วันเสาร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562

เรื่องขำๆของ "คน"

            1. คนมักจะเอาสิ่งที่ตัวเองไม่มีไปเปรียบเทียบกับสิ่งที่คนอื่นมี แต่จะไม่เอาสิ่งที่เรามีไปเปรียบเทียบกับสิ่งที่คนอื่นไม่มี

            2. คนจึงมักจะเห็นสนามหญ้าเพื่อนบ้านเขียวกว่าสนามหญ้าบ้านเรา

            3. คนมักคิดว่าเงินเดือนเพื่อนเยอะกว่าเรา

            4. คนจึงคิดว่าเงินเดือนของเราได้เท่าไหร่ไม่สำคัญเท่ากับเพื่อนได้เท่าไหร่ ดังนั้นให้เท่าไหร่ก็ไม่เคยถึงใจคนรับสักที

            5. คนมักมีความต้องการไม่สิ้นสุด น้อยคนจะบอกว่าฉันพอแล้ว

            6. คนมักจะตัดสินใจแบบมโนและด่วนสรุปทั้งๆที่ยังได้รับข้อมูลข้อเท็จจริงยังไม่ครบถ้วน

            7. คนมักจะพูดว่า "รู้งี้...." เมื่อรู้ว่าตัวเองตัดสินใจตามข้อ 6 ผิดพลาดไปแล้ว

            8. "รู้เท่าไม่ถึงการณ์" มักเป็นข้ออ้างของคนหลายคนที่รู้ตั้งแต่แรกว่าตัวเองทำผิด แถมคนที่พูดแบบนี้ยังหลงคิดว่าคนอื่นจะเชื่อคำพูดนี้ซะด้วยสิ

            9. คนมักเชื่อคนไกลตัวมากกว่าจะเชื่อคนที่อยู่ใกล้ตัว ทั้งๆที่เป็นคำพูดและเหตุผลเดียวกัน

            10.คนมักคิดเข้าข้างตัวเองว่ามีเหตุผล แต่การตัดสินใจหลายครั้งก็ไม่มีเหตุผล 

            11.คนมักจะมีความเชื่อว่าใครที่จบสถาบันดัง จบการศึกษาสูง จบเกรดเฉลี่ยสูง เคยทำงานในบริษัทดังคนๆนั้นจะต้องทำงานเก่งและดีเสมอ

            12.คนมักเชื่อว่าคนนอกที่รับเข้ามาใหม่จะทำงานดีกว่าคนเก่า

           ลองสำรวจตัวเองดูนะครับว่าเรามีพฤติกรรมแบบข้างต้นนี้บ้างหรือเปล่าจะได้เข้าใจพฤติกรรมของคนทั้งตัวเราและคนรอบข้างเพื่อการใช้ชีวิตหรือการทำงานร่วมกันได้ดียิ่งขึ้นครับ


................................

วันจันทร์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562

9 เหตุผลว่าทำไมถึงควรเข้าร่วมสำรวจค่าตอบแทนและสวัสดิการ


จากประสบการณ์ที่ผมได้พูดคุยกับทั้ง HR และผู้บริหารมากมายหลายบริษัทที่ผ่านมายังพบว่าบริษัทเหล่านั้นยังไม่เคยเข้าร่วมสำรวจค่าตอบแทนและสวัสดิการประจำปีกับบริษัทหรือองค์กรที่เขาเป็นเจ้าภาพจัดกันทุกปี

ซึ่งสาเหตุหลักที่ยังไม่เข้าร่วมการสำรวจก็คือยังไม่เห็นประโยชน์ในการเข้าร่วมสำรวจแหละครับ

ผมก็เลยขอสรุป 9 เหตุผลหลักๆจากประสบการณ์ว่าการเข้าร่วมการสำรวจค่าตอบแทนและสวัสดิการจะมีประโยชน์กับบริษัทของเรายังไงดังนี้ครับ

