วันจันทร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569

ทำไมน้องใหม่ถึงอยู่ไม่ทน

             ผมได้ยินคำปรารภจากผู้บริหารหลาย ๆ แห่งในทำนองที่ว่า “เด็กยุคใหม่ไม่อดทน ทำงานไม่นานก็ลาออก”

 องค์กรของท่านมีปัญหาทำนองนี้บ้างไหมครับ ?

ก็เลยคิดถึงคำที่ว่า “ความผิดของคนอื่นเท่าภูเขา แต่ความผิดของเราเท่าเส้นผม”

ก่อนที่เราจะไปว่าเด็กยุคใหม่ไม่อดทนเราลองกลับมาย้อนมองดูตัวเองว่าแล้วเราเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาด้วยหรือเปล่า

เช่น..

1.      เรายังมีการสัมภาษณ์คัดเลือกผู้สมัครงานแบบ "จิตสัมผัส" หรือ Unstructured Interview หรือไม่

ไม่เคยเตรียมคำถามก่อนเข้าห้องสัมภาษณ์ พอเข้าไปสัมภาษณ์ก็คิดคำถามเอาเดี๋ยวนั้นแล้วก็พูดคุยกันไปเรื่อย ๆ แบบเปะปะไม่มีเป้าหมายหรือเปล่า

หรือใช้วิธีสัมภาษณ์แบบหาแฟนใหม่ให้คล้าย ๆ แฟนเก่า

คือถ้าลูกน้องคนเดิมที่ลาออกไปเป็นคน ยิ้มแย้มแจ่มใส่ พูดง่ายใช้คล่อง มาเช้ากลับดึก หรือคิดแค่ว่าหาใครก็ได้เข้ามาทำงานก่อนก็แล้วกัน ฯลฯ

อย่างงี้ก็มีโอกาสจะได้คนที่ไม่เหมาะกับงาน หรือเข้ามาแบบศาลาพักร้อนแล้วล่ะครับ

2.      ระบบการจ่ายค่าตอบแทนและสวัสดิการแข่งขันได้หรือเปล่า

บริษัทไม่เคยมีโครงสร้างเงินเดือน จ่ายเงินเดือนแบบตามใจเถ้าแก่ ตามใจ MD ลูกรักได้เยอะ ลูกชังได้น้อย ไม่มีหลักเกณฑ์ในการจ่ายค่าตอบแทนที่ชัดเจน ไม่เคยรู้หรือสำรวจตลาดด้วยซ้ำว่าชาวบ้านเขาจ่ายกันเท่าไหร่ แล้วเราจ่ายอยู่เท่าไหร่

แต่คิดเข้าข้างตัวเองว่าเราจ่ายเยอะแล้ว ทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริงเราจ่ายต่ำกว่าตลาดที่เขาจ่ายกัน อย่างนี้คนก็ไหลออกแหง ๆ แหละครับ

3.      ขาดแผนการสอนงานที่ดี

พอรับพนักงานใหม่เข้ามาวันแรกก็อัดงานเข้าไปทันที (เพราะคนเก่าที่ลาออกไปทิ้งงานไว้ให้ตรึม) ไม่เคยมีการสอนงานอย่างชัดเจนและเป็นระบบ

ไม่มีแม้แต่แผนการสอนงาน หัวหน้าแค่ไปบอกให้พนักงานเก่าที่อยู่มาก่อนมาคอยบอก ๆ สั่ง ๆ ชี้ ๆ ให้น้องใหม่ทำงานตามกองเอกสารหรืองานที่คั่งค้างไว้ทันที

แถมถ้าน้องใหม่ทำงานไม่ได้อย่างใจก็ถูกด่าอีก พอไม่มีแผนการสอนงานไม่มีการวัดผลหรือไม่มีเป้าหมายการสอนงานที่ชัดเจนว่าสอนงานแล้วต้องทำอะไรได้บ้าง คอยแต่จะโบ้ยงานมาโปะที่น้องใหม่ที่กลายเป็นเหยื่อ

พอน้องใหม่เจอระบบมั่ว ๆ แบบนี้ใครอยากจะอยู่ล่ะครับ

4.      สภาพแวดล้อมในที่ทำงานไม่ชวนให้ทำงานเลย

เช่น ข้าวของวางระเกะระกะ สกปรก รก เลอะเทอะ พอน้องใหม่เข้ามาวันแรกอยากจะถ่ายรูป Up ขึ้นโซเชียลอวดเพื่อนซะหน่อย เพื่อนก็เม้นท์กลับมาว่าที่ทำงานอยู่ในโกดังเหรอ อย่างงี้ก็เสียเซลฟ์มีหวังอยู่ไม่นานเหมือนกันครับ

