเกิน
5
ปีทั้งนั้น ไม่ใช่พนักงานเข้าใหม่ซะหน่อย
3. โทษของการทำความผิดร้ายแรงตามข้อบังคับการทำงานคืออะไร
4. ถ้าบริษัทไม่ดำเนินการตามข้อบังคับการทำงาน
แล้วเกิดมีเคสความผิดร้ายแรงอื่น แล้วพนักงานจะขอนำความดีในอดีตมาขอลดหย่อนโทษโดยอ้างว่าทีเคสนี้บริษัทยังไม่ไล่ออก
แล้วขอให้ออกหนังสือตักเตือนโดยยกเคสนี้เป็นตัวอย่าง บริษัทจะทำอย่างไร
5. ถ้าบริษัทตัดสินใจจ้างพนักงานกลุ่มนี้ต่อไป
บริษัทจะไว้เนื้อเชื่อใจต่อไปหรือไม่ว่าเขาจะไม่ทุจริตในเรื่องอื่น ๆ อีก
6. พนักงานเหล่านี้จะมี
Career
Path กับบริษัทต่อไปหรือไม่ บริษัทจะไว้วางใจให้พนักงานเหล่านี้ได้เติบโตเลื่อนชั้นเลื่อนตำแหน่งให้มีอำนาจอนุมัติค่าใช้จ่ายต่าง
ๆ ตามตำแหน่งในอนาคตหรือไม่
เล่ามาถึงตรงนี้ก็เชื่อว่าคงจะทายกันได้แล้วนะครับว่าความผิดร้ายแรงในเคสนี้
(และทุกเคสที่ผมเคยเป็นกรรมการวินัย) จะได้ลดหย่อนโทษหรือไม่