  1. ทำให้เรารู้สถานะการจ่ายค่าตอบแทนและสวัสดิการว่าอยู่ตรงไหนเมื่อเปรียบเทียบกับตลาดแข่งขัน
  2. นำมาเป็นข้อมูลการ Update โครงสร้างเงินเดือนและสวัสดิการเพื่อให้สามารถแข่งขันกับตลาดได้
  3. ใช้เป็นข้อมูลวางแผนนโยบายด้านการจัดการค่าตอบแทนและสวัสดิการ
  4. ลดความผิดพลาดในการตัดสินใจในเรื่องค่าตอบแทนและสวัสดิการโดยใช้ความรู้สึกของทั้งฝ่ายบริหารและ HR
  5. เป็นข้อมูลอ้างอิงในการอธิบายเหตุผลในเรื่องค่าตอบแทนและสวัสดิการกับทั้งฝ่ายบริหารและพนักงาน
  6. ใช้เป็นข้อมูลประกอบการแก้ปัญหา Over paid หรือ Under paid ในตำแหน่งต่างๆ ได้
  7. สามารถควบคุม Staff Cost ได้อย่างมีหลักการ ลดการเพิ่มขึ้นของ Staff Cost อย่างไม่มีเหตุผลลงได้
  8. นำมาเป็นข้อมูลประกอบการทำงบประมาณขึ้นเงินเดือนประจำปี และการจ่ายโบนัสประจำปี
  9. ทำสถิติในด้านต่างๆเกี่ยวกับค่าตอบแทนและสวัสดิการในแต่ละปีจะทำให้เรามีฐานข้อมูลด้านนี้เพื่อการวิเคราะห์ทิศทางและแนวโน้มในการนำเสนอฝ่ายบริหารเพื่อแก้ปัญหาและตัดสินใจ

    ที่บอกมาข้างต้นนี้ผมไม่ได้ค่านายหน้าใดๆจากบริษัทหรือองค์กรที่เขาเป็นเจ้าภาพในการสำรวจนะครับ 

แต่เกิดจากประสบการณ์ที่ทำงานด้านนี้มายาวนานกว่า 35 ปี และบอกได้เลยว่าถ้าบริษัทไหนไม่เข้าร่วมการสำรวจหรือไม่มีข้อมูลการสำรวจค่าตอบแทนและสวัสดิการก็แสดงว่าบริษัทนั้นกำลังมีการบริหารค่าตอบแทนและสวัสดิการแบบตาบอดในยุค Big data แล้วล่ะครับ

หนึ่งในเรื่องสำคัญสำหรับ HR ยุคปัจจุบันคือต้องคุยกับฝ่ายบริหารและพนักงานด้วย "ข้อมูล" หรือ เป็น HR แบบ Big Data ไม่ควรเป็น HR แบบจิตสัมผัสแล้วนะครับ!

หวังว่าปี 2563 ที่จะมาถึงนี้ HR คงจะนำ 9 เหตุผลข้างต้นไปใช้เป็นข้อมูลประกอบการนำเสนอฝ่ายบริหารเพื่อขออนุมัติให้เข้าร่วมการสำรวจค่าตอบแทนและสวัสดิการกันบ้างแล้วนะครับ

วันศุกร์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562

บริษัทสามารถสั่งให้พนักงานมาทำงานในวันหยุดประเพณีแล้วสลับไปหยุดในวันอื่นแทนได้หรือไม่


            หลักที่บริษัทควรปฏิบัติก็คือเมื่อบริษัทสั่งให้พนักงานมาทำงานในวันหยุด บริษัทก็ต้องจ่าย “ค่าทำงานในวันหยุด” ให้ตามกฎหมายแรงงานครับ (ม.62, 64, 68) การสลับวันหยุดที่มักนิยมใช้กันมาก (เพื่อจะได้ไม่ต้องจ่ายค่าทำงานในวันหยุด) นั้น ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 4 (19 สค.41) บอกว่าจะทำได้ต่อเมื่อกิจการนั้นมีลักษณะดังนี้

            1.งานในกิจการโรงแรม สถานมหรสพ ร้านขายอาหาร ร้านขายเครื่องดื่ม สโมสร สมาคม สถานพยาบาลและสถานบริการท่องเที่ยว

            2.งานในป่า งานในที่ทุรกันดาร งานขนส่งและงานที่มีลักษณะหรือสภาพของงานต้องทำติดต่อกันไปถ้าหยุดจะเสียหายแก่งาน

            ถ้าเป็นกิจการที่มีลักษณะอื่นนอกเหนือจากข้างต้นก็ไม่สามารถสลับวันหยุดได้

          ดังนั้นถ้าจะให้พนักงานมาทำงานในวันหยุดประจำสัปดาห์ หรือวันหยุดประเพณีก็จ่ายค่าทำงานในวันหยุดจะดีกว่าครับ

......................................

