วันเสาร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2567

สัญญาจ้างจะสิ้นสุดเมื่อไหร่ ?

          เมื่อมีการจ้างงานก็ต้องมีการสิ้นสุดการจ้างงานด้วยเช่นเดียวกัน คล้ายกับคำกล่าวที่ว่า “ไม่มีงานเลี้ยงใดที่ไม่เลิกรา” อยู่ที่ว่าการสิ้นสุดการจ้าง หรืองานเลี้ยงที่เลิกราไปนั้นจะเป็นการเลิกราที่ดีหรือไม่อย่างไร

         เรามาดูกันนะครับว่าสัญญาจ้างจะสิ้นสุดกันเมื่อไหร่กันบ้าง 

          การสิ้นสุดของสัญญาจ้างนั้นมีอยู่ 3 วิธีคือ

        1. เมื่อนายจ้างบอกเลิกจ้างลูกจ้าง ซึ่งการที่นายจ้างบอกเลิกจ้างนี้อาจจะมีสาเหตุมากมายหลายหลาก เช่น บริษัทประสบวิกฤติขาดทุน, ขาดสภาพคล่องทางการเงิน, พนักงานมีผลปฏิบัติงานไม่ดี, มีปัญหาสุขภาพ, พนักงานมีความประพฤติเกเร, หมอดูทายว่าดวงของลูกจ้างจะเป็นกาลกิณีกับบริษัทจะทำให้บริษัทล่มจม, ลูกจ้างมีใบหน้าเป็นอาวุธนายจ้างเลยไม่ถูกโฉลก ฯลฯ

              สรุปง่าย ๆ ว่าถ้านายจ้างอยากจะเลิกจ้างลูกจ้างเมื่อไหร่ก็สามารถทำได้โดยการบอกเลิกจ้างหรือทำหนังสือเลิกจ้างลูกจ้างได้ทันทีโดยระบุสาเหตุของการเลิกจ้างให้ชัดเจน และจะมีผลในวันที่นายจ้างระบุ

             ส่วนเรื่องที่ว่าการเลิกจ้างนั้นเป็นธรรมหรือไม่ หรือจะต้องจ่ายค่าชดเชยให้กับลูกจ้างตามอายุงานหรือไม่ต้องจ่ายก็ต้องไปว่ากันในรายละเอียดของสาเหตุการเลิกจ้างกันต่อไป   

            พูดง่าย ๆ ว่านายจ้างจะเลิกจ้างลูกจ้างเมื่อไหร่ก็ย่อมทำได้ครับ

          2. เมื่อลูกจ้างบอกเลิกสัญญาจ้าง ในส่วนของลูกจ้างก็มีสิทธิในการบอกเลิกสัญญาจ้างเมื่อไหร่ก็ได้เช่นเดียวกัน 

            ซึ่งวิธีการบอกเลิกจ้างจากทางฝั่งของลูกจ้างที่เราคุ้นเคยกันดีก็คือการเขียนใบลาออกแล้วส่งให้กับหัวหน้างานหรือส่งให้กับนายจ้างนั่นเองครับ 

          และถ้าลูกจ้างระบุวันที่มีผลในใบลาออกเมื่อไหร่ก็จะพ้นสภาพจากการเป็นลูกจ้างในวันนั้นได้ทันทีโดยไม่ต้องรอให้นายจ้างอนุมัติ 

          แม้ว่าวันที่มีผลลาออกจะไม่ถูกต้องตามระเบียบบริษัทที่กำหนดไว้ 

         เช่น บริษัทมีระเบียบว่าการลาออกจะต้องแจ้งล่วงหน้า 30 วัน แต่ลูกจ้างยื่นใบลาออกวันนี้ให้มีผลวันพรุ่งนี้ก็ย่อมทำได้ แต่ถามว่าควรทำอย่างนี้หรือไม่ก็ต้องลองคิดดูครับ

            ส่วนสาเหตุของการบอกเลิกสัญญาจ้างจากทางฝั่งของลูกจ้างก็เช่น ไปหางานใหม่, ไปศึกษาต่อ, สุขภาพไม่ดี, เบื่อหน้าหัวหน้างาน, ได้แฟนรวยหรือถูกหวยรางวัลใหญ่เลยอยากจะลาออกไปใช้เงิน ฯลฯ

           ถ้าลูกจ้างไม่ยื่นใบลาออกตามระเบียบของบริษัท แล้วเกิดความเสียหายขึ้น บริษัทก็มีสิทธิฟ้องศาลแรงงานเพื่อเรียกร้องให้ลูกจ้างชดใช้ความเสียหายนั้นได้ครับ

