วันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2563

Dixon Effectและเคล็ดลับในการทำนายของหมอดูให้แม่น

 

หมอดูอเมริกันนาม Jeanne Dixon เป็นหมอดูชื่อดังในทศวรรษ 60

ผู้คนเล่าขานกันต่อๆกันมาว่าเธอเคยทำนายว่าประธานาธิบดีเคนเนดี้จะถูกลอบสังหารจนผู้คนเชื่อว่าเธอเป็นหมอดูที่แม่นมากในยุคนั้น

ต่อมาศาสตราจารย์ John Paulos ศึกษาว่าทำไมเธอถึงทำนายได้แม่นปานนั้นจนกระทั่งตั้งกฎของการทำนายที่เรียกว่า Dixon Effect คือ....

"ถ้าหมอดูให้คำทำนายในจำนวนที่มากพอ หลายครั้งก็จะถูกในที่สุด คำทำนายที่ถูกก็จะมีคนจำได้ อันที่ผิดคนจะลืมมันไปถ้าทำอย่างนี้หมอดูคนนั้นก็จะมีชื่อเสียงและร่ำรวยจากการพยากรณ์ที่แม่นยำ"

แต่...ความเป็นจริงคือ Dixon ให้คำทำนายก่อนเคนเนดี้ถูกลอบสังหารถึง 4 ปีดังนี้

"ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 1960 คนจากพรรคเดโมแครตจะชนะ เขาจะถูกสังหารในขณะดำรงตำแหน่ง"

แต่เมื่อใกล้เลือกตั้งเธอกลับพยากรณ์ว่า Nixon จากพรรครีพับลิกันจะเป็นผู้ชนะ

เธอไม่ได้พูดถึงเคนเนดี้ แต่พอเคนเนดีได้รับเลือกตั้งและถูกลอบสังหาร คนก็เลือกที่จะจำแค่เรื่องประธานาธิบดีถูกลอบสังหารเท่านั้น

ใครที่คิดจะเป็นหมอดูหรือไปดูหมอจะได้เข้าใจ Trick อันนี้ไว้ด้วยนะครับ

อีกวิธีหนึ่งของการให้คำทำนายของหมอดู(ที่ไม่เกี่ยวกับ Dixon Effect)ที่ผมเห็นบ่อยๆคือการทำนายแบบกลางๆที่ทำให้ผู้ฟังคิดแบบตีความไปเอง

เช่น....

นิทานที่เล่าต่อกันมาว่ามีกษัตริย์กรีกองค์หนึ่งคิดจะยกทัพไปตีเปอร์เซีย เพื่อความมั่นใจก็เลยไปให้หมอดู(โหรหลวง)ทำนาย หมอดูก็ให้คำทำนายแบบยังไงก็แม่นว่า....

"การไปทำสงครามคราวนี้จะทำให้อาณาจักรใหญ่แห่งหนึ่งต้องล่มสลาย"

ทำนายแบบนี้กษัตริย์กรีกก็ตีความเข้าข้างตัวเองว่าหมายถึงอาณาจักรเปอร์เซียจะต้องล่มสลายในครานี้แหงแก๋

แต่พอยกทัพไปรบ ผลก็คือกษัตริย์กรีกแพ้ย่อยยับแถมตัวเองก็ตายในที่รบอีกต่างหาก

บอกได้เลยครับทำนายแบบนี้ยังไงก็แม่นเสมอ

จริงไหมครับ

                                                ......................................

วันเสาร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2563

สาเหตุที่ทำให้ไม่ก้าวหน้าในงาน

             เวลามีคนมาทักเราว่า “แหม..นี่ก็ผ่านมาหลายปีแล้วเธอยังเหมือนเดิมเลยนะ” ผมว่าหลายคนที่ถูกทักอย่างงี้คงจะรู้สึกดีจริงไหมครับ เพราะส่วนใหญ่ก็จะคิดถึงรูปร่างหน้าตาที่ยังดูอ่อนเยาว์ หรือยังมีนิสัยดีเสมอต้นเสมอปลาย

            แต่ถ้าคำทักทายข้างต้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับหน้าที่การงานล่ะ..มีใครอยากอยู่ในตำแหน่งเดิมไปเรื่อย ๆ โดยไม่ก้าวหน้าบ้างไหม

หรือพูดง่าย ๆ ว่าวันเวลาที่ผ่านไปก็ไม่อาจทำให้ตำแหน่งหน้าที่การงานเปลี่ยนแปลงไปได้เลย คือเคยเข้ามาทำงานเมื่อสิบปีก่อนในตำแหน่งไหน เดี๋ยวนี้ก็ยังคงเป็นขวัญใจน้อง ๆ รุ่นใหม่ในตำแหน่งนั้นเหมือนเดิม ที่เพิ่มเติมคือมีความเป็นอมตะในตำแหน่งเดิม

            จากตรงนี้ผมก็เลยมาลองคิดต่อไปจากประสบการณ์ของผมว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้คนทำงานยังคงอยู่ที่เดิมไม่เปลี่ยนแปลงตามนี้ครับ....

1.      ทำงานเท่าเงินเดือน : คนพวกนี้มักจะมีคำพูดติดปากว่า “บริษัทให้เงินเดือนเท่านี้ก็ทำแค่นี้แหละจะเอาอะไรกันมากมาย....” เรียกว่าจ่ายแค่ไหนก็ทำให้แค่นั้น จ่าย 100 ก็ทำให้ 100 ก็พอแล้ว (เผลอ ๆ จะทำน้อยกว่า 100 อีกต่างหาก) จะเอาอะไรกันนักกันหนาคือมักจะทำตัวเป็นคล้ายแมวน้ำหรือปลาโลมาที่จะกระโดดลอดห่วงก็ต่อเมื่อครูฝึกป้อนปลาให้กินเท่านั้น

2.      ทำงานแค่หน้าตัก มักจะยึดแค่ JD เป็นสรณะ : คือตามหัวข้อเลยครับ ทำงานตาม JD ถ้ามีนอกเหนือจากนั้นก็จะเกี่ยงงานโดยอ้างเหตุผลสารพัด งานอะไรที่ได้รับมอบหมายมาใหม่ก็ไม่อยากเรียนรู้ไม่อยากรับผิดชอบ

3.      ปฏิเสธความก้าวหน้า เมื่อมีโอกาสมาก็ไม่รับ : ไม่อยากรับผิดชอบอะไรให้มากกว่านี้ ไม่ชอบความเปลี่ยนแปลงทำแค่นี้ก็พอแล้ว