วันจันทร์ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2562

“วันหยุด” กับ “วันลา” ต่างกันยังไง


            วันหยุดในกฎหมายแรงงานมี 3 ประเภทคือ 

            1. วันหยุดประจำสัปดาห์ (ตามม.28) 
            2. วันหยุดประเพณี (หรือวันหยุดนักขัตฤกษ์) (ตามม.29) และ 
            3. วันหยุดพักผ่อนประจำปีซึ่งมักจะเรียกเพี้ยนกันไปเป็นวันลาพักร้อนแต่ที่จริงแล้วเป็น “วันหยุด” ไม่ใช่ “วันลา” นะครับ (ตามม.30)

            หลักการของวันหยุดทั้ง 3 ประเภทนี้กฎหมายบังคับให้นายจ้างจะต้องเป็นคนกำหนดให้ลูกจ้างหยุดล่วงหน้าเพราะเป็นสิทธิของลูกจ้าง นายจ้างไม่จัดให้ลูกจ้างหยุดไม่ได้

            วิธีการที่นายจ้างจัดให้ลูกจ้างหยุดเช่น การที่นายจ้างเขียนข้อบังคับการทำงานว่าบริษัทจะมีวันหยุดประจำสัปดาห์วันไหนบ้าง หรือการที่บริษัทออกประกาศว่าจะมีวันหยุดประเพณีในปีหน้าวันไหนบ้าง หรือการที่หัวหน้ากำหนดให้ลูกน้องหยุดพักผ่อนประจำปีล่วงหน้าวันไหนบ้าง เป็นต้น

            จะเห็นได้ว่าวันหยุดเหล่านี้บริษัทต้องกำหนดให้พนักงานหยุดล่วงหน้าตามกฎหมายแรงงาน

            โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “วันหยุดพักผ่อนประจำปี” ซึ่งมักจะเกิดปัญหาว่าถ้าพนักงานไม่ยื่นใบลาพักร้อน บริษัทมักจะบอกว่าเมื่อพนักงานไม่ยื่นใบลาพักร้อนถือว่าพนักงานสละสิทธิ์นั้น

            ไม่ถูกต้องนะครับ!

            ถ้าพนักงานยังไม่ยื่นใบลาพักร้อนในปีใดก็ยังเป็นหน้าที่ของหัวหน้าที่จะต้องกำหนดวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้ลูกน้องล่วงหน้าด้วยถ้าลูกน้องบอกว่าไม่อยากลาพักร้อนก็ต้องเขียนกลับมาว่า “สละสิทธิ์” พร้อมเซ็นชื่อเอาไว้เป็นหลักฐานจึงจะถือว่าพนักงานสละสิทธิ์นะครับ


            แต่ถ้าบริษัทไม่จัดให้พนักงานหยุดพักผ่อนประจำปีแล้วจะไปโมเมว่าพนักงานไม่ยื่นใบลาพักร้อนถือว่าสละสิทธิ์ไม่ได้ครับ

            ส่วน “วันลา” เช่น ลาป่วย, ลากิจ, ลาคลอด, ลาทำหมัน อะไรเหล่านี้นายจ้างไม่ต้องกำหนดให้ลูกจ้างหยุดล่วงหน้าครับ ถ้าพนักงานมีความจำเป็นจะลาก็ว่ากันเป็นครั้ง ๆ ไป เช่น เมื่อลูกจ้างป่วยจนไม่สามารถมาทำงานได้ก็โทรมาลาป่วยกับนายจ้าง ถ้านายจ้างเห็นว่าป่วยจริงก็อนุญาตให้ลาป่วย ไม่ใช่หัวหน้าไปกำหนดให้ลูกน้องลาป่วยวันนั้นวันนี้ล่วงหน้า หรือไปกำหนดให้ลูกน้องลาทำหมันล่วงหน้า หรือไปกำหนดให้ลูกน้องลาคลอดล่วงหน้า มันก็คงจะยังไง ๆ อยู่จริงไหมครับ

            นี่จึงเป็นความแตกต่างกันระหว่าง “วันหยุด” และ “วันลา” อย่างที่เล่ามานี้แหละครับ

..................................