5.      คนเก่าไม่ต้อนรับ ไม่ว่าจะเป็นหัวหน้าหรือพี่ ๆ ที่ทำงานอยู่ก่อน

เอาแต่สั่งงานจะคุยเรื่องอื่นบ้างก็ไม่มี ไม่เคยไต่ถามสารทุกข์สุขดิบ ไม่เคยรู้ว่าน้องใหม่เขาบ้านอยู่ไหน มีลูกกี่คน เรียนจบอะไรมา ฯลฯ

จะกินข้าวกลางวันด้วยกันบ้างก็ยังไม่เคย ทำตัวเป็นเจ้านาย มองน้องใหม่เหมือนคนแปลกหน้า ขอให้มาทำงาน 8 โมงเช้าพร้อมลมหายใจก็พอแล้ว

นี่ยังไม่รวมพี่ ๆ ที่มีวาจาเป็นอาวุธ ดาวพุธเป็นวินาศ ชอบโวยวายเวลาน้องใหม่ทำงานผิดพลาด (เพราะยังไม่เข้าใจงานดี) อย่างงี้น้องใหม่จะอยู่ได้ไหมล่ะครับ

6.      ใช้งานน้องใหม่จนดึกจนดื่น

แถมมีค่านิยมว่า "ใครกลับดึก คนนั้นเป็นคนทุ่มเท" ชอบเรียกประชุมลูกน้องตอนใกล้ ๆ จะเลิกงานทุกวัน 

ชอบให้ลูกน้องกลับดึกแบบไม่มีเหตุมีผลทั้ง ๆ ที่ไม่มีความจำเป็นหรือความเร่งด่วนของงาน หนักกว่านั้นคือกลับดึกและไม่มีโอทีอีกต่างหาก

7.      ผู้บริหารเอารัดเอาเปรียบพนักงาน

เช่น ให้พนักงานน้องใหม่ไปทำงานนอกสถานที่ไปจัดอีเว้นท์ออกงานกว่าจะเลิกอีเว้นท์ก็สามทุ่มสี่ทุ่มแต่ไม่มีค่าแท๊กซี่ให้ พนักงานต้องควักกระเป๋าจ่ายเอง

แถมโอทีก็ไม่จ่าย หรือบางแห่งจัดงานเลี้ยงปีใหม่แต่ให้พนักงานควักกระเป๋าแชร์กันจ่ายค่าจัดงานปีใหม่กันเอาเอง อย่างงี้จะจัดเลี้ยงปีใหม่ไปเพื่อ.....?

8.      การเข้าพบหัวหน้าหรือผู้บริหารยากเย็น มีพิธีรีตรองมากทำตัวเป็นเจ้านาย

น้องใหม่รู้ว่าใครคือหัวหน้าแต่ไม่ได้ต้องการหัวหน้าที่ทำตัวเป็นเจ้านาย เขาต้องการหัวหน้าที่เป็นพี่เป็นเพื่อนที่พร้อมจะพูดคุยกับเขาได้อย่างรวดเร็วเพื่อให้งานเดินได้เร็ว ต้องการแชร์ความคิดเห็นและ Feedback ในเรื่องงานและทุกเรื่องกันแบบรวดเร็วครับ

อันที่จริงยังมีอีกมากกว่านี้นะครับ แต่ทั้งหมดนี่ผมเพียงแต่อยากจะให้คนที่บอกว่าคนรุ่นใหม่ทำงานไม่อดทนได้กลับมาคิดทบทวนย้อนดูการปฏิบัติของบริษัทหรือคนที่ทำงานมาก่อนด้วยเหมือนกันว่าเรามีการปฏิบัติอย่างเหมาะสมดีแล้วหรือยัง

ไม่ได้หมายถึงต้องปูพรมแดงต้อนรับน้องใหม่หรอกนะครับแต่ไม่อยากให้มองคนรุ่นใหม่ในด้านลบเพียงด้านเดียว

แค่รู้เขารู้เราอย่างไม่หลอกตัวเองปัญหานี้ก็น่าจะลดลงครับ