          ในกรณีที่ลูกจ้างยื่นใบลาออกนั้น ลูกจ้างจะไม่ได้รับค่าเชย, ค่าบอกกล่าวล่วงหน้าใด ๆ นะครับ เพราะถือว่าลูกจ้างสมัครใจจะบอกเลิกสัญญาจ้างเอง

         เมื่อดูจากทั้งข้อ 1 และข้อ 2 แล้ว จะเห็นได้ว่าทั้งนายจ้างและลูกจ้างต่างก็มีสิทธิเสมอกันในการบอกเลิกสัญญาจ้างซึ่งกันและกันเมื่อไหร่ก็ได้จริงไหมครับ 

          3. เมื่อสัญญาจ้างครบกำหนดระยะเวลา เช่น บริษัท PQR ทำสัญญาจ้างนาย A เข้าทำงานตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2566 ถึงวันที่ 30 เมษายน 2567 เป็นระยะเวลา 1 ปี (ซึ่งลักษณะงานต้องไม่ใช่ธุรกิจปกติของนายจ้าง เช่นต้องเป็นงานโครงการ, งานตามฤดูกาลตามม.118 นะครับ)

         เมื่อนาย A ทำงานไปจนถึงวันที่ 30 เมษายน 2567 พอวันรุ่งขึ้นคือ 1 พฤษภาคม2567 ก็ไม่ต้องมาทำงานกับบริษัทอีก 

          โดยที่บริษัทก็ไม่ต้องทำหนังสือเลิกจ้าง นาย A ก็ไม่ต้องเขียนใบลาออก และบริษัทก็ไม่ต้องมาจ่ายค่าบอกกล่าวล่วงหน้าหรือค่าชดเชยตามอายุงาน เพราะถือว่าการจ้างงานนี้สิ้นสุดไปโดยสัญญาจ้างที่ระบุระยะเวลาไว้ชัดเจนดังกล่าว 

            ปัญหาของการเลิกจ้างนั้นมักจะเกิดจากข้อ 1 เป็นหลักเสียมากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่นายจ้างเลิกจ้างแบบกระทันหันไม่ได้มีวี่แววมาก่อน 

            ส่วนปัญหาขัอ 3 มักจะเจอสัญญาจ้างประเภททำสัญญาปีต่อปีต่อสัญญากันไปเรื่อย ๆ 

           ทั้ง ๆ ที่ลักษณะงานไม่เป็นไปตามม.118 พอบริษัทไม่ต่อสัญญาจะเลิกจ้างก็เลยโมเมไม่จ่ายค่าชดเชยซะงั้น ซึ่งแบบนี้ก็ผิดกฎหมายแรงงานนะครับ

            มาถึงตรงนี้ผมเชื่อว่าเราคงเข้าใจเรื่องของการสิ้นสุดของสัญญาจ้างตรงกันแล้วนะครับ

 

…………………………

วันศุกร์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2567

ทำไมถึงไม่จ่ายเงินเดือนเพียงอย่างเดียว ?

             คนที่เป็นมนุษย์เงินเดือนต้องคุ้นเคยรู้จักคำว่าเงินเดือนกันเป็นอย่างดีเพราะเป็นสิ่งที่เราจะต้องได้รับทุกเดือน

            บางบริษัทก็จ่ายเงินเดือนเพียงอย่างเดียว แต่บางบริษัทก็จ่ายเงินเดือนบวก “สารพัดค่า”

          สารพัดค่าคืออะไร ?

            สารพัดค่าคือชื่อที่ผมเรียกขึ้นมาเองนะครับไม่ได้อ้างอิงมาจากตำราไหนทั้งสิ้น

            ที่เรียกสารพัดค่าเพราะว่านอกเหนือจากเงินเดือนแล้ว บริษัทยังจ่ายค่าอื่น ๆ อีกหลายตัว เช่น ค่าครองชีพ, ค่าตำแหน่ง, ค่าภาษา, ค่าวิชาชีพ, ค่ากะ, ค่าเบี้ยขยัน, ค่าน้ำมัน, ค่ารถ, ค่าโทรศัพท์มือถือ, ค่าเช่าบ้าน, ค่าน้ำค่าไฟ ฯลฯ

            บางบริษัทก็จ่ายเงินเดือนให้พนักงานอย่างเดียว 100 เปอร์เซ็นต์

            บางบริษัทก็จ่ายเงินเดือนต่อสารพัดค่า 70/30 บ้าง 80/20 บ้าง 90/10 บ้าง ก็ว่ากันไปตามนโยบายของแต่ละบริษัท

            ปัญหามาเกิดตรงที่ในกฎหมายแรงงานจะมีแต่คำว่า “ค่าจ้าง” ไม่มีคำว่า “เงินเดือน” น่ะสิครับ