4.      ความถนัด/ความสามารถไม่ตรงกับงานที่ทำ : ไม่เคยสำรวจตัวเองเลยว่าตัวเองมีความถนัดหรือมีความสามารถอะไรบ้าง เปลี่ยนงานไปเรื่อย ๆ เพื่อค้นหาตัวเองแต่ก็หลายปีผ่านไปยังค้นไม่เจอซะที

5.      ไม่เคยวางแผนหรือมีเป้าหมายในชีวิต : ใช้ชีวิตอย่างไม่มีเป้าหมาย ขาดแรงบันดาลใจและเปะปะ ก่อนที่เรือเล็กจะออกจากฝั่งจะต้องมีเป้าหมายให้ชัดเจนเสียก่อนนะครับว่าเราจะไปที่ไหนใช้เวลาเท่าไหร่จะไปถึงจุดหมายได้ยังไงไม่งั้นก็เคว้งคว้างอยู่กลางทะเลนั่นแหละ

6.      อยู่ในองค์กรที่ไม่เคยมีการวาง Career Path : จะเรียกว่าโชคไม่ดีก็ได้เพราะไปทำงานอยู่ในบริษัทที่ไม่เคยคิดถึงความเติบโตก้าวหน้าของลูกจ้างพนักงานบ้างเลย, ผู้บริหารใช้งานพนักงานไปแบบวัน ๆ ให้ได้เงินมีรายได้เข้าเป้าของบริษัทก็พอแล้ว, ผู้บริหารจิตใจคับแคบกับพนักงาน

7.      ได้หัวหน้าไม่ดี : มีหัวหน้าที่ขี้อิจฉา บ้าอำนาจ ไม่เคยคิดพัฒนาลูกน้อง ไม่เคยสอนงานลูกน้อง ไม่เคยส่งเสริมความก้าวหน้าของลูกน้องให้ได้เลื่อนตำแหน่ง หัวหน้าจิตใจคับแคบ เอาเปรียบลูกน้อง เอาดีเข้าตัวเอาชั่วโยนลูกน้อง โลเลเปลี่ยนใจไปมา ไม่กล้าแก้ปัญหาไม่กล้าตัดสินใจ

8.      ประชาสัมพันธ์ตัวเองไม่เป็น :  ทำงานดีแต่ไม่เคยมีการประชาสัมพันธ์ให้โลกรู้บ้างเลยว่าเราทำอะไรไปบ้างที่เป็นผลงานที่ดี-เด่น-ดัง เป็น Signature มีลายเซ็นให้ทุกคนได้รู้ว่านี่คือผลงานของเรา หลายคนที่ทำงานดีมีความสามารถแต่ PR ตัวเองไม่เป็นก็จะกลายเป็นพนักงานเก่งและดีที่โลกลืม แล้วก็มองข้ามไป ไม่รู้จักใช้สื่อโซเชียลหรือสื่ออื่น ๆ ให้เป็นประโยชน์กับตัวเองบ้างเลย

9.      มีทัศนคติที่ดูถูกตัวเอง : ชอบพูดหรือคิดกับตัวเองว่า....เรื่องนี้เราทำไม่ได้หรอกเพราะใคร ๆ เขายังทำไม่ได้เลยแล้วเราจะทำสำเร็จได้ยังไง, เรื่องนี้ยากไม่มีวันทำได้, คนเก่งกว่าเรายังมีอีกตั้งเยอะให้เขาทำไปก็แล้วกัน ฯลฯ มีปัญหาในทุกคำตอบแทนที่จะหาคำตอบในแต่ละคำถาม ฯลฯ ตรงนี้ผมอยากจะบอกว่า.... “ใครจะดูถูกเราก็ไม่แย่เท่าเราดูถูกตัวเอง” ครับ ต่อให้เก่งยังไงถ้ามีทัศนคติลบมากกว่าบวกคนเก่งเหล่านั้นก็ไปไหนไม่ได้ไกลหรอกครับ

          และขอตบท้ายว่า “ความก้าวหน้าและมั่นคงขึ้นอยู่กับตัวของเรา

ไม่ใช่หัวหน้าหรือองค์กร”

          จริงไหมครับ?

 

………………………………………..

วันศุกร์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2563

บริษัทมีสิทธิจะต่อทดลองงานไหมถ้าบริษัทไม่ต่อทดลองงานจะทำไงดี?

             มีคำถามเข้ามาว่า “เข้าทำงานกับบริษัทแห่งหนึ่งมีกำหนดทดลองงานไม่เกิน 120 วัน พอใกล้ ๆ ครบกำหนดหัวหน้าแจ้งผลว่าไม่ผ่านทดลองงานและให้เขียนใบลาออก แต่หลังจากนั้นอีก 1 วัน HR เรียกไปบอกว่าจะต่อทดลองงานให้อีก 1 เดือน เลยสงสัยว่าตามกฎหมายแล้วบริษัทจะมีสิทธิต่อทดลองงานได้หรือไม่และควรทำยังไงดี?”

            ขอตอบอย่างนี้นะครับ

1.      ตามกฎหมายแรงงานไม่ได้กำหนดเอาไว้หรอกว่าจะต้องมีการทดลองงาน ดังนั้นการทดลองงานจึงเป็นเรื่องของนายจ้างที่กำหนดกฎเกณฑ์กันขึ้นมาเอง ซึ่งถ้าจะถามว่าผิดกฎหมายแรงงานหรือไม่ก็ตอบได้ว่าไม่ผิดกฎหมายแรงงานครับ

2.      ถ้าถามว่าแล้วทำไมบริษัทต่าง ๆ ถึงต้องกำหนดให้ทดลองงานไม่ให้เกิน 120 วัน ก็ตอบได้ว่าเพราะถ้าลูกจ้างไม่ผ่านทดลองงานแล้วไม่ยอมเขียนใบลาออก นายจ้างก็ต้องแจ้งเลิกจ้างเพราะสาเหตุทำงานไม่ได้ตามที่บริษัทต้องการจึงไม่ผ่านทดลองงานซึ่งกรณีอย่างนี้ถ้าลูกจ้างมีอายุงานครบ 120 วันขึ้นไป นายจ้างก็ต้องจ่ายค่าชดเชยตามอายุงาน (ตามมาตรา 118) ให้กับลูกจ้าง พูดง่าย ๆ คือที่ไม่ให้เกิน 120 วันเพราะถ้าลูกจ้างไม่ยอมเขียนใบลาออก นายจ้างจะได้ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยในกรณีเลิกจ้างก็เท่านั้นแหละครับ