วันศุกร์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2562

การทำงานแบบ Gig ที่ไม่ใช่การทำงานกับกิ๊ก


คนรุ่น BB (Baby Boomer) Gen X หรือ Gen Y ตอนต้นคงคุ้นเคยกับสภาพการทำงานแบบนายจ้าง-ลูกจ้าง บริษัทรับเข้าทำงานก็ทำงานกันไปจนเกษียณ เป็นการจ้างงานระยะยาว

แต่ในยุคปัจจุบันสภาพการจ้างเปลี่ยนไปจากการจ้างงานระยะยาวแบบสมัยก่อนมาเป็นการจ้างงานแบบเป็นจ็อบๆกันไป เป็นการจ้างงานแบบที่เรียกว่า "Gig"

Gig มาจากคำแสลงคือการจ้างวงดนตรีมาเล่นเป็นครั้งๆตามผับนั่นแหละครับ จ้างมาเพื่อการทำงานเฉพาะเรื่องเฉพาะกิจ เมื่อบรรลุเป้าหมายแล้วก็จบกันไป

แนวโน้มการจ้างในปัจจุบันและอนาคตจะเป็นไปแบบนี้แล้วแหละครับ การทำงานแบบ Gig ก็จะมีผลคือ

1. คนจะมีอิสระในการรับงานมากขึ้น

2. เทคโนโลยีจะเข้ามามีส่วนกับการทำงานมากขึ้นเรื่อยๆใครที่แอนตี้เทคโนโลยี ไม่ปรับตัวหรือเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆจะอยู่ยาก

3. การแข่งขันของคนที่รับงานแบบ Gig จะสูงขึ้น ผู้รับจ้างจะต้องพัฒนาความสามารถของตัวเองให้ตรงกับความต้องการของผู้ว่าจ้างและจะต้องมีความรับผิดชอบสูงถึงจะได้งาน เพราะผู้ว่าจ้างจะมีตัวเลือกอื่น

4. การได้งานจากผู้ว่าจ้างในวันนี้ไม่ได้แปลว่าเขาจะจ้างเราตลอดไป เมื่อไหร่ Performance ตก หรือเขาไม่ Happy กับเรา เราก็มีสิทธิถูก Terminate สัญญาได้ทันที

คำถามปิดท้ายคือคนทำงานในวันนี้เตรียมตัวกันแล้วหรือยังครับกับการจ้างงานแบบ Gig?

............................................

วันจันทร์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2562

พนักงานเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้าจะจ่ายค่าน้ำมันยังไงดี?


            ผมเคยเขียนเรื่องของการให้สวัสดิการค่าน้ำมันกับพนักงานไปแล้วว่าฝ่ายบริหารควรมี “หลักเกณฑ์” ให้ชัดเจนว่าค่าน้ำมันนั้นต้องการจะให้เป็น “สวัสดิการ” หรือเป็น “รายได้เสริม” ให้กับพนักงานกันแน่

            ถ้ามีวัตถุประสงค์จะให้เป็นสวัสดิการจริง ๆ ก็ควรจะใช้วิธีทำ Fleet Card ให้พนักงานไปเลย หรือให้พนักงานนำใบเสร็จมาเบิกตามสิทธิจะดีกว่าการนำค่าน้ำมันเข้าไปใน Payroll เพราะจะทำให้เกิดปัญหาตามมาไม่ว่าจะเป็นเรื่องการถือเป็นเงินได้ที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย, ค่าน้ำมันได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยเพราะถูกหักภาษี, พนักงานไม่อยากจะใช้เงินนี้เพื่อประโยชน์ของบริษัทเพราะจะทำให้ตัวเองเสียรายได้ไป

            หรือแม้แต่สุ่มเสี่ยงที่จะกลายเป็น “ค่าจ้าง” ที่จะต้องนำไปรวมเป็นฐานในการคำนวณโอที, ค่าชดเชย, ค่าบอกกล่าวฯ, เงินสมทบประกันสังคม

            เมื่อไม่กี่วันมานี้ผมไปพูดเรื่องเกี่ยวกับการบริหารค่าจ้างเงินเดือนก็ได้รับคำถามมาว่า....

