วันพุธที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2564

Cognitive Dissonance : อคติที่คิดหาเหตุผลเข้าข้างตัวเองแบบแถ ๆ เพื่อให้สบายใจ

             ท่านคิดว่าการที่มนุษย์มีเหตุผลในการตัดสินใจทำอะไรก็ตามไหมครับ ?

ถ้าท่านใดตอบว่า “ใช่” ผมคงต้องถามย้ำอีกครั้งหนึ่งว่าแน่ใจหรือครับ ?

ผมจะเล่าเรื่องในชีวิตประจำวันและอยากให้ท่านคิดตามไปด้วยอย่างนี้ครับ

หลายท่านคงชอบช้อปปิ้งซื้อของออนไลน์โดยกด CF CF CF กันจนเพลินมือ

สังเกตไหมครับว่าเวลาที่เราซื้อของออนไลน์โดยตัดผ่านบัตรเครดิตแล้วเรา CF (Confirm หรือย่อว่า CF) เพื่อยืนยันการซื้อสินค้าแต่ละตัว

เราจะรู้สึกว่าไม่ได้จ่ายเงินเยอะสักเท่าไหร่เพราะตัดบัตรเครดิตจึงไม่เห็นตัวเงินที่จ่ายออกไปเป็นรูปธรรม

บางทีที่เรากด CF ก็จะพบว่าสินค้าที่เราซื้อไม่ใช่สินค้าที่ “จำเป็น” ต้องใช้

แต่เป็นเพราะเรา “อยาก” ซื้อ อยากกด CF เพราะเขาลดราคาตั้ง 40%

แต่ถ้าเราไปเดินห้างแล้วต้องจ่ายเงินสดเพื่อซื้อของอย่างเดียวกันในวงเงินเท่ากัน ผมว่าหลายคนจะซื้อน้อยลงเพราะเราจะรู้สึกว่าเงินในกระเป๋าลดลงทุกครั้งที่เปิดกระเป๋าตังค์เพื่อจ่ายเงิน

นี่คือปัญหาเกี่ยวกับข้อจำกัดในการรับรู้ของคนที่ทำให้การใช้เหตุผลลดลงไปแบบไม่รู้ตัว

ถ้าใครมีสติเท่าทันข้อจำกัดในการรับรู้ของเรามากเท่าไหร่ ก็จะลดปัญหาการตัดสินใจที่ผิดพลาดแบบไม่มีเหตุผลลงได้มากขึ้นเท่านั้นแหละครับ

หรือ....

เคยเจอไหมครับที่คนบางคนซื้อรองเท้าแบบเดียวกัน รุ่นเดียวกันแต่คนละสี เช่น ในคอลเลคชั่นนี้มี 4 สีคือ แดง เขียว ดำ ฟ้า ก็จะซื้อมา 4 คู่ ทั้ง ๆ ที่บางสีก็ไม่ได้ใส่เลยเพราะหาเสื้อผ้าเข้ากับสีของรองเท้าไม่ได้

พอเพื่อนมาเที่ยวบ้านแล้วถามว่าทำไมซื้อมาตั้ง 4 คู่ ทำไมถึงไม่ซื้อเฉพาะสีที่ใส่เป็นประจำสัก 2 คู่ล่ะ จะได้เอาเงินไปซื้อรองเท้ายี่ห้ออื่นที่สวย ๆ แทน

คำตอบคือ “ก็คอลเลคชั่นนี้มันมี 4 สี ฉันก็อยากจะซื้อให้ครบน่ะสิ”

อย่างงี้เรียกว่าเป็นการตัดสินใจแบบมีเหตุผลไหมครับ ?

ตรงนี้แหละครับบางคนอาจจะบอกว่า “เหตุผลของเขา อาจไม่ใช่เหตุผลของเรา และ เหตุผลของเรา ก็อาจไม่ใช่เหตุผลของเขา”

ผมเชื่อว่าหลายท่านก็คงจะเจอว่าพอเราฟังเหตุผลของอีกฝ่ายหนึ่งแล้วเราจะรู้สึก “ยี้”

ในขณะที่เมื่อเราบอกเหตุผลของเราแล้ว อีกฝ่ายหนึ่งก็อาจจะรู้สึก “ยี้” ได้เช่นเดียวกัน

ตรงนี้ผมก็เลยนำมาสู่เรื่องของ Cognitive Dissonance เลยนะครับ

ปกติคนเรามักจะคิดเข้าข้างตัวเองอยู่เสมอ ๆ และคิดว่าสิ่งที่เราทำนั้นมันถูกอยู่แล้วมันมีเหตุผลอยู่แล้ว

ท่านว่าจริงไหมครับ ? เช่น....

ถ้าไปถามนาย A ว่าทำไมถึงไม่สวมหมวกนิรภัยเข้าพื้นที่ทั้ง ๆ ที่มีกฎของบริษัทว่าพนักงานที่เข้าพื้นที่ทุกคนจะต้องใส่หมวกนิรภัย

นาย A ก็จะตอบว่า “ก็คนอื่นเขายังไม่เห็นใส่หมวกนิรภัยกันเลย”

หรือถ้าไปถามนส.B ว่าทำไมถึงไปจอดรถในที่ห้ามจอด คำตอบก็คือ “ทีคนอื่นเขายังจอดกันได้เลย”

นี่คือตัวอย่างของการหาเหตุผลเข้าข้างตัวเองแบบแถ ๆ หรือ Cognitive Dissonance ครับ

เพราะถ้าจะถามต่อไปว่า “แล้วที่คนอื่นเขาทำน่ะมันผิดหรือเปล่า, ถ้ารู้ว่าผิดแล้วทำไมต้องไปทำผิดให้เหมือนเขาด้วยล่ะ” คนเหล่านี้ก็คงจะหาเหตุผลอื่นที่เข้าข้างตัวเองมาแถต่อไปเรื่อย ๆ แหละ จริงไหมครับ

เพราะการคิดหาเหตุผลเพื่อบอกตัวเองและบอกคนอื่นอย่างนี้จะทำให้คน ๆ นั้นไม่เครียด ไม่ตำหนิตัวเองว่าตัวเองเป็นคนผิด จัดเป็นกลไกปกต้องตัวเองหรือ Defense Mechanism แบบหนึ่งที่มีอยู่ในตัวของทุกคน

ถ้าความคิดแบบ Cognitive Dissonance เป็นความคิดเพื่อปลอบใจตัวเองและไม่มีผลกระทบในด้านลบด้านร้ายต่อคนอื่นหรือต่อสังคมส่วนรวมก็ไม่ได้เป็นสิ่งเลวร้าย เช่น..

เมื่อเราถูกแฟนบอกเลิก แล้วเราก็บอกตัวเองว่าโชคดีที่ถูกบอกเลิกตอนนี้ ดีกว่าแต่งงานอยู่กินกันไปมีลูกแล้วถูกบอกเลิก ในอนาคตเราอาจจะมีบุพเพสันนิวาสได้เจอคนที่ดีที่เหมาะกับเรามากกว่าแฟนคนนี้

ถ้าคิดอย่างนี้ก็จะทำให้เราหายเครียดและใช้ชีวิตเดินหน้าต่อไปได้ด้วยดี....ฯลฯ

ดีกว่าที่เราจะมาคิดตำหนิตัวเองว่าเราไม่ดีพอหรือไง แฟนถึงได้มาขอเลิกถ้าคิดโกรธโทษตัวเองอย่างงี้มาก ๆ เข้าก็มีหวังเครียดจนไปฆ่าตัวตายประชดความรักเหมือนที่เราได้อ่านข่าวหน้าหนึ่งกันอยู่บ่อย ๆ แหง ๆ ผมถึงได้บอกว่าความคิดแบบ Cognitive Dissonance นี้ก็ยังมีประโยชน์อยู่บ้างในด้านดีที่ช่วยลดความเครียดให้กับเรา ถ้าไม่มีผลกระทบกับคนอื่นหรือสังคมในทางลบทางร้าย

แต่ความคิดแบบ Cognitive Dissonance จะมีผลเลวร้ายมากถ้าคน ๆ นั้นไปทำอะไรที่เลวร้ายต่อคนอื่นหรือต่อสังคม แล้วก็มาหาเหตุผลเข้าข้างตัวเอง เช่น....

คนที่ทุจริตคอรัปชั่นก็จะบอกกับตัวเองว่า “นี่เรายังคิดเปอร์เซ็นต์น้อยกว่าคนก่อนหน้าเราซะอีกนะ....”

โจรผู้ร้ายที่จะลักวิ่งชิงปล้นก็จะบอกว่า “เพราะฉันต้องหาเงินเลี้ยงลูกฉันถึงต้องทำแบบนี้....”

คนที่ขับรถหรือขี่มอเตอร์ไซค์ย้อนศรแล้วไปชนรถที่วิ่งมาถูกเลน ก็พูดว่า “คนอื่นเขาก็ทำอย่างงี้กันทั้งนั้นแหละจะให้อ้อมไปยูเทิร์นมันไกลไม่มีใครเขาทำกันหรอก รถที่วิ่งมาก็ต้องรู้จักหลบให้ทางและมีน้ำใจกันบ้างสิ....”

ฯลฯ

ผมว่าถ้าใครมีความคิดแถ ๆ แบบนี้แถมขาด “หิริ-โอตัปปะ” หรือขาดความละอายและความเกรงกลัวต่อบาปแล้วก็ความคิดแบบนี้เป็นอันตรายและมีผลกระทบออกไปรอบข้างมาก ยิ่งถ้าใครมีตำแหน่งหน้าที่การงานสูง ๆ แล้วคิดแบบนี้ก็จะทำอะไรแบบหลงในอำนาจและเกิดความเสียหายต่อสังคมส่วนรวมได้ง่าย

คำถามปิดท้ายเรื่องนี้คือ....

ตอนนี้สังคมในที่ทำงานและสังคมส่วนรวมของเรามีความคิดแบบ Cognitive Dissonance ในขั้นไหนกันแล้วครับ?

ความมี “สติ” และ “หิริ โอตัปปะ” เท่านั้นที่จะหยุดความคิดแถ ๆ แบบนี้ลงได้

Cognitive Dissonance ความคิดของสมองที่ย้อนแย้งกัน

ท่านคงทราบอยู่แล้วว่าคนเรามักจะคิดหาเหตุผลเข้าข้างตัวเองเพราะคนทุกคนจะมีกลไกป้องกันตัวเองเพื่อลดความเครียดลง

 เช่น คนที่ไปลักวิ่งชิงปล้นบางคนก็จะบอกว่าที่ต้องทำอย่างงั้นเพราะต้องเอาเงินไปเลี้ยงดูลูกที่ยังเล็กให้ได้เรียนหนังสือ เพราะถ้าคิดว่าตัวเองทำผิดนิสัยไม่ดีที่เป็นโจรก็จะทำให้เกิดความเครียดยิ่งถ้าใครคิดตำหนิตัวเองมาก ๆ เข้าก็อาจจะถึงขั้นคิดสั้นขึ้นมาได้

ก็เลยต้องคิดหาเหตุผลเข้าข้างตัวเองเพื่อลดความเครียดอย่างที่ผมยกตัวอย่างมาซึ่งก็จะทำให้คนรอบข้างที่ฟังเหตุผลแล้วก็คงจะส่ายหน้าเป็นพัดลมว่าคิดมาได้ยังไง

หรือเราท่านคงเคยได้ยินข้อแก้ตัวของคนที่ทำความผิดว่า “รู้เท่าไม่ถึงการณ์” จนกระทั่งมีคำพูดอำกันเล่น ๆ ว่ารู้อะไรไม่สู้รู้เท่าไม่ถึงการณ์ทำนองนั้นแหละครับ

นี่คือความคิดของคนแบบ Cognitive Dissonance ในรูปแบบหนึ่ง

ยังมีเรื่องเล่าของความคิดย้อนแย้งในตัวเองแบบที่เรียกว่า Cognitive Dissonance ที่น่าสนใจอีกแบบหนึ่งที่ผมจะเล่าให้ฟังในวันนี้อย่างนี้ครับ

ครั้งหนึ่งมีการทดลองโดยการแบ่งอาสาสมัครออกเป็น 3 กลุ่ม โดยทั้ง 3 กลุ่มจะให้ทำงานเหมือนกันคือการใช้เม้าส์ลากวงกลมที่อยู่ทางซ้ายมือของจอภาพไปใส่ไว้ในกล่องสี่เหลี่ยมที่อยู่ด้านขวาของจอภาพให้ได้มากที่สุดในเวลา 5 นาที

โดยมีการบอกกับทั้ง 3 กลุ่มคือ

กลุ่มที่ 1 จะได้รับค่าแรง US$ 5 เป็นค่าตอบแทน กลุ่มที่ 2 จะได้รับค่าแรง 50 Cent เป็นค่าตอบแทน

และกลุ่มที่ 3 ไม่ได้รับค่าแรงโดยบอกว่าการทดลองครั้งนี้จะเป็นสาธารณประโยชน์ต่อส่วนรวมด้านการศึกษาเพื่อพัฒนาการศึกษาให้ดีขึ้นโดยไม่หวังผลกำไร

            ผลปรากฎว่ากายใน 5 นาที

กลุ่มที่ 1 สามารถลากวงกลมไปใส่กล่องสี่เหลี่ยมได้เฉลี่ย 159 วง

กลุ่มที่ 2 สามารถลากวงกลมไปใส่กล่องสี่เหลี่ยมได้เฉลี่ย 101 วง และ

กลุ่มที่ 3 สามารถลากวงกลมไปใส่กล่องสี่เหลี่ยมได้เฉลี่ย 168 วง ซึ่งมากกว่ากลุ่มที่ 1 และ 2 เสียอีก

            ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น?

            แน่นอนครับว่ากลุ่มที่ 2 จะมีผลงานที่ต่ำกว่ากลุ่มแรกเพราะความรู้สึกที่ว่าตัวเองได้รับค่าแรงที่น้อยกว่า แต่ที่น่าสนใจคือผลงานของกลุ่มที่ 3 ที่สูงที่สุดทั้ง ๆ ที่ไม่ได้รับค่าตอบแทนใด ๆ

            ตรงนี้นักจิตวิทยาอธิบายเรื่องนี้ว่าเวลาที่คนเราจะทำอะไรให้กับคนอื่นก็มักจะตัดสินใจเอาไว้ก่อนแล้วว่าตัวเองคาดหวังผลตอบแทนแบบไหนระหว่างผลตอบแทนที่เป็นตัวเงิน หรือผลตอบแทนเชิงสังคม

            ถ้าคนคิดว่าตัวเองคาดหวังผลตอบแทนที่เป็นตัวเงินหรือเป็นเชิงพาณิชย์ ก็จะคิดเล็กคิดน้อยเกี่ยวกับค่าตอบแทนเป็นพิเศษ

          แต่ถ้าคนคิดว่าตัวเองทำสิ่งนั้นเพราะเป็นประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวม ก็จะทำอย่างเต็มใจโดยไม่หวังผลตอบแทนเป็นตัวเงิน หรือมามัวคิดเล็กคิดน้อยในเรื่องค่าตอบแทนเลย

            การทดลองข้างต้นจะเห็นได้ว่าคนใน 2 กลุ่มแรกคาดหวังค่าตอบแทนเป็นหลัก กลุ่มที่ 1 จึงทำงานตามค่าตอบแทนที่คาดหวัง ส่วนกลุ่มที่ 2 คิดเล็กคิดน้อยว่าค่าตอบแทนของตัวเองต่ำกว่ากลุ่มที่ 1 ก็รู้สึกว่าตัวเองถูกเอาเปรียบจึงทำงานไปตามค่าแรงที่ได้น้อยกว่า

            ส่วนกลุ่มที่ 3 แม้ไม่ได้รับค่าตอบแทนแต่เกิดความรู้สึกภูมิใจที่ตัวเองมีส่วนร่วมสำคัญที่จะทำการทดลองให้เป็นประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวมเพื่อพัฒนาการศึกษาของชาติ เป็นการได้รับค่าตอบแทนทางใจ (เกิดความภาคภูมิใจ)

          จึงสรุปได้ว่าเมื่อไหร่ที่คนเราคิดว่าเขาทำงานใด ๆ เพื่อผลตอบแทนที่เป็นตัวเงินก็จะทำงานไปในเชิงพาณิชย์เป็นหลัก และจะคิดเล็กคิดน้อยเมื่อไม่ได้รับค่าตอบแทนอย่างที่คาดหวังเอาไว้

            แต่ถ้าเมื่อไหร่คนเราคิดว่าเขาทำงานใด ๆ เพื่อประโยชน์ของสังคม ก็จะยินดีทำงานนั้น ๆ อย่างเต็มที่โดยไม่หวังสิ่งตอบแทนเป็นตัวเงิน และจะมีความสุขใจภาคภูมิใจในงานที่ตัวเองทำอีกด้วยแม้ไม่ได้รับค่าตอบแทน

            อีกตัวอย่างหนึ่งเพื่อยืนยันเรื่องนี้คือ

            สมมุติว่าท่านกำลังเดินข้ามถนน ทันใดนั้นมีรถยนต์พุ่งเข้ามาหาท่านอย่างรวดเร็วแล้วก็มีใครคนหนึ่งพุ่งเข้ามารวบตัวท่านให้พ้นจากการถูกรถชนได้อย่างหวุดหวิด

            ลองคิดดูสิครับว่าถ้าท่านบอกกับพลเมืองดีคนนั้นว่า “ที่คุณช่วยผมไว้เมื่อตะกี๊นี้ คุณต้องการเงินเท่าไหร่ ?”

            ท่านคิดว่าพลเมืองดีคนนั้นเขาจะมองจะคิดยังไง หรือจะพูดอะไรกับท่าน?

          จะเห็นได้ว่าพลเมืองดีคนนั้นทำไปด้วยจิตสำนึกเชิงสังคมที่ต้องการช่วยชีวิตคน ๆ หนึ่งเอาไว้โดยไม่ได้หวังค่าตอบแทนเป็นตัวเงิน ถ้าขืนไปรับเงินค่าช่วยชีวิตเอาไว้เขาก็จะเกิดความขัดแย้งในความคิดตัวเองขึ้นมาทันทีแบบที่เรียกว่า Cognitive Dissonance นั่นเอง

            ในขณะที่พลเมืองดีที่สละชีวิตมาช่วยเราคนนี้อาจจะเพิ่งหงุดหงิดกับหัวหน้าที่ขึ้นเงินเดือนให้เขาน้อยกว่าเพื่อนร่วมงาน 200 บาทก็เป็นได้

            จากที่ผมเล่าให้ฟังมานี้เราสามารถได้ประโยชน์จากการคิดที่ย้อนแย้งของคนข้างต้น เช่น หัวหน้าที่สามารถจูงใจให้ลูกน้องเกิดความคิดว่างานที่เขารับผิดชอบอยู่มีความสำคัญ เป็นงานที่ท้าทายความสามารถ และเมื่องานนี้เสร็จจะเป็นผลงานที่เป็นเครดิตและจะสร้างความภาคภูมิใจอย่างมากสำหรับตัวของลูกน้องเองที่ไม่สามารถตีค่าเป็นตัวเงินได้

            ลูกน้องก็จะมุ่งไปสู่ผลสำเร็จของงานมากกว่าการมองแค่ตัวเงิน

            อ่านมาถึงตรงนี้แล้วผมเชื่อว่าท่านจะเข้าใจความคิดแบบแถ ๆ ของคนประเภท Cognitive Dissonance กันบ้างแล้วนะครับ

วันจันทร์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2564

Blind Spot Bias : อคติที่คิดว่าเราไม่มีจุดบอด แต่คนอื่นต่างหากที่มีจุดบอดกับเรา

           คำว่า “Blind Spot” หมายถึงจุดบอดที่ทุกคนคงรู้จักคำนี้ดี ดังนั้นจึงแปลอคติตัวนี้แบบตรงตัวว่าเป็นอคติที่มองไม่เห็นจุดบอดหรือจุดบกพร่องของตัวเราเอง

แถมยังไปคิดว่าเราไม่ได้มีจุดบอดหรือมีข้อบกพร่องอะไร คนอื่นต่างหากที่บกพร่อง !

อคติตัวนี้จึงถือว่าเป็นอคติในการหลอกตัวเอง (Self-Deception) อย่างหนึ่ง แล้วยกตัวเองว่าเหนือกว่าคนอื่น

ถ้าเกิดการยอมรับว่าสิ่งที่รับรู้ทั้งหลายนั้นอาจไม่ใช่ข้อเท็จจริงก็ได้ (Perception is no reality) ก็จะลด Blind Spot Bias ตัวนี้ลงและทำให้เกิดการเปิดใจยอมรับความเป็นจริงได้มากขึ้น

บางครั้งอคติประเภทนี้จะทำให้เรามองเห็นความบกพร่องผิดพลาดหรือเห็นจุดบอดของคนอื่นได้อย่างถูกต้อง ชัดเจน แต่กลับกันเราจะไม่เห็นจุดบอดของเราซะงั้น

ยกตัวอย่างเช่น เราอาจจะเห็นว่าเพื่อนเรามีกลิ่นตัวแรงที่เป็นจุดบอดของเพื่อน แต่เรากลับไม่เห็นจุดบอดในตัวเราว่าเราก็มีกลิ่นตัวแรงเช่นเดียวกับเพื่อน แม้มีเพื่อนมาบอกบางคนก็ยังไม่ยอมรับเพราะคุ้นชินกลิ่นตัวของตัวเอง

ผมมีข้อคิดเพิ่มเติมเกี่ยวกับอคติตัวนี้คืออคติตัวนี้จะมีลักษณะคล้าย ๆ กับอคติอีกตัวหนึ่งที่ชื่อว่า “Dunning & Kruger Effect” ซึ่งผมเคยเขียนบทความนี้ไว้ในหนังสือ “สนุกไปกับพฤติกรรมคนด้วยจิตวิทยาและเทวดากรีก” ที่เปิดให้ดาวน์โหลดฟรีในบล็อกของผม

ก็เลยขอนำกลับมาอธิบายกันอีกครั้งดังนี้ครับ

            สมัยผมยังเด็ก ๆ เคยเรียน “โคลงโลกนิติ” (คำ ๆ นี้อ่านออกเสียงว่า “โคลง-โลก-กะ-นิด นะครับไม่ใช่ “โคลง-โลก-กะ-นิ-ติ”) บทหนึ่งบอกไว้ว่า....

          “รู้น้อยว่ามากรู้           เริงใจ

          กลกบเกิดอยู่ใน          สระจ้อย

          ไป่เคยเห็น                 ชเลไกล กลางสมุทร

          ชมว่าน้ำบ่อน้อย         มากล้ำ ลึกเหลือ”

            ผมว่าโคลงโลกนิติข้างต้นนี่แหละอธิบายเรื่องของ Dunning-Kruger Effect ของฝรั่งข้างต้นได้อย่างชัดเจน

            แล้วก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่เข้าข่าย Dunning-Kruger Effect นี้คือ “หลง” เชื่อมั่นในตัวเองอย่างสูงคิดว่าตัวเองมีความสามารถมีความเก่งไปหมดทุกเรื่อง และใครก็ตามที่คิดไม่เหมือนตัวเองคือคนที่ผิดไปหมด

            จะว่าไปก็คล้าย ๆ กับคนหลงตัวเองในบุคลิกภาพแบบ Narcissism ที่ผมเคยเขียนไปก่อนหน้านี้แล้วนั่นแหละครับ

          เพียงแต่นี่เป็นการหลงในความรู้ความสามารถที่ตัวเอง(คิดว่า)มีเยอะ แต่ที่จริงแล้วกลับไม่มีจริง !

            เรามาดูที่มาของเรื่องนี้กันดีกว่านะครับว่าคำ ๆ นี้มีที่มายังไง....

            เมื่อปี 1999 (พศ.2542) มีนักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัย Cornell 2 คนคือ ดร.เดวิด ดันนิ่ง (David Dunning) และ ดร.จัสติน ครูเกอร์ (Justin Kruger) เกิดมีข้อสงสัยแปลก ๆ ขึ้นมาว่า....

          “คนที่ไม่มีความสามารถจะไม่มีวันรู้หรอกว่าตัวเองไม่มีความสามารถนั้นอยู่จริง

ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะความสามารถที่เขาจะต้องใช้เพื่อเรียนรู้ว่าตัวเองไม่มีความสามารถนั้นมันไม่มี”

            เป็นไงครับ ตรรกะนี้ถ้าอ่านผ่าน ๆ เร็ว ๆ แล้วคิดตามไม่ทันก็จะงง ๆ ใช่ไหมครับ ?

            ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ ให้เข้าใจอย่างนี้ดีกว่า เช่น..

            ชวนพิศชอบร้องเพลงมาก ทุกครั้งที่ไปคาราโอเกะเธอก็จะต้องยึดไมค์ไว้แล้วร้องเพลงโปรดด้วยความมั่นใจในพลังเสียงที่เธอคิด(เอาเอง)ว่าเธอร้องเพลงเพราะขนาดถ้าไปประกวด The Voice เธอต้องชนะเลิศแน่นอน

            แต่เพื่อน ๆ ล่ะ..พอฟังชวนพิศร้องเพลงแล้วก็ล้วนแต่ส่ายหน้าเป็นพัดลมกันเป็นแถว เพราะทุกคนลงความเห็นตรงกันว่าชวนพิศร้องเพี้ยนแถมคล่อมจังหวะบ่อยอีกต่างหาก

            ถ้าสมศรีเพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มจะใจกล้าพอที่จะไปบอกชวนพิศว่าเธอร้องเพี้ยน ชวนพิศก็จะโกรธและหาว่าสมศรีหูไม่ถึงขนาดแก้มเดอะสตาร์ก็ยังร้องสู้เธอไม่ได้เลยนะเนี่ยะ สงสัยสมศรีคงอยากจะแย่งเธอร้องล่ะสิถึงได้มาหาเรื่องว่าเธอร้องเพี้ยน

            อนิจจา..ชวนพิศเองก็ไม่มีความสามารถที่จะรับรู้ความจริงได้เลยว่าเธอร้องเพลงไม่ได้เรื่องจริง ๆ เพราะว่าเธอขาดความทักษะและสามารถด้านการร้องเพลงมากพอที่จะรู้ว่าเธอไม่มีความสามารถด้านการร้องเพลงอยู่จริง

            เพราะเธอไม่มีความสามารถที่จะแยกแยะได้ออกระหว่างคนที่ร้องเพี้ยนคีย์กับคนที่ร้องถูกต้องเป็นยังไงเนื่องจากเธอขาดความสามารถด้านการร้องเพลงนั่นเองครับ

            ตัวอย่างของชวนพิศข้างต้นนี่แหละคือคำอธิบายของ Dunning-Kruger Effect

            โดยในการวิจัยทดสอบครั้งนี้ Dunning และ Kruger ได้มีการทดลองให้คนที่เข้าร่วมโครงการซึ่งเป็นนักศึกษาของ Cornell ได้ประเมินความสามารถของตัวเองในด้านต่าง ๆ เช่น ด้านที่คิดว่าตัวเองมีอารมณ์ขัน, ความสามารถด้านตรรกะ, ความสามารถด้านไวยากรณ์ภาษาอังกฤษก่อนที่จะให้นักศึกษาเหล่านี้ทำแบบทดสอบจริง

          ผลการทดลองออกมาปรากฎว่าผู้เข้าร่วมการทดลองที่มีความสามารถต่ำที่สุด 25 เปอร์เซ็นต์จะประเมินความสามารถของตัวเองเอาไว้ว่าเก่งกว่าความเป็นจริงถึง 50 เปอร์เซ็นต์ (คือประเมินว่าตัวเองเก่งมากกว่าความเป็นจริงถึงเท่าตัวครับ)

          ในขณะที่คนที่มีความสามารถสูงที่สุด 25 เปอร์เซ็นต์กลับประเมินความสามารถของตัวเองต่ำกว่าที่ตัวเองมีถึง 15 เปอร์เซ็นต์ !!

            สรุปก็คือคนที่ไม่มีความสามารถมักจะคิดว่าตัวเองเก่ง ตัวเองดี ตัวเองมีความสามารถมากกว่าความสามารถจริงที่ตัวเองมีอยู่

          หรือจะเรียกง่าย ๆ ว่าคนที่เป็น Dunning-Kruger Effect คือคนที่โง่แล้วอวดฉลาด (โดยไม่รู้ว่าตัวเองโง่) ก็คงไม่ผิดก็คงจะได้แหละครับ

            แต่..คนที่เก่งจริงมีความสามารถจริงกลับประเมินความสามารถของตัวเองต่ำจนเกินไป เพราะคิดว่าในเมื่อตัวเองทำได้ก็น่าจะมีคนที่เก่งกว่าตัวเองทำได้เช่นเดียวกัน

          เลยมีคำพูดหนึ่งว่า “Little knowledge can be dangerous” หรือการรู้อะไรแล้วไม่รู้จริงนี่เป็นสิ่งอันตราย

            ผมเคยเห็นคนที่เป็นที่ปรึกษาด้านควบคุมคุณภาพไปให้คำแนะนำเรื่องของกฎหมายแรงงานที่ไม่ถูกต้องกับผู้บริหารของบริษัทมาแล้ว (ผมเคยเขียนเรื่องจรรยาบรรณของการเป็นที่ปรึกษาไปแล้วก่อนหน้านี้)

            ซึ่งกรณีนี้ผมก็ว่าที่ปรึกษาคนนี้อาจจะคิดว่าตัวเองมีความรู้เรื่องระบบคุณภาพเป็นอย่างดีก็เลยคิด(เข้าข้างตัวเอง) ว่าตัวเองมีความรู้ความสามารถด้านกฎหมายแรงงานที่ดีตามไปด้วย (มั๊ง)

          โดยที่ตัวของแกเองก็ไม่รู้หรอกว่ากฎหมายแรงงานที่แกคิดว่ารู้ดีและให้คำแนะนำกับลูกค้าไปน่ะคือสิ่งที่ไม่แกไม่รู้จริงและไม่ถูกต้อง

          แถมตัวแกเองก็ยังมั่นใจด้วยว่าคำแนะนำของแกถูกอีกต่างหาก !

            จึงอธิบายตามทฤษฎีนี้ได้ว่าที่ปรึกษาคนนี้ขาดความสามารถในการรับรู้ว่าตัวเองไม่มีความรู้กฎหมายแรงงานและก็ยังเชื่อ (แบบเข้าข้างตัวเอง) ว่าตัวเองมีความรู้กฎหมายแรงงานเป็นอย่างดี ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยมีประสบการณ์ทำงานหรือเคยรู้เรื่องพวกนี้มาก่อน

            สาเหตุที่แกขาดความสามารถที่จะรับรู้ว่าตัวเองไม่มีความรู้กฎหมายแรงงาน ก็เพราะตัวเองไม่มีความรู้ด้านกฎหมายแรงงานจริง ๆ อยู่ในตัวน่ะสิครับ เมื่อไม่มีภูมิรู้เรื่องกฎหมายแรงงานในตัวก็เลยไม่รู้ว่าอะไรคือถูกอะไรคือผิดกฎหมายแรงงาน แถมคิดเข้าข้างตัวเองว่าสิ่งที่แนะนำลูกค้าไปน่ะมันถูกแล้ว

ทั้ง ๆ ที่เป็นคำแนะนำที่ผิด!!

            ผมจึงมาถึงบทสรุปในเรื่องของ Dunning-Kruger Effect ก็คือเราคงเคยเห็นคนที่หลงคิดว่าตัวเองรู้ทุกเรื่องและ Ego จัด Self จัด ใครมาวิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้ขืนมาวิจารณ์ก็จะหัวร้อนสวนกลับ

หรือยิ่งถ้าคนประเภทนี้มี FC แฟนคลับเยอะ ๆ ที่เป็นสาวกแบบงมงายใครมาแตะต้องมีหวังสวนกลับกันมาบ้างแล้ว ถ้าคนเหล่านี้ยังดันทุรังไม่ปรับปรุงตัวเอง และคิดว่าตัวเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาลดาวทุกดวงต้องมาโคