วันจันทร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569

สวัสดิการแบบยืดหยุ่นและ Pay Mix เพื่อรักษาคนไว้กับบริษัท

            สวัสดิการแบบยืดหยุ่นหรือ Flexible Benefits คือสวัสดิการที่เปิดโอกาสให้พนักงานเลือกสิทธิประโยชน์บางตัวที่เหมาะกับตัวเอง

เช่น เดิมบริษัทมีงบค่ารักษาพยาบาลคนไข้นอกปีละ 10,000 บาทให้กับพนักงานโดยให้นำใบเสร็จกับใบรับรองแพทย์มาประกอบการเบิกจ่าย การให้สวัสดิการแบบนี้จะเป็นการให้แบบดั้งเดิมหรือ Conventional Benefits

ถ้าบริษัทนี้อยากจะเปลี่ยนจากการให้สวัสดิการแบบเดิมมาเป็นแบบยืดหยุ่นก็เช่นถ้าพนักงานคนไหนไม่เคยเจ็บป่วยเลยในปีที่ผ่านมา พนักงานจะได้รับคะแนนสะสม 50 เปอร์เซ็นต์ของวงเงินปีที่แล้ว และให้พนักงานนำคะแนนสะสมนี้ไปเปลี่ยนเป็นสิทธิประโยชน์หรือสวัสดิการตัวอื่นได้โดยบริษัทจะมีตารางเปลี่ยนคะแนนเป็นตัวเงิน เช่น เปลี่ยนเป็นเงินช่วยค่าฟิตเนส, ค่าอินเตอร์เน็ต, ค่าเล่าเรียนลูก เป็นต้น

วัตถุประสงค์ของการจัดให้มีสวัสดิการแบบยืดหยุ่นนี้ก็เพื่อรักษาคนในและจูงใจคนนอกให้อยู่กับบริษัทให้ดีกว่าการให้สวัสดิการแบบเดิม บริษัทหลายแห่งก็จะนำเรื่องนี้มาผนวกกับการปรับ Pay Mix ให้น่าสนใจเพื่อรักษาคนไว้กับองค์กรได้ดีขึ้น เช่น

1.      เงินเดือน+โบนัส (Pay for Performance-P4P) อันนี้ถือว่าเป็นแนวทางการจ่ายค่าตอบแทนที่ Basic มาก ๆ และทำกันอยู่แล้วในบริษัทส่วนใหญ่เลยใช่ไหมครับ เป็นวิธีตรงไปตรงมาว่ากันตามผลงาน ผลงานดีได้โบนัสมาก ผลงานไม่ดีได้น้อย ไปจนถึงไม่ได้โบนัสหรือไม่ได้ขึ้นเงินเดือนถ้าผลงานบ๊วยสุด ๆ

2.      เงินเดือน+การจ่ายตามทักษะ (Skill Based Pay) การจ่ายแบบนี้ก็มีใช้กันในหลายบริษัทซึ่งจะตอบแทนพนักงานที่ต้องใช้ทักษะวิชาชีพที่เรียนมาเพื่อให้ดึงดูดคนในและจูงใจคนนอกให้อยากมาร่วมงาน เช่น ค่าภาษา, ค่าใบกว., ค่าตั๋วทนาย, ค่าตำแหน่ง, ค่าวิชาชีพ ฯลฯ

การจ่ายแบบนี้ก็ยังถือว่าเป็น Basic ที่จ่ายกันในบริษัทส่วนใหญ่ ข้อควรระวังคือแม้ค่าทักษะเหล่านี้จะไม่รวมในฐานเงินเดือนก็จริง แต่ก็ถือเป็น “ค่าจ้าง” ที่จะต้องนำไปใช้เป็นฐานในการคำนวณสิทธิประโยชน์ให้กับลูกจ้างตามกฎหมายแรงงานด้วยนะครับ

3.      เงินเดือน+Project Based Pay การจ่ายแบบนี้จะวัดผลงานกันเป็นโครงการตามขนาดของโครงการ เช่น ถ้าสามารถ Run โครงการขนาดเล็กบรรลุเป้าหมายจะได้รับค่า Project 30,000 บาท ถ้าเป็นโครงการขนาดกลางจะได้รับ 50,000 บาท ถ้าเป็นโครงการขนาดใหญ่จะได้รับ 100,000 บาท เป็นต้น ข้อดีของการจ่ายแบบนี้จะเหมือนกับข้อ 1 คือจ่ายแล้วจบเป็นครั้ง ๆ ตามผลงาน และเงินที่จ่ายไม่ถือเป็นค่าจ้าง

4.      เงินสะสมระยะยาว (Long term incentive) การจ่ายแบบนี้พนักงานจะได้รับเงินสะสมตามจำนวนปีที่ทำงานและมีผลงานได้ตามที่บริษัทกำหนดตามหลักเกณฑ์ เช่น อายุงาน 3 ปีจะได้รับโบนัสสะสม 30,000 บาท อายุงาน 4 ปีจะได้รับโบนัสสะสม 50,000 บาท อายุงาน 5 ปีจะได้รับโบนัสสะสม 80,000 บาท ซึ่งโบนัสจะสะสมไปเรื่อย ๆ ทุกปีเพื่อผูกคนที่ทำงานดีไว้กับบริษัทและจะจ่ายโบนัสสะสมให้เมื่อมีอายุงานครบ 10 ปี เป็นต้น

5.      การให้หุ้นของบริษัท (Employee Stock Option Plan หรือ ESOP) บริษัทจะกำหนดหลักเกณฑ์วิธีการและคุณสมบัติให้กับพนักงานมีสิทธิซื้อหุ้นของบริษัทเพื่อรักษาพนักงานกลุ่มเป้าหมายให้อยู่กับบริษัทในระยะยาว

เมื่อนำแนวทางเรื่องของสวัสดิการแบบยืดหยุ่นมาประกอบกับ Pay mix ที่บอกมาข้างต้นมากำหนดสัดส่วนของค่าตอบแทนพนักงาน เช่น เงินเดือน 60% โบนัสตามผลงาน 15% ค่าทักษะ/วิชาชีพ/เงินจูงใจ 10% Flexible Benefits 10% ESOP 5% ซึ่งสัดส่วนดังกล่าวนี้ก็คงต้องกลับไปพิจารณากันเอาเองนะครับว่าแบบไหนถึงจะเหมาะกับบริษัทของเรา