          “เดิมบริษัทให้ค่าน้ำมันกับพนักงานเดือนละ 10,000 บาท โดยให้พนักงานนำใบเสร็จมาให้บริษัททุกสิ้นเดือน แต่ตอนนี้พนักงานซื้อรถใหม่เป็นรถยนต์ไฟฟ้าจะจ่ายค่าน้ำมันให้พนักงานคนนี้ยังไงดี?

          และถ้าบริษัทไม่จ่ายค่าน้ำมันพนักงานจะรู้สึกว่าขาดรายได้ไปเดือนละ 10,000 บาทหรือไม่?”

            น่าคิดนะครับ

            ผมเห็นว่าเรื่องนี้น่าสนใจและอาจจะเป็นข้อคิดสำหรับ HR ที่ดูแลเรื่องสวัสดิการนี้ในอนาคต (หรืออาจจะมีบางบริษัทเจอกรณีเดียวกันนี้บ้างแล้วก็ได้) ก็เลยนำมาแชร์ไอเดียกันอย่างนี้ครับ

1.      HR ควรขอข้อมูลจากบริษัทรถยนต์ว่ารถไฟฟ้ารุ่นที่พนักงานซื้อนั้น ถ้าชาร์ตไฟเต็มแบตจะวิ่งได้กี่กิโลเมตร (โดยเฉลี่ย) แล้วต้องใช้ไฟฟ้าไปประมาณกี่หน่วย ค่าไฟฟ้าหน่วยละเท่าไหร่ และถ้าต้องชาร์ตกับสถานที่สาธารณะจะมีค่าใช้จ่ายประมาณเท่าไหร่ ซึ่งข้อมูลดังกล่าวจะสามารถนำมาคำนวณได้ว่าในหนึ่งเดือนจะใช้ไฟฟ้ากี่หน่วยคิดเป็นเงินกี่บาท

2.      สิ่งสำคัญคือ “ข้อมูล” HR จำเป็นจะต้องหาข้อมูลมาประกอบการวิเคราะห์เพื่อนำเสนอ ไม่ควรคิดแบบมโนแล้วกำหนดตัวเลขค่าไฟฟ้าขึ้นมาลอย ๆ นะครับ

3.      HR ต้องเขียนระเบียบสวัสดิการค่าไฟฟ้าสำหรับชาร์ตแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าโดยอ้างถึงระเบียบสวัสดิการเดิมที่บริษัทเคยให้เป็นสวัสดิการค่าน้ำมันโดยให้พนักงานนำใบเสร็จมาเบิก แต่ด้วยเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปบริษัทจึงมีการปรับปรุงแก้ไขระเบียบสวัสดิการค่าน้ำมันเพิ่มเติมสำหรับพนักงานที่ใช้รถยนต์ไฟฟ้าโดยให้พนักงานที่ใช้รถยนต์ไฟฟ้าได้รับสวัสดิการใหม่นี้เดือนละกี่บาทก็ว่ากันไป

4.      ส่วนคำถามที่ว่าถ้าพนักงานเคยได้รับค่าน้ำมันเดือนละ 10,000 บาท แต่พอเปลี่ยนมาเป็นได้รับค่าไฟฟ้า (สำหรับชาร์ตแบตเตอรี่รถยนต์) น้อยลงกว่าเดิม เช่น สมมุติได้รับค่าไฟฟ้าเดือนละ 3,000 บาท พนักงานจะรู้สึกว่ามีรายได้น้อยลงหรือไม่ ตรงนี้บริษัทก็ต้องอธิบายให้พนักงานทราบว่าค่าน้ำมันเป็น “สวัสดิการ” ไม่ใช่ “รายได้เสริม” เมื่อพนักงานเปลี่ยนจากรถยนต์ที่ใช้น้ำมันไปเป็นรถยนต์ไฟฟ้าแล้วมีค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับรถยนต์น้อยลงก็ย่อมได้รับสวัสดิการตามจริง