          หรือสรุปได้ว่า “เงินเดือนคือค่าจ้าง แต่ค่าจ้างไม่ได้มีเฉพาะเงินเดือน”

            เรามาดูกันนะครับว่าระหว่างการจ่ายเงินเดือน 100 เปอร์เซ็นต์กับการจ่ายเงินเดือนบวกสารพัดค่ามีข้อดี-ข้อเสียอะไรบ้าง

การจ่ายเงินเดือนอย่างเดียว 100 เปอร์เซ็นต์

ข้อดี

1.      เข้าใจง่าย, การบริหารจัดการเงินเดือนไม่ซับซ้อน

2.      ลดปัญหาความผิดพลาดในการบริหารจัดการเงินเดือน เช่น การใช้เงินเดือนเป็นฐานในการคำนวณสิทธิประโยชน์ให้กับพนักงานตามกฎหมาย เช่น คำนวณค่าโอที, ค่าชดเชย, ค่าบอกกล่าวล่วงหน้า, เงินสมทบส่งประกันสังคม เป็นต้น

ข้อเสีย

1.      บริษัทอาจมี Staff Cost สูงกว่าการจ่ายเงินเดือน+สารพัดค่า เพราะต้องใช้เงินเดือนเป็นฐานในการคำนวณสิทธิประโยชน์ทุกเรื่องให้กับพนักงาน

2.      พนักงานอาจเปรียบเทียบกับบริษัทอื่นว่าทำไมเขามีค่าโน้นค่านี้ แต่ทำไมเราถึงไม่มี ก็เลยจะเกิดความรู้สึกว่าบริษัทของเราจ่ายน้อยกว่าคนอื่น แต่พนักงานไม่ได้ดูว่าฐานเงินเดือนของเราสูงกว่าคนอื่น เพราะสัจธรรมของคนคือมักจะเอาสิ่งที่ตัวเองไม่มีไปเปรียบเทียบกับสิ่งที่คนอื่นเขามี แต่จะไม่เอาสิ่งที่เรามีไปเทียบกับสิ่งที่คนอื่นเขาไม่มี

การจ่ายเงินเดือน+สารพัดค่า

ข้อดี

1.      บริษัทสามารถกดฐานเงินเดือนให้ต่ำกว่าคู่แข่งได้ แล้วเปลี่ยนเอาไปใส่ไว้ในสารพัดค่าแทนเพื่อลด Staff Cost บางตัวลงได้

2.      พนักงานรู้สึกว่าตัวเองมีรายได้อื่นมากกว่ามีเงินเดือนเพียงตัวเดียวทำให้รู้สึกว่าเราได้รับเงินมากกว่าบริษัทอื่น

ข้อเสีย

1.      การจ่ายเงินเดือน+สารพัดค่าที่ไม่ได้วางอัตราส่วนอย่างเหมาะสมก็อาจทำให้ Total pay สู้ตลาดไม่ได้ ทำให้ไม่สามารถรักษาคนในและจูงใจคนนอกให้อยากเข้ามาร่วมงานได้ อาจเกิดสถานการณ์คนในไหลออก คนนอกไม่อยากมา

2.      มีความเสี่ยงที่จะบริหารค่าจ้างเงินเดือนผิดกฎหมายแรงงาน ถ้า HR ไม่นำสารพัดค่าบางตัวที่เข้าข่าย “ค่าจ้าง” เข้ามารวมเป็นฐานในการคำนวณสิทธิประโยชน์ให้กับพนักงาน เช่น โอที, ค่าชดเชย, ค่าบอกกล่าวล่วงหน้า, เงินสมทบส่งประกันสังคม ซึ่งทำให้เกิดการร้องเรียน, ฟ้องร้อง ทำให้บริษัทแพ้คดีหรือเสียค่าปรับในที่สุด

เมื่อทราบอย่างนี้แล้วก็คงขึ้นอยู่กับฝ่ายบริหารของแต่ละบริษัทแหละครับว่าจะมีนโยบายในการจ่ายค่าตอบแทนยังไงถึงจะเหมาะสม ซึ่งไม่มีถูกไม่มีผิดเพราะแต่ละแบบก็มีข้อดี-ข้อเสียที่ต้องคิดให้ดีก่อนตัดสินใจ

แต่ไม่ว่าจะใช้วิธีไหนสิ่งที่เป็นหัวใจสำคัญในการบริหารค่าจ้างเงินเดือนคือต้องมีความเสมอภาคและเป็นธรรม สามารถแข่งขันกับตลาดได้ และบริษัทมีขีดความสามารถในการจ่ายได้ครับ