3.      หลักจึงอยู่ที่ว่านายจ้างจะไปเขียนกฎระเบียบเรื่องการทดลองงานเอาไว้ยังไงก็ได้ เช่น จะให้มีการทดลองงาน 60 วัน 90 วัน 120 วัน 180 วัน หรือทดลองงาน 1 ปี ก็ยังได้ แต่ต้องรู้ว่าถ้าลูกจ้างมีอายุงานครบ 120 วันขึ้นไปแล้วนายจ้างมาแจ้งว่าไม่ผ่านทดลองงานจะต้องเลิกจ้างแล้วล่ะก็นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยตามมาตรา 118 เว้นแต่ถ้าลูกจ้างเขียนใบลาออกนายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยครับ

4.      ดังนั้นที่ถามมาว่าบริษัทมีสิทธิต่อทดลองงานหรือไม่ ก็ตอบได้ว่าบริษัททำได้ครับแต่ถ้าคุณทำงานไปแล้วมีอายุงานครบ 120 วันขึ้นไปแล้วบริษัทแจ้งว่าไม่ผ่านทดลองงานและคุณไม่เขียนใบลาออก บริษัทก็ต้องแจ้งเลิกจ้างคุณพร้อมทั้งจ่ายค่าชดเชยตามที่ผมบอกไปแล้ว

5.      คำถามสุดท้ายของคุณคือ “ควรทำยังไงดี” อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับคุณแล้วล่ะครับ ถ้าคุณไม่อยากจะทำงานที่บริษัทนี้ต่อไปแล้วคุณก็เขียนใบลาออกไปโดยไม่ต้องไปรับเงื่อนไขต่อทดลองงาน หรือถ้าคุณยังอยากจะทำงานต่อคุณก็มาทำงานต่อไปแล้วก็คอยลุ้นกันใหม่ว่าเขาจะประเมินให้ผ่านทดลองงานหรือไม่

          ผมอยากจะให้ข้อคิดว่าแทนที่คุณจะให้บริษัทหรือหัวหน้าประเมินคุณเพียงฝ่ายเดียว คุณลองประเมินศักยภาพและความสามารถของตัวคุณเองจะดีไหมครับ?

            ประเมินดูว่าช่วงเวลาที่ผ่านมาตอนที่ทดลองงานน่ะคุณได้ใช้ความรู้ความสามารถในงานตามที่ได้รับมอบหมายได้เต็มที่ดีแล้วหรือยัง คุณมีความถนัดหรือรักในงานที่รับผิดชอบอยู่มากน้อยแค่ไหน คุณคิดว่างานที่ทำมันตรงกับสิ่งที่คุณอยากจะทำหรือไม่ ทำไปแล้วเราจะมีอนาคตหรือมี Career Path ในงานต่อไปได้ไหม อะไรทำให้เราไม่ผ่านทดลองงาน ฯลฯ

             เมื่อประเมินตัวเองอย่างนี้แล้วน่าจะได้ทำให้เราเห็นภาพของตัวเราเองชัดเจนขึ้นและตัดสินใจเกี่ยวกับอนาคตของตัวเราได้ดียิ่งขึ้น

            ลองฟังเพลง “ชีวิตลิขิตเอง” ของพี่เบิร์ดหรือ “เรือเล็กควรออกจากฝั่ง” ของพี่ตูน หรือเพลง “ศรัทธา” ของพี่โป่งดูก็ได้นะครับเผื่อว่าจะช่วยให้คุณมีกำลังใจ มีความคิดดี ๆ และตัดสินใจในเรื่องนี้ได้ดีขึ้นครับ

          “คุณค่าของเราต้องสร้างจากตัวของเราเอง”

                                                    …………………………

ฟังพ็อดแคสต์คลิ๊ก

 https://tamrongs.podbean.com/e/ep126%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a9%e0%b8%b1%e0%b8%97%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%b4/

วันจันทร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2563

อ้างว่าจะลาออกแต่หายไปเฉยๆ..ผลจะเป็นยังไง?

          “เพื่อนฝากผมมาให้ถามอาจารย์ว่าเขาถูกหัวหน้าปฏิบัติไม่ดีกับเขามาก ๆ ถ้าเขาจะลาออกโดยไม่ยื่นใบลาออก คือวันพรุ่งนี้เขาจะไม่ไปทำงานที่บริษัทนั้นอีกต่อไปได้ไหมครับ”

            เรื่องที่ผมคิดว่าคนที่เป็นหัวหน้าหรือ HR จะพบเจออยู่ในปัจจุบันก็คือการที่พนักงานลาออกไปโดยไม่ยื่นใบลาออกแต่จะใช้วิธีหายไปเฉย ๆ ไม่บอกกล่าวอะไร โดยเฉพาะพนักงานที่เพิ่งเข้ามาใหม่บางคนเมื่อทำงานไปแล้วไม่ชอบงานที่ทำก็หายจ้อยไปเฉย ๆ โดยไม่เขียนใบลาออกซะงั้น ทั้ง ๆ ที่ทุกบริษัทจะมีกฎระเบียบเรื่องการลาออกคล้าย ๆ กันคือหากพนักงานที่อยากจะลาออกก็ต้องยื่นใบลาออกล่วงหน้า 30 วัน

            Back to the basic เราลองกลับมาดูเรื่องของการลาออกในกฎหมายแรงงานกันก่อนดีไหมครับ?

            ผมขอยกบางส่วนของมาตรา 17 เฉพาะในส่วนของการลาออกมาดังนี้ครับ

“มาตรา ๑๗  สัญญาจ้างย่อมสิ้นสุดลงเมื่อครบกำหนดระยะเวลาในสัญญาจ้างโดยมิต้องบอกกล่าวล่วงหน้า

ในกรณีที่สัญญาจ้างไม่มีกำหนดระยะเวลา นายจ้างหรือลูกจ้างอาจบอกเลิกสัญญาจ้างโดยบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นหนังสือให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบ ในเมื่อถึงหรือก่อนจะถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวหนึ่งคราวใด เพื่อให้เป็นผลเลิกสัญญากันเมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปข้างหน้าก็ได้ แต่ไม่จำเป็นต้องบอกกล่าวล่วงหน้าเกินสามเดือน....”

จากมาตรา 17 ข้างต้นอธิบายภาษาชาวบ้านก็คือ

1.      สัญญาจ้างไม่มีกำหนดระยะเวลาก็หมายถึงสัญญาจ้างพนักงานประจำนั่นแหละครับ

2.               ถ้าพนักงานจะลาออกก็ควรจะต้องทำเป็นหนังสือแจ้งให้บริษัททราบล่วงหน้าแต่ไม่ต้องแจ้งล่วงหน้าเกิน 3 เดือน ซึ่งปกติทั่วไปบริษัทต่าง ๆ มักจะมีระเบียบเรื่องการลาออกคือให้พนักงานยื่นใบลาออกล่วงหน้า 30 วันหรือ 1 เดือนซึ่งก็ถือว่ายังอยู่ในระยะเวลาตามมาตรา 17 ครับ

เอาล่ะครับ..อธิบายมาถึงตรงนี้ก็เชื่อว่าท่านจะทราบหลักของการลาออกกันแล้วนะครับ

            นั่นคือถ้าพนักงานที่จะลาออกกลับทำตัวเป็นนินจาหายไปเฉย ๆ แล้วไม่ยื่นใบลาออกโดยแจ้งให้บริษัททราบล่วงหน้าก็ถือว่าไม่ปฏิบัติตามมาตรา 17

เพราะแม้พนักงานจะอ้างว่า “ก็บอกหัวหน้าแล้วนี่ว่าจะลาออกก็น่าจะพอแล้ว” แต่พูดแล้วไม่มีเอกสารหลักฐานอะไรมายืนยันกับบริษัทว่าต้องการจะลาออกนี่ครับ!

            ดังนั้นถ้าพนักงานอ้างว่าบอกหัวหน้าไปแล้วว่าจะลาออกแต่ไม่ยื่นใบลาออกแล้วเล่นหายไปเฉย ๆ นี่บริษัทก็อาจจะถือเป็นสาเหตุการเลิกจ้างเนื่องจากพนักงานละทิ้งหน้าที่ 3 วันทำงานติดต่อกันขึ้นไปโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ซึ่งเป็นการกระทำความผิดตามมาตรา 119

และที่สำคัญคือหากบริษัทเลิกจ้างพนักงานในความผิดข้อนี้ บริษัทก็ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและค่าบอกกล่าวล่วงหน้าใด ๆ ทั้งสิ้น

            ถ้าเรื่องนี้เป็นคดีไปถึงศาลก็ต้องมาสืบพยานกันให้วุ่นวายอีกว่าพนักงานพูดว่าจะลาออกจริงหรือไม่ เมื่อไหร่ ฯลฯ แค่คิดก็วุ่นแล้วครับ แต่ถ้าพนักงานยื่นใบลาออกก็จะมีความชัดเจนและไม่ต้องมาวุ่นวายแบบนี้

แถมพนักงานยังเสียประวัติอีกต่างหากเพราะเวลาไปทำงาน (ทดลองงาน) ที่บริษัทแห่งใหม่แล้วเขาเช็คประวัติกลับมาที่บริษัทเดิมแล้วที่เดิมก็ให้ข้อมูลไปว่า “ถูกเลิกจ้าง” ไม่ใช่การลาออกตามปกติ นี่ท่านว่ามันจะดีกับตัวเราไหมล่ะครับ?

หวังว่าท่านที่คิดจะลาออกโดยไม่ยอมยื่นใบลาออกคงจะทราบแล้วนะครับว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ ถึงแม้หัวหน้าหรือบริษัทจะมีพฤติกรรมไม่ดีกับเรายังไงการตาม ถึงหัวหน้าจะร้ายแต่เราก็ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ร้ายเหมือนหัวหน้าก็ได้นี่ครับ

การไปแกล้งป่วนหัวหน้าหรือป่วนบริษัทด้วยการอ้างว่าบอกลาออกด้วยปากเปล่าแล้วไม่ยื่นใบลาออกน่ะ มันไม่เป็นผลดีกับใครเลยแม้แต่กับตัวเองก็ตาม

แต่การแสดงเจตนาลาออกด้วยการเขียนและยื่นใบลาออกให้ทางบริษัทอย่างถูกต้องชัดเจนด้วยความเป็นมืออาชีพจะทำให้ไม่เกิดปัญหาวุ่นวายตามมาในภายหลังจะดีกว่าไหมครับ

 

………………………………

ฟังพ็อดแคสต์คลิ๊ก

https://tamrongs.podbean.com/e/ep117%e0%b8%ad%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%ad/

วันพุธที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2563

ถ้าหัวหน้าไม่ประเมินผลงานลูกน้องตามความเป็นจริงจะเกิดปัญหาอะไรตามมาบ้าง?

            ปกติการประเมินผลการปฏิบัติงานมักจะมี 5 ระดับประเมินคือ A,B,C,D,E หรือถ้าเป็นตัวเลขคือ 5,4,3,2,1 โดยความหมายของแต่ละเกรดคือ

A หรือ 5 = ผลงานดีเยี่ยมหรือดีเลิศ

B หรือ 4 = ผลงานดี/น่าพอใจ

C หรือ 3 = ผลงานดีได้ตามมาตรฐาน/ได้ตามค่าเฉลี่ย

D หรือ 2 = ผลงานไม่ได้ตามมาตรฐาน/ควรปรับปรุง/ต้องมีการกำหนดระยะเวลาปรับปรุงตัว

E หรือ 1 = ผลงานต่ำกว่ามาตรฐานมาก/ใช้ไม่ได้/รับไม่ได้

ซึ่งเมื่อนำผลการปฏิบัติงานดังกล่าวไปโยงกับการขึ้นเงินเดือนประจำปีหรือการจ่ายโบนัสก็จะทำให้พนักงานที่ได้รับการประเมินผลการปฏิบัติงานได้รับการขึ้นเงินเดือนมากหรือน้อยไปตามผลการประเมินข้างต้น ซึ่งในบางบริษัทจะไม่ขึ้นเงินเดือนประจำปีให้กับพนักงานที่ได้รับการประเมินผลงานในเกรด E หรือ 1 เนื่องจากถือว่าผลการปฏิบัติงานต่ำกว่ามาตรฐานมากจนไม่ควรจะได้รับการขึ้นเงินเดือน

แต่..แม้ว่าหัวหน้าผู้ประเมินจะรู้หลักเกณฑ์การประเมินผลงานข้างต้นก็ยังมีหัวหน้างานที่ผมเจอมาอีกไม่น้อยที่ไม่กล้าประเมินผลงานลูกน้องให้เป็นไปตามความเป็นจริง (ไม่ว่าใช้วิธีการประเมินแบบจิตสัมผัสหรือ Rating Scale คือมีหัวข้อหรือปัจจัยการประเมินแบบสำเร็จรูป 10-20 ข้อแล้วประเมินผลตามหัวข้อนั้น ๆ หรือจะมีวิธีการประเมินโดยมีตัวชี้วัดแบบ KPIs ก็ตาม)

โดยหัวหน้าดังกล่าวก็จะประเมินผลงานลูกน้องให้ได้ C เป็นอย่างต่ำ แม้แต่ลูกน้องที่มีผลงานที่ย่ำแย่ต่ำกว่ามาตรฐานที่ควรจะถูกประเมินในเกรด D หรือ E ก็ตาม (ถ้าเป็นการประเมินโดยมีตัววัดหรือ KPIs หัวหน้าบางคนก็มักจะกำหนด KPIs ให้กับลูกน้องของตัวเองแบบง่าย ๆ ชนิดหลับตาทำงานยังไงก็ได้ C)

ถ้าจะถามว่าทำไมหัวหน้าเหล่านี้ถึงไม่กล้าประเมินผลการทำงานของลูกน้องแบบตรงไปตรงมา ก็ตอบได้ว่าหัวหน้ากลัวลูกน้องจะไม่แฮ๊ปปี้ กลัวลูกน้องโกรธกลัวลูกน้องไม่พอใจครับก็เลยต้องทำตัวเป็นพ่อพระแม่พระเพื่อให้ลูกน้องไม่เสียความรู้สึก

เรามาดูกันไหมครับว่าผลจากการที่หัวหน้าไม่กล้าประเมินผลการปฏิบัติงานลูกน้องแบบตรงไปตรงมาจะเกิดปัญหาอะไรตามมาบ้าง

1.      ลูกน้องที่ทำงานดีทำงานได้ตามมาตรฐานจะเกิดความรู้สึกว่าหัวหน้าไม่เป็นธรรม และเริ่มคิดว่าเราจะรับผิดชอบงานให้มากมายไปทำไมในเมื่อเพื่อนเราทำงานแย่กว่าเราตั้งเยอะหัวหน้าก็ยังประเมินให้เกรด C เท่าเราเลย ก็จะทำให้ลูกน้องที่ทำงานได้ตามมาตรฐานเริ่มเฉื่อยงาน

2.      ลูกน้องที่ทำงานไม่ดีก็ยังคงรักษาระดับผลงานแย่ ๆ ต่อไป เพราะคิด (เข้าข้างตัวเอง) ว่างานที่ทำอยู่ในปัจจุบันก็คงดีอยู่แล้วแหละ เพราะหัวหน้าเขายังให้เกรด C อยู่ เราก็ได้รับการขึ้นเงินเดือนเท่า ๆ กับคนอื่นตามค่าเฉลี่ยนี่นา

3.      ลูกน้องที่มีผลการปฏิบัติงานดีในเกรด B และเกรด A ที่มีผลงานดีเยี่ยมเตรียมหางานใหม่ เพราะเริ่มเห็นความไม่เป็นธรรมของหัวหน้า และมองว่าตัวเองได้รับการขึ้นเงินเดือนน้อยกว่าที่คาดหวัง

4.      ใช้งบประมาณการขึ้นเงินเดือนประจำปีที่มีอยู่อย่างจำกัดอย่างไม่เหมาะสม คือแทนที่จะจัดสรรให้กับคนที่มีผลการปฏิบัติงานดีในระดับมาตรฐานขึ้นไป กลับมาถูกแจกจ่ายให้กับคนที่มีผลงานต่ำกว่ามาตรฐานและคนที่ผลงานย่ำแย่ที่สุด ไม่เป็นไปตามระบบ Merit ที่ควรจะตอบแทนคนที่รับผิดชอบในการทำงานที่ดีกว่าตามหลัก Equal work equal pay หรือ Pay for performance กลายเป็น Equal work not equal pay หรือ Pay for poor performer เสียอีก อย่างนี้สมควรหรือไม่ต้องถามใจคนที่เป็นฝ่ายบริหารดูนะครับ

5.      บริษัทเสี่ยงถูกพนักงานฟ้องร้อง กรณีเลวร้ายสุดหรือ Worst Case Scenario ถ้าวันหนึ่งบริษัทไม่สามารถจะรับกับผลการทำงานของพนักงานที่แย่สุดได้ แม้บริษัทจะเลิกจ้างพนักงานดังกล่าวด้วยสาเหตุคือหย่อนสมรรถภาพมีผลการปฏิบัติงานต่ำกว่ามาตรฐาน และบริษัทก็จ่ายค่าชดเชยและค่าบอกกล่าวล่วงหน้าตามกฎหมายแรงงานแล้วก็ตาม

ถ้าพนักงานไปฟ้องศาลแรงงานว่าถูกเลิกจ้างไม่เป็นธรรมและเรียกร้องขอค่าเสียหายจากการถูกเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ศาลก็ต้องขอดูผลการประเมินที่ผ่านมาว่าเป็นยังไง พอบริษัทนำผลประเมินย้อนหลังไปให้ศาลดูก็จะเห็นว่าพนักงานคนนี้ได้รับการประเมินผลงานในเกรด C คือทำงานได้ตามมาตรฐานมาโดยตลอดท่านคิดดูสิครับว่าศาลท่านจะเห็นด้วยกับเหตุผลของบริษัทในการเลิกจ้างหรือไม่

ซึ่งค่าเสียหายนี่ก็แล้วแต่ว่าพนักงานที่ไปฟ้องจะเรียกร้องมากแค่ไหนและศาลท่านจะพิจารณาว่าควรจะจ่ายให้พนักงานหรือไม่และจ่ายให้มากน้อยแค่ไหน

เห็นไหมครับว่าการที่หัวหน้าไม่ประเมินผลการปฎิบัติงานลูกน้องแบบตรงไปตรงมาแต่ใช้วิธีประเมินแบบถนอมน้ำใจบัวไม่ให้ช้ำน้ำไม่ให้ขุ่น สุดท้ายอาจจะทำให้บริษัทต้องมาแพ้คดีและจ่ายค่าเสียหายได้อีกในภายหลัง

ฝากไว้เป็นข้อคิดนะครับ

                                                             …………………………..

ฟังพ็อดแคสต์คลิ๊ก

วันจันทร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2563

ทำไมพนักงานดี ๆ ถึงลาออก


            ปัญหาที่สำคัญเรื่องหนึ่งในวันนี้คือการหาคนที่มีคุณสมบัติเหมาะสมเข้าทำงานว่าหายากแล้ว การรักษาคนเหล่านี้ให้อยู่กับองค์กรก็ยิ่งยากเข้าไปอีก เพราะด้วยค่านิยมการทำงานของคนรุ่นใหม่ (ที่เรามักจะเรียกว่า Gen Y) ก็เปลี่ยนแปลงไปจากคนรุ่นก่อนหน้านี้ รวมถึงความเจริญทางเทคโนโลยีในโลกออนไลน์ก็มีมากกว่าแต่ก่อนเยอะ ทำให้โอกาสที่จะทำให้คนรุ่นใหม่มีช่องทางในการหางานในลักษณะต่าง ๆ ที่เหมาะสมกับตัวเองมีความเป็นอิสระมากขึ้นกว่าการมาเป็นพนักงานประจำบริษัทที่ต้องทำงานแปดโมงเช้าถึงห้าโมงเย็น ก็ยิ่งทำให้การรักษาพนักงานไว้กับองค์กรยิ่งยากมากขึ้น

            ในวันนี้ผมก็เลยอยากจะขอประมวลรวบรวมสาเหตุการลาออกของพนักงานมาเพื่อให้ข้อคิดสำหรับท่านที่เป็นหัวหน้างานหรือผู้บริหารได้อ่านเพื่อเป็นเหมือนกระจกเงาสะท้อนว่าองค์กรของเราเป็นแบบนี้อยู่หรือไม่ เพื่อจะได้นำเรื่องเหล่านี้กลับมาแก้ไขเพื่อลดการลาออกและรักษาคนที่เก่งและดีไว้กับองค์กรของท่านให้ดีมากยิ่งขึ้น

            สาเหตุการลาออกของพนักงานที่ทำงานดี ๆ มีดังนี้

1.      ต้องการความก้าวหน้า, ไปศึกษาต่อ, ได้งานใหม่ สาเหตุทำนองนี้มักจะเขียนเอาไว้ในใบลาออกแบบบัวไม่ให้ช้ำน้ำไม่ให้ขุ่น รักษาความรู้สึกดี ๆ กันเอาไว้ แต่มักไม่ใช่สาเหตุที่แท้จริงในใจของพนักงานที่ลาออกนักหรอกครับ แต่สาเหตุที่แท้จริงนอกเหนือจาก Exit Interview น่ะมักเป็นตามข้อถัดไปข้างล่างนี้ครับ

2.      องค์กรใหญ่มากเกินไป ทำให้ได้เรียนรู้งานเพียงด้านเดียวเกินกว่าสองปีโดยไม่มีการสับเปลี่ยนหมุนเวียนไปทำงานด้านอื่นบ้างเลย ทำให้รู้สึกว่าทำงานซ้ำ ๆ ซาก ๆ ทำงานจำเจ เบื่อ ฯลฯ

3.      บรรยากาศทำงานในหน่วยงานไม่ Support กัน ต่างคนต่างเอาเปรียบและเอาตัวรอดในการทำงาน พร้อมจะโบ้ยความผิดพลาดให้คนอื่นเป็นแพะเอาไว้ก่อนโดยไม่คิดที่จะช่วยเหลือแก้ปัญหากัน ที่ร้ายหนักกว่านั้นคือคนที่ชอบโบ้ยและโยนความผิดก็ดันเป็นหัวหน้าซะเองที่พร้อมจะโยนความผิดให้ลูกน้องเป็นแพะอยู่บ่อย ๆ ประเภท I’m OK you’re not OK.

4.      มีการเมืองภายในองค์กรเยอะ มีการใช้อิทธิพลเส้นสายกันภายในองค์กรเช่นการย้ายคนไม่เหมาะสมมาลงในตำแหน่งงานที่สำคัญ (ที่เรามักจะเรียกว่าย้ายข้ามห้วยนั่นแหละครับ) ในขณะที่คนที่มีความความรู้ความสามารถที่เหมาะสมกลับถูกดอง หรือมองข้ามด้วยคำพูดง่าย ๆ ว่า “ยังมือไม่ถึง” หรือ “ยังอาวุโสน้อยไป”

5.      เงินเดือนน้อยกว่าตลาดแข่งขัน เพราะบริษัทไม่มีโครงสร้างเงินเดือนแถมยังจ่ายตามใจฉัน (หมายถึงตามใจผู้บริหารที่มีอำนาจในเรื่องนี้น่ะครับ) ซึ่งเรื่องนี้ผมเคยพูดไว้หลายครั้งแล้วในเรื่องของการบริหารค่าตอบแทนนะครับไปหาอ่านเพิ่มเติมได้

6.      ผู้บริหารใช้อำนาจโดยไม่รับฟังความคิดเห็น บางคนถึงขึ้นบ้าอำนาจก็ได้ คือมีกฎการทำงานกับลูกน้องอยู่ 3 ข้อคือ ข้อ 1 หัวหน้าถูกเสมอ ข้อ 2 ถ้าไม่แน่ใจว่าหัวหน้าถูกหรือเปล่าก็กลับไปดูข้อ 1 และข้อ 3 ให้ปฏิบัติตามข้อ 1 และข้อ 2 อย่างเคร่งครัด ดังนั้นหัวหน้าสั่งอะไรก็ต้องทำห้ามหือ ห้ามเถียง ถ้าไม่พอใจก็ลาออกไป เดี๋ยวจะหาคนใหม่มาทำแทน

7.      ผู้บริหารทำงานแบบตามใจฉัน (ซึ่งข้อนี้มักจะมีเชื้อมาจากข้อ 6 แหละครับ) คือฉันมีอำนาจฉันจะทำยังไงก็ได้ เช่น เซ็นสัญญาจ้างรับคนเข้าทำงานเรียบร้อยแล้วแต่พอใกล้ ๆ จะถึงวันเริ่มงานก็ให้ฝ่ายบุคคลโทรไปปฏิเสธไม่รับผู้สมัครงาน หรือเมื่อตกลงว่าจ้างกันที่อัตราเงินเดือน 20,000 บาทแต่พอทำงานไปได้ 2 เดือนก็ให้ไปคุยกับพนักงานขอลดเงินเดือนลง 2,000 บาท โดยให้อ้างว่าทำงานไม่ดี ฯลฯ เรียกว่าทำงานแบบตามใจฉัน (ผู้บริหาร) โดยไม่มีระบบ ไม่มีหลักการ และขาดความเป็นมืออาชีพ ซึ่งถึงแม้จะมีการโต้แย้งให้เหตุผลแล้วก็ยังไม่ยอมรับฟัง สั่งให้ทำตามที่ผู้บริหารต้องการเท่านั้น

8.      สภาพแวดล้อมในการทำงานไม่เหมาะสม เช่น มีข้าวของวางระเกะระกะ ไม่เป็นระเบียบ หรือมีสภาพแวดล้อมที่แออัด จนทำให้คนทำงานรู้สึกว่าเหมือนอยู่ในแหล่งเสื่อมโทรม บางแห่งบางโรงงานก็มีกลิ่นจากกระบวนการผลิต เช่น กลิ่นไอน้ำมันที่แรงมาก ๆ , มีฝุ่นละอองเยอะมาก, มีความร้อนสูง หรือลักษณะของงานที่เสี่ยงอันตรายสูง ฯลฯ ซึ่งสภาพการทำงานแบบนี้คนที่อยู่มานาน ๆ อาจจะเคยชินแต่อย่าลืมว่าคนใหม่ที่เข้าไปเจอสภาพการทำงานอย่างนี้ล่ะครับ เขาจะคิดยังไง

9.      ไม่มีโอกาสก้าวหน้าในหน้าในงานที่ทำ ซึ่งผมมักจะเจอว่าหลายแห่งไม่เคยมีหลักเกณฑ์การเลื่อนชั้นเลื่อนตำแหน่งที่ชัดเจน ไม่มี Career Path หรือมีหลักเกณฑ์ก็จริงแต่ไม่เคยใช้หลักเกณฑ์เหล่านี้เลย การเลื่อนตำแหน่งอยู่ที่ใจผู้บริหารว่าจะเลือกใคร แถมการเลื่อนตำแหน่งก็เป็นไปแบบระบบเด็กใครเด็กมัน เส้นใครเส้นมัน

10.   ไม่มีระบบการประเมินผลงานที่ชัดเจน ใช้ความรู้สึกในการประเมินผลงาน ขาดตัวชี้วัดผลงานที่ชัดเจนก็เลยมีผลโยงไปถึงการขึ้นเงินเดือนประจำปี หรือบางแห่งก็ใช้ตัวชี้วัดเป็นเครื่องมือจับผิดและลงโทษพนักงานเป็นหลักแทนที่จะใช้เพื่อพัฒนาให้งานดีขึ้น มีการจ่ายโบนัสที่แล้วแต่ว่าอยากจะให้ใครมากก็ให้โดยไม่คิดถึงระบบคุณธรรมหรือผลงานทำให้เกิดความรู้สึกไม่ยุติธรรมสำหรับพนักงานที่มีผลงานก็เลยขอบ๊ายบายดีกว่า

11.   เอารัดเอาเปรียบพนักงานแม้เป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ก็บ่อย ๆ จนพนักงานรู้สึกไม่ยุติธรรม เช่น ทำงานล่วงเวลาก็ไม่ให้ค่าโอที หรือใช้ให้พนักงานเดินทางไปปฏิบัติงานนอกสถานที่แต่ไม่จ่ายค่าพาหนะให้ หรือจ่ายค่าพาหนะให้ก็น้อยจนพนักงานต้องควักกระเป๋าตัวเองจ่ายสมทบ ฯลฯ เข้าทำนองพนักงานต้องเอาเนื้อหนูไปปะเนื้อช้าง

ทั้งหมดที่ผมบอกมานี้เป็นตัวอย่างหลัก ๆ เท่าที่ผมคิดออกตอนนี้ที่ทำให้พนักงานก็ตัดสินใจลาออกทิ้งองค์กรไปในที่สุด และก็หลายครั้งทำให้องค์กรเสียคนดีมีฝีมือไปอย่างน่าเสียดาย

คราวนี้ก็คงอยู่กับผู้บริหารในแต่ละองค์กรแล้วล่ะครับว่าจะเปิดใจยอมรับ และคิดทบทวนอะไรบางอย่างเพื่อแก้ไขปรับปรุงอะไรให้ดีขึ้นเพื่อลดเงื่อนไขการลาออกของพนักงานลงบ้างหรือไม่เท่านั้นแหละครับ

……………………………………….
ฟังพ็อดแคสต์คลิ๊ก
https://tamrongs.podbean.com/e/ep116%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b8%b5/

วันเสาร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2563

บริษัทขอดูเฟซบุ๊กของผู้สมัคร..ทำได้ไหม..ไม่ให้ดูได้ไหม?


            ผมเห็นมีการตั้งกระทู้ทำนองนี้ขึ้นมาในโลกออนไลน์ก็เลยอยากจะนำเรื่องนี้มาเล่าสู่กันฟังเพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นโดยชี้ให้เห็นมุมมองของทั้งฝั่งผู้สมัครงานและฝั่งบริษัทอย่างนี้ครับ

            ถ้ามองจากฝั่งผู้สมัครงานแล้วผมก็เชื่อว่าส่วนมากคงจะไม่เห็นด้วยเพราะเหตุผลหลัก ๆ คือรู้สึกว่าตนเองถูกละเมิดความเป็นส่วนตัว นี่ขนาดยังไม่เข้ามาทำงานบริษัทยังไม่เคารพสิทธิส่วนบุคคลเลย ถ้าเข้ามาทำงานบริษัทจะละเมิดสิทธิอื่น ๆ อีกหรือเปล่า

            ถ้ามองจากฝั่งของบริษัทล่ะ ในการสรรหาคัดเลือกคนนั้นบริษัทมีต้นทุนในการหาคนตั้งแต่การลงประกาศรับสมัครงาน, การทดสอบข้อเขียน, สัมภาษณ์, การรับเข้ามาทดลองงาน, การจัดปฐมนิเทศ, ฝึกอบรมในระหว่างการทดลองงาน ฯลฯ ถ้าหากบริษัทได้คนที่มีคุณสมบัติไม่เหมาะสมบริษัทก็จะต้องมีต้นทุนเพิ่มขึ้นในการหาคนใหม่เข้ามาแทน นี่ยังไม่รวมปัญหาที่ได้คนไม่เหมาะสมด้านทัศนคติเข้ามาทำงานแล้วเข้ามาก่อกระแสสร้างความวุ่นวายในหมู่พนักงานที่เป็นความเสียหายแบบแอบแฝงอีกล่ะ

            เนื่องจากไม่มีระบบการคัดเลือกใดที่จะสามารถยืนยันคุณสมบัติหรือทัศนคติวิธีคิดของผู้สมัครได้เต็มร้อยหรอกครับ แต่ในยุคออนไลน์ปัจจุบันบริษัทก็จะสามารถตรวจสอบพฤติกรรม, ทัศนคติ, ความคิดเห็น, Lifestyle, ความชอบ-ไม่ชอบ ฯลฯ ของผู้สมัครได้จากเฟซบุ๊กซึ่งเป็นข้อมูลเชิงสถิติสะสมได้ชัดเจนมากขึ้น จึงเป็นที่มาของแนวคิดในการขอเช็คเฟซบุ๊กของผู้สมัครงานเพื่อยืนยันความมั่นใจว่าผู้สมัครงานมีคุณลักษณะที่เหมาะกับบริษัทจริงหรือไม่เพิ่มขึ้นอีกทางหนึ่ง

          ถ้าจะถามว่าบริษัทมีสิทธิขอดูเฟซบุ๊กของผู้สมัครได้ไหม ก็ตอบว่าบริษัทขอดูได้

          ส่วนผู้สมัครจะให้ดูหรือไม่ก็เป็นสิทธิของผู้สมัครครับ ขึ้นอยู่กับผู้สมัครเองว่าอยากจะให้บริษัทดูหรือเปล่าล่ะ?

            ถ้าผู้สมัครแน่ใจว่าพฤติกรรมบนโลกออนไลน์ของตัวเองไม่เคยมีปัญหาทำนองนี้เช่น ไม่เคยโพสแสดงทัศนคติที่แย่ ๆ, ไม่เคยโพสดูถูกเหยียดใคร หรือไปด่าคนอื่นแบบรุนแรงแบบไม่มีเหตุผล, โพสระบายความในใจด่าหัวหน้าคนเดิมด่าบริษัทเก่าที่เคยทำงานมา, โพสเรื่องอกหักรักคุดด่าแฟนเก่า, เพื่อนไม่ให้ยืมเงินก็เอามาโพส ฯลฯ อย่างนี้ก็ไม่น่าจะมีปัญหาในการหยิบโทรศัพท์ของเราให้บริษัทดูเฟซบุ๊กนะครับ

            แต่ถ้าบริษัทขอ Password ของเฟซบุ๊กนี่ผมไม่เห็นด้วยนะครับ เพราะได้ยินว่ามีบางบริษัทถึงกับขอ Password นี่ผมว่าเสียมารยาทมากและไม่ควรทำอย่างยิ่ง

          หรือบางบริษัทจะขอ Add Friend กับผู้สมัคร อันนี้ผมก็ว่าไม่เหมาะครับ มากไปเยอะไป

          เพราะเขาเป็นเพียงผู้สมัครยังไม่รู้ว่าจะรับเข้าทำงานหรือไม่ แต่ไปขอ Password ขอ Add Friend นี่เพื่อ..?

            แต่พูดก็พูดเถอะผู้สมัครหลายคนก็อาจจะเตรียมตัวมาดีคือมีเฟซบุ๊กหลายบัญชีโดยสร้างบัญชีสำหรับเอาไว้โชว์ตอนสมัครงานเพราะถ้าถูกขอดูก็จะได้ได้ดูเฟซฯที่สร้างภาพดี ๆ เอาไว้แล้ว และมีเฟซบุ๊กเฉพาะกลุ่มเพื่อนสนิทกันไว้ต่างหากซึ่งถ้าเป็นอย่างนี้บริษัทก็อาจจะไม่ได้ข้อมูลอะไรจากเฟซบุ๊กของผู้สมัครมากนักหรอกครับ ดังนั้นการขอดูเฟซบุ๊กจากผู้สมัครจึงอาจไม่ได้ผลนักถ้าเจอแบบนี้

          ประเด็นจึงกลับมาตรงที่การให้ความสำคัญในการคัดเลือกผู้สมัครงานของแต่ละบริษัทมีมากน้อยแค่ไหน คนที่เป็นกรรมการสัมภาษณ์เห็นความสำคัญของการสัมภาษณ์และเข้าใจบทความหน้าที่ของตนเองที่จะต้องหาคนที่ “ใช่” แล้วหรือยัง รู้ไหมว่าเราต้องเป็นตัวแทนในการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของบริษัทให้ผู้สมัครงานเกิดความเชื่อถือมั่นใจ และบริษัทเคยให้ความรู้เรื่องเกี่ยวกับเทคนิคการสัมภาษณ์, การอ่านผู้สมัครบ้างหรือเปล่า หรือคิดว่าคนที่มีตำแหน่งยิ่งสูงยิ่งสัมภาษณ์ได้ดีตามตำแหน่งเสมอ ยังไงก็ต้องคัดเลือกคนที่ใช่ได้แน่นอน?

หรือคิดว่าการสัมภาษณ์เป็นแค่เพียงการพูดคุยแบบถามไป-ตอบมา ยังใช้วิธีการสัมภาษณ์แบบ “จิตสัมผัส” หรือ Unstructured Interview ยังขาดทักษะการอ่านคน หรือยังมีอคติประเภท HALO Effect คือชอบคิดนโนเชื่อมโยงเรื่องที่ไม่เกี่ยวกันเช่น คนจบเกรดเฉลี่ย 2.0 เป็นคนไม่รับผิดชอบในการเรียน เมื่อมาทำงานก็จะไม่รับผิดชอบไปด้วย หรือคนที่จบจากสถาบันดัง ๆ ถึงจะเป็นคนทำงานเก่ง คิดว่าฉันเป็นกรรมการสัมภาษณ์ฉันมีอำนาจจะรับหรือไม่รับใครก็ได้ ผู้สมัครคือคนที่มาพึ่งพาอาศัยใบบุญเพื่อขอทำงานกับบริษัทฉันจะพูดจายังไงผู้สมัครต้องยอมรับฉันให้ได้ ฯลฯ

ถ้ากรรมการสัมภาษณ์ยังขาดทักษะการสัมภาษณ์และมีวิธีคิดอย่างที่บอกมานี้ การขอดูเฟซบุ๊กผู้สมัครงานก็ไม่ได้ช่วยให้บริษัทคัดเลือกคนที่ใช่เข้ามาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นสักเท่าไหร่หรอกจริงไหมครับ

………………………………
ฟังพ็อดแคสต์คลิ๊ก