5.      ในข้อ 4 ก็คงจะเกิดปัญหาสำหรับบริษัทที่ไม่ได้ยึดหลักเกณฑ์ว่าค่าน้ำมันคือ “สวัสดิการ” แต่ไปทำให้ค่าน้ำมันเป็น “รายได้” ซึ่งมักจะนำค่าน้ำมันเข้า Payroll ทุกเดือนจนกลายเป็นรายได้เสริมของพนักงานไปแล้ว นี่คือปัญหาของการใช้ “หลักกู” ไม่ใช้ “หลักเกณฑ์” ของผู้บริหารในบางองค์กร คือมีหลักเกณฑ์แต่ไม่ใช้พอใช้หลักกูมาก ๆ เข้าก็เริ่มเป๋และอธิบายเหตุผลกับพนักงานไม่ได้ก็จะเกิดปัญหาปวดหัวตามมาให้แก้ไขต่อไปเรื่อย ๆ ตามหลักปฏิจสมุปบาทแหละครับ จะแก้ไขได้ก็ต่อเมื่อหลัก(เกณฑ์)ต้องแม่นเสียก่อนครับ

            เท่าที่ผมนึกออกตอนนี้มีเท่านี้ก่อนนะครับ แต่ถ้าใครมีไอเดียอะไรดี ๆ ก็แลกเปลี่ยนมาได้เพื่อเป็นประโยชน์สำหรับคนอ่านที่จะต้องรับผิดชอบเรื่องนี้ด้วยนะครับ

.....................................

วันพุธที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2562

เลื่อนตำแหน่งยังไงให้ได้คนที่ใช่


ในหลายองค์กรยังมีปัญหาในการเลื่อนตำแหน่งคนที่ไม่เหมาะสมขึ้นมาเป็นหัวหน้าหรือผู้บริหารจนกระทั่งมีคำพูดติดตลกกันว่า “ในการเลื่อนตำแหน่งครั้งหนึ่งจะเสียลูกน้องที่ดีไปคนหนึ่งและได้หัวหน้าที่เลวเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคน” ผมก็เลยมีแง่คิดบางประการเกี่ยวกับการเลื่อนตำแหน่งคนให้ขึ้นมาเป็นหัวหน้าหรือเป็นผู้บริหารทุกระดับอย่างนี้ครับ

1.      กรณีเลื่อนตำแหน่งจากคนในองค์กร

เมื่อมีตำแหน่งหัวหน้างานว่างลง การพิจารณาคนในที่มีความรู้ความสามารถขึ้นมาดำรงตำแหน่งแทนเป็นเรื่องที่เหมาะสมและควรทำ แต่....

            ข้อคิดของผมก็คือ

1.1   องค์กรของท่านมีหลักเกณฑ์ในการพิจารณาเลื่อนตำแหน่งแล้วหรือยัง เช่น
-          จะต้องมีอายุงานในตำแหน่งก่อนเลื่อน (หรืออายุงานในองค์กร) ไม่ต่ำกว่า.....ปี
-          มีผลการปฏิบัติงานย้อนหลัง 2 ปี ไม่ต่ำกว่าเกรด...........
-          มีผลการประเมินสมรรถนะ (Competency) ผ่านเกณฑ์ที่กำหนด
-          ต้องสำเร็จการศึกษาคุณวุฒิ........
-          ต้องมีใบประกอบวิชาชีพ.......(กรณีเป็นตำแหน่งที่ต้องใช้ใบประกอบวิชาชีพ)
-          ไม่เคยถูกตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษรในปีที่ผ่านมา หรือไม่เคยต้องโทษทางวินัย
-          มีสถิติป่วย สาย ลา ขาดงาน ไม่เกินที่กำหนด

1.2   องค์กรพิจารณาทักษะการบริหารจัดการหรือการเป็นผู้นำทีมงานด้วยหรือไม่ เช่น
-          ทักษะการวางแผน
-          ทักษะการมอบหมาย ควบคุม และติดตามงาน
-          ทักษะการสอนและแนะนำงาน
-          ทักษะการให้คำปรึกษา
-          ทักษะการทำงานเป็นทีม
-          ทักษะการแก้ปัญหาและตัดสินใจ
-          การควบคุมอารมณ์ตัวเองและเข้าใจคนอื่น (Emotional Quotient)

