ต้อนรับปีใหม่ 2568
โดย ธำรงศักดิ์ คงคาสวัสดิ์ วิทยากรและที่ปรึกษาด้าน HR บริษัท ทีอาร์เอ็นคอนซัลแทนท์ จำกัด อีเมล์ tamrongsakk@hotmail.com หรือ tamrongsakk@gmail.com โทร 081-846-2525
วันพุธที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2568
วันอังคารที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2567
วันเสาร์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2567
การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เริ่มจากครอบครัว
เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมต้องใช้บริการรถไฟฟ้า BTS เพื่อเข้าเมืองไปทำธุระก็เจอเรื่องที่น่าจะเป็นข้อคิดในการพัฒนาทรัพยากรบุคคลบนรถไฟฟ้ามาเล่าสู่กันฟังเผื่อจะเป็นประโยชน์นะครับ
บนรถ
BTS ตู้ที่ผมนั่งอยู่มีคนนั่งเต็มทุกที่นั่งและมีคนยืนอยู่ในตู้นี้ประมาณ 8-9
คนซึ่งก็ไม่ได้แน่นมากนักเพราะเป็นเวลากลางวันของวันธรรมดา
เมื่อถึงสถานีหนึ่งมีคุณแม่พาลูกชายวัย 8-9 ขวบขึ้นมาบนรถ
พอขึ้นมาบนรถแล้วลูกชายของคุณแม่ก็ตรงรี่เข้ามาชี้ตรงผู้หญิงวัยกลางคนที่นั่งข้าง
ๆ ผม
(ซึ่งเธอมีกระเป๋าเดินทางแบบลากใบใหญ่และกระเป๋าสะพายใบเขื่องวางอยู่บนกระเป๋าลากอีกทีหนึ่ง)
พร้อมทั้งส่งเสียงดังว่า “จะนั่งตรงนี้..จะนั่งตรงนี้”
ฝ่ายคุณแม่ก็เหลือบตามองดูลูกชายแว๊บเดียวก็ดึงโทรศัพท์มือถือขึ้นมาไถไปมาแบบไม่สนใจอะไรมากไปกว่าการไถโทรศัพท์
ฝ่ายผู้หญิงที่นั่งข้าง ๆ ผมก็เลยต้องลุกขึ้นลากกระเป๋าให้เด็กนั่ง
ส่วนเด็กคนนี้ก็กระโดดขึ้นมานั่งและปีนเก้าอี้และร้องเพลงโดยคุณแม่ก็ยังคงเพลินกับการไถโทรศัพท์ต่อไป
ไม่มีแม้แต่การขอบคุณสักคำเดียวจากคุณแม่หรือแม้แต่จะสอนให้ลูกรู้จักขอบคุณคนที่เขาเสียสละที่นั่งให้กับตัวเองทั้ง
ๆ ที่คนที่เสียสละก็มีข้าวของพะรุงพะรัง
แถมเมื่อลูกของตัวเองปีนเก้าอี้และร้องเพลงเสียงดังรบกวนคนที่นั่งข้าง
ๆ คุณแม่ก็ไม่ได้คิดจะบอกกับลูกหรือสอนให้ลูกรู้ว่ามารยาทในที่สาธารณะควรเป็นยังไง
แต่กลับไปให้ความสำคัญกับการไถโทรศัพท์มากกว่า
ตรงนี้แหละครับที่ผมเอามาเป็นข้อคิดว่าหลายครั้งที่องค์กรส่งพนักงานเข้าอบรมเพื่อแก้ปัญหาเกี่ยวกับพฤติกรรมของคนก็จะเกิดประเด็นว่าไม่ได้ช่วยปรับพฤติกรรมของพนักงานให้ดีขึ้น
หรือแม้แต่หลายครั้งที่ผมเป็นกรรมการวินัยสอบสวนการทำความผิดของพนักงานแล้วพบว่าแม้บริษัทออกหนังสือตักเตือนแล้วก็ยังฝ่าฝืนทำความผิดซ้ำเดิมอีก
เช่น อยากได้ต้องได้ (กรณีลักขโมย) หรืออยากทำอะไรตามใจตัวเองก็จะทำอย่างนั้นโดยไม่สนใจว่าสิ่งที่ทำจะถูกหรือผิดหรือจะมีผลอะไรต่อไป
(เช่น การมาสาย, ขาดงาน)
เหมือนคำพังเพยที่ว่า
“ไม้อ่อนดัดง่าย ไม้แก่ดัดยาก” ครับ
ผมไม่รู้ว่าอนาคตของเด็กคนนี้เมื่อเติบโตต่อไปจะมีพฤติกรรมต่อไปเป็นยังไง
รู้แต่ว่าเรื่องที่เล่าให้ฟังนี้คงจะทำให้คนที่เป็นพ่อเป็นแม่คนที่อยากเห็นอนาคตลูกที่มีพฤติกรรมที่ดีต่อไปจะนำไปเป็นข้อคิดในการเลี้ยงดูลูกต่อไป
และผมยังเชื่อตามหัวข้อข้างต้นนี้ว่าการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์จำเป็นต้องเริ่มจากครอบครัวเสียก่อนครับ
วันศุกร์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2567
วันพฤหัสบดีที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2567
เจ็บแต่จบหรือยืดเยื้อแล้วเรื้อรัง
การทุจริตต่อหน้าที่ถือเป็นฐานความผิดร้ายแรงตามม.119 ของกฎหมายแรงงานที่บริษัทสามารถเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย
..............................
วันอังคารที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2567
เปรียบเทียบเปอร์เซ็นต์การขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำมีผล 1 มค.68 ของแต่ละจังหวัดและแนวโน้มวันละ 600 บาทในปี 2570
ตามที่มีการประกาศขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำมีผล 1 มค.68 โดยมีทั้งหมดถึง 17 อัตรา ซึ่งผมได้ทำตารางเปรียบเทียบการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำของบางจังหวัดโดยคิดเป็นเปอร์เซ็นต์เพื่อให้เห็นชัดเจนว่าจังหวัดไหนมีเปอร์เซ็นต์การขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำมากที่สุด
ผลที่ออกมาคือ
อันดับ 1. จังหวัดสุราษฎร์ธานี
(เฉพาะอ.เกาะสมุย) มีอัตราขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำสูงสุด 15.94%
อันดับ 2. จังหวัดฉะเชิงเทรา
มีอัตราขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำรองลงมาคือ 14.29%
อันดับ 3. จังหวัดชลบุรี/ระยอง
ครองอันดับร่วมคือมีอัตราขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 10.80%
อันดับ 4. จังหวัดสงขลา (เฉพาะอ.หาดใหญ่)
มีอัตราขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 10.14%
อันดับ 5 จังหวัดเชียงใหม่ (เฉพาะอ.เมือง) มีอัตราขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 8.57%
ส่วนกทม.และปริมณฑลมีอัตราการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำอยู่ที่ 2.48%
ตามภาพด้านล่างครับ
จากการปรับค่าจ้างขั้นต่ำปีนี้ทำให้พอจะมองเห็นภาพของค่าจ้างขั้นต่ำวันละ
600 บาทในปี 2570 ได้บ้างแล้วว่าจะมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน
อย่างที่ผมเคยวิเคราะห์และเล่าให้ฟังในบทความที่แล้วว่าถ้าจะทำให้เป็นไปตามเป้าหมายวันละ
600
บาท ในปี 2570 ได้จะต้องมีการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำปีละประมาณ
14%
ตั้งแต่ปี 2567 ไปจนถึงปี 2569 คือ
ปี 2567 ต้องปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 400 บาท
ปี 2568 ต้องปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 460 บาท
ปี 2569 ต้องปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 524 บาท
จึงจะทำให้ปี 2570 เป็นวันละ 600 บาทได้ตามเป้าหมาย (ดูตารางประกอบ)
เมื่อเป็นอย่างนี้ก็บอกได้ว่าจังหวัดที่มีโอกาสจะเป็นไปได้ที่จะยังเป็นไปตามเป้าหมายนี้อยู่คือจังหวัด
(หรืออำเภอ) ที่ได้รับการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 400 บาทในครั้งนี้
แต่มีเงื่อนไขว่าภายในปี
2568 จะต้องได้รับการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 460 บาทให้ได้ด้วยนะครับ
ถ้าไม่งั้นก็จะทำให้โอกาสที่จะได้ไปต่อให้เป็นไปตามเป้าหมายหายไป
ซึ่งตอนนี้ก็น่าจะเริ่มมองเห็นแล้วนะครับว่าจังหวัดไหนมีแนวโน้มจะไม่ได้ไปต่อ
บอกก่อนนะครับว่าบทวิเคราะห์นี้ผมมองเฉพาะเป้าหมายวันละ 600 บาทในปี 2570 เป็นหลักเท่านั้นนะครับ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ว่าทำไมถึงเป็นตัวเลขนั้นตัวเลขนี้ หรือเรื่องของที่มาว่าปรับกันมาได้ยังไง หรือปรับแล้วจะเกิดผลอย่างไร ฯลฯ จะได้ไม่เอาเรื่องนี้ไปปะปนกับประเด็นอื่นครับ
วันจันทร์ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2567
ทำไมโปรแกรมการพัฒนาผู้นำในปัจจุบันถึงไม่สามารถเตรียมผู้จัดการสำหรับอนาคตได้
เห็นมีการตั้งคำถามนี้อยู่ในเพจ ๆ หนึ่งน่าสนใจดี ผมก็เลยขอนำเอามาแชร์ไอเดียกันน่าจะทำให้เกิดข้อคิดเตือนใจสำหรับคนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เพื่อปรับปรุงโปรแกรมทำนองนี้ครับ
ในความเห็นของผม
ๆ มีความเห็นอย่างนี้ครับ
1.
Leadership ไม่ใช่แค่การส่งคนไปอบรม แล้วก็บอกว่าคน
ๆ นั้นผ่านหลักสูตรนั้น ๆ แล้ว (บางหลักสูตรมีการสอบข้อเขียนหรือปฏิบัติด้วย)
ได้คะแนนสูง ได้รับวุฒิบัตรแล้ว ก็แปลว่ามีความพร้อมที่จะเป็นผู้นำทีมงานได้แล้ว
ถ้าใครยังไม่ผ่านหลักสูตรนั้น ๆ ก็ถือว่ายังไม่มีคุณสมบัติที่จะ Promote ได้
แต่ Leadership จะเกิดจาก
1.1
ตัวของคน ๆ
นั้นเองว่าจะมีทุนเดิมอยู่มากน้อยแค่ไหน และจะสร้างและพัฒนา Leadership ในตัวเองให้เพิ่มขึ้นได้อีกหรือไม่
1.2
เกิดจากประสบการณ์ของคน ๆ
นั้นที่จะหล่อหลอมและทำให้มี Leadership เพิ่มขึ้นได้มาก-น้อยเท่าใด
2.
หัวหน้าของคน ๆ นั้น
2.1
เป็นต้นแบบที่ดีของการเป็นผู้นำหรือไม่
ศิษย์จะเก่งก็ต้องมีครูที่ดี
ถ้าหัวหน้าไม่ใช่ต้นแบบที่ดีจะทำให้ลูกน้องพัฒนาภาวะผู้นำให้เพิ่มขึ้นได้ยาก
2.2
มีศักยภาพที่จะ Coach/ให้คำปรึกษาแนะนำ/สอนงาน/เป็นพี่เลี้ยงให้กับลูกน้องตลอดจนสามารถวางแผนให้ลูกน้องได้พัฒนา
Leadership ในตัวเองได้หรือไม่
เพราะหัวหน้าหลายคนเก่งเฉพาะตัวแต่สอนคนไม่เป็น ให้คำปรึกษาไม่เป็น
อย่างนี้ก็จะทำให้เกิดปัญหาในการสร้าง Successor ครับ
2.3
หัวหน้ามีความพร้อมและให้ความร่วมมือในการสร้าง
Leader
ขึ้นมาแทนตัวเองหรือไม่ ถ้าหัวหน้าไม่พร้อมหรือไม่ให้ความร่วมมือ
หรือเป็นหัวหน้าที่มีทัศนคติไม่ดี อีคิวต่ำ
ขี้อิจฉาริษยาเห็นคนอื่นเก่งกว่าตัวเองไม่ได้ ฯลฯ
อย่างนี้ก็คงจะทำให้การพัฒนา
Leader
มีปัญหาตามไปด้วยแหละครับ
นี่แหละครับคือคำตอบว่าทำไมโปรแกรมการพัฒนาผู้นำในปัจจุบันถึงไม่สามารถเตรียมผู้จัดการในอนาคตได้ในจุดที่ผมเห็นว่าเป็นอุปสรรคที่สำคัญในการพัฒนา
Leader
ครับ





