วันอาทิตย์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2569

หมอดูกับการพยากรณ์อากาศความเหมือนและความต่าง

             คนที่รู้จักผมดีจะรู้ว่าผมเป็นนักโหราศาสตร์สมัครเล่น เวลาคนที่รู้จักส่งวันเดือนปีเวลาเกิดมาให้ดู ผมก็จะดูให้ (ฟรีไม่ได้คิดตังค์นะครับ) และจะบอกตบท้ายไปเสมอว่าอย่าไปคิดว่าทุกอย่างจะเป็นไปตามที่ผมบอกไปนะ มันอาจจะเกิดหรือไม่เกิดขึ้นก็ได้

มันก็เหมือนการพยากรณ์อากาศแหละเวลาที่เขาบอกล่วงหน้าว่าวันนี้โอกาสที่ฝนจะตกมีเปอร์เซ็นต์สูง แต่พอถึงวันจริงฝนอาจจะไม่ตกเลยก็ได้

          สิ่งที่ผมเห็นว่าเหมือนกันสำหรับสองเรื่องนี้คือบอกให้เรารู้ว่าอย่าประมาทครับ

            เวลาที่มีการพยากรณ์อากาศแล้วบอกว่าฝนจะตกหนัก ถ้าเราไม่ประมาทเราก็จะเตรียมติดร่มไปด้วยหรืออาจจะเปลี่ยนกิจกรรมที่คิดว่าจะทำกลางแจ้งมาอยู่ในร่มแทน

            หรือถ้าพยากรณ์อากาศว่าฝนจะตกหนักมากให้ยกข้าวของหนีน้ำไว้ล่วงหน้าเพราะมีโอกาสจะเกิดน้ำท่วมสูง เราจะได้เตรียมป้องกันความเสียหายล่วงหน้าได้

            นี่คือสิ่งที่เหมือนกันระหว่างการพยากรณ์ของหมอดูกับการพยากรณ์อากาศคือบอกให้คนระมัดระวังและไม่ประมาท

            แล้วสิ่งที่ต่างกันล่ะ ?

1.      การพยากรณ์อากาศ ผู้รับคำพยากรณ์ไม่ต้องเสียตังค์ แต่เวลาคนไปหาหมอดูต้องเสียตังค์

2.      การพยากรณ์อากาศจะอยู่ในใจคนในช่วงที่พยากรณ์ไม่นานนัก พอผ่านพ้นช่วงนั้นมาแล้วคนก็จะลืมไปแล้วว่าวันนั้นวันนี้ฝนจะตก แต่คำพยากรณ์ของหมอดูจะอยู่ในใจคนที่รับการพยากรณ์ไปนานถึงนานมาก ๆ

3.      เพราะคำพยากรณ์จะอยู่ในใจของคนที่ไปดูหมอนานนี่เอง คนที่เป็นหมอดูถึงจำเป็นจะต้องมี “จรรยาบรรณ” และ “คุณธรรม” ซึ่งวันนี้เราก็จะได้เห็นคนที่ชอบพยากรณ์แต่เรื่องลบเรื่องร้ายด้วยการใช้เทคนิคง่าย ๆ แบบที่เรียกว่า #BarnumEffect หรือ #DixonEffect (ผมเคยเขียนเทคนิคเหล่านี้ไว้ใน Blog ของผม ลองไป Search ดูนะครับ)

ลองคิดดูสิครับถ้าหมอดูบอกว่าลูกที่จะเกิดมามีดวงเป็นกาลกิณีกับพ่อแม่ หรือบอกว่าคนที่มาดูดวงจะอยู่ได้อีกไม่เกิน 1 ปี ฯลฯ  จะทำให้เกิดปัญหาตามมามากแค่ไหน

      แล้วทำไมคำทำนายของหมอดูถึงผิดพลาดได้ล่ะ

      จากความเห็นส่วนตัวของผมมีตามนี้ครับ

1.      เกิดจากตัวหมอดูเองที่ตีความจากตำแหน่งดาวที่ผิดพลาดแล้วออกคำทำนายที่ผิด

2.      ตำแหน่งของดาวที่ไม่เสถียร ตำแหน่งดาวที่ใช้ดูดวงจะมี 10 ดวง (จันทร์-อาทิตย์+ราหู+เกตุ+มฤตยู) ซึ่งใช้กันมาตั้งแต่โบราณหลายร้อยปี แต่จากความรู้ด้านดาราศาสตร์ในปัจจุบันพบว่าการหมุนและการโคจรของดาวแต่ละดวงไม่ได้คงที่เมื่อมาคำนวณตำแหน่งดาวในปัจจุบันเทียบกับตำแหน่งดาวยุคก่อนจึงคลาดเคลื่อน ทำให้ความหมายเปลี่ยนไป

3.      คนมาดูดวงจำวัน เดือน ปี เวลาเกิดผิด หรือบอกผิด ก็จะทำให้การวางลัคนาผิดราศี เรื่องราวทั้งดาวในพื้นดวงและดาวจรก็จะผิดเพี้ยนไปทั้งหมด

4.      ถ้ามองในแง่ “กรรม” หมายถึงการกระทำในปัจจุบันย่อมจะส่งให้ผลที่จะเกิดในอนาคตเป็นไปตามกรรมนั้นตามหลักปฏิจจสมุปบาท เช่น หมอดูทายว่าจะเกิดอุบัติเหตุ แต่ถ้าคนมาดูมีสติและระมัดระวังตัวเองไม่ทำตัวให้เกิดความเสี่ยง อุบัติเหตุนั้นก็ไม่เกิดขึ้น

ในเรื่องนี้จึงสรุปได้ว่าเรื่องเหล่านี้ฟังไว้ได้ เรียนรู้ไว้ได้ แต่อย่าถึงขั้นงมงาย

สติจึงเป็นเรื่องสำคัญ

ใครที่สนใจอยากจะเรียนรู้เรื่องเหล่านี้ในเบื้องต้นก็ลองดาวน์โหลดหนังสือ "เรียนรู้โหราศาสตร์ไทยมาใช้ในงาน HR - ภาคปฏิบัติ" https://www.dropbox.com/s/oe537r47y4yk8g6/HR_Horasad.pdf?dl=0 ไปอ่านไปลองศึกษาดูนะครับ