ซึ่งในระยะยาวจะพบว่าทักษะในข้อนี้จะเป็นทักษะของการเป็นผู้นำทีมงานที่ดี และเป็นคุณลักษณะที่คนรอบข้างต้องการ

                        โธ่ ! ก็ใครอยากจะได้หัวหน้าที่เก่งงาน รอบรู้งานสารพัด แต่ถ้าหัวหน้าที่เก่งงานแต่ดันมีวาจาเป็นอาวุธ มีดาวพุธเป็นวินาศ ลูกน้องทำดีไม่เคยจำ แต่พอทำพลาดไม่เคยลืม จุดเดือดต่ำ ฟิวส์ขาดง่าย ไล่บี้ให้ตายคางาน ฯลฯ บ้างล่ะครับ

                        ถ้าผู้บริหารไม่ได้ดูในข้อนี้ให้ดีแล้วล่ะก็ เรื่องนี้ก็จะเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาหัวหน้างาน และจะลุกลามเป็นปัญหาขององค์กรต่อไปในอนาคตที่ผมยกตัวอย่างมาในตอนที่แล้วยังไงล่ะครับ

1.3   องค์กรกำหนดคณะกรรมการพิจารณาคุณสมบัติของคนที่จะได้รับการเลื่อนตำแหน่งหรือไม่ ซึ่งองค์กรควรจะมีคณะกรรมการชุดหนึ่ง (ในที่ทำงานเดิมผมจะเรียกว่า “คณะกรรมการพัฒนาพนักงาน” ซึ่งมักจะประกอบด้วย MD เป็นประธานและมีผู้บริหารที่ MD แต่งตั้ง) ทำหน้าที่ในการพิจารณาเลื่อนชั้น เลื่อนตำแหน่ง โยกย้ายพนักงาน โดยพิจารณาคุณสมบัติพนักงานที่เข้าหลักเกณฑ์ตามข้อ 1.1 และมีคุณสมบัติตามข้อ 1.2 เพื่อกลั่นกรองให้ได้คนที่มีคุณสมบัติเหมาะสมกับตำแหน่ง ซึ่งในหลายองค์กรที่ผมเจอมาก็ยังไม่มีคณะกรรมการฯในลักษณะดังกล่าว แต่จะให้ผู้บริหารของแต่ละฝ่ายทำเรื่องเสนอขอ MD ถ้า MD เห็นชอบก็แต่งตั้งกันเลย ซึ่งจะมีโอกาสเลือกคนที่ผิดพลาดไม่เหมาะสมขึ้นมาเพื่อเกิดปัญหาในอนาคตต่อไป

1.4   ควรกำหนด “รอบ” ในการพิจารณาเลื่อนตำแหน่งให้ชัดเจน เช่น ปีละ 1 ครั้ง หรือ 2 ครั้งต่อปีในเดือนไหนของปี เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาความไม่เป็นธรรม เพราะถ้าไม่กำหนดอย่างนี้ก็จะทำให้เกิดปัญหา “มือใครยาว สาวได้สาวเอา” นั่นก็คือถ้าผู้จัดการฝ่ายไหนมีพาวเวอร์มีกำลังภายใน หรือป๋าดัน เจ๊ดันก็จะเสนอเลื่อนตำแหน่งลูกน้องอยู่เป็นระยะปีละหลาย ๆ ครั้ง แต่ถ้าผู้จัดการฝ่ายไหนเจียมเนื้อเจียมตัวไม่ค่อยเสนอลูกน้องให้ MD พิจารณา ก็จะทำให้ลูกน้องแป้กอยู่อย่างงั้นแหละ แถมยังจะทำให้เกิดปัญหาการเปรียบเทียบว่านายของใครจะมีกำลังภายในมากกว่ากัน หรือกลายเป็นเรื่องสองมาตรฐานเป็นเป็นธรรมในองค์กรตามมาเสียอีก ดังนั้นถ้ากำหนดเป็นรอบและแจ้งให้รู้กันให้ชัดเจนจะดีกว่าเพื่อความยุติธรรมทั้งองค์กรจริงไหมครับ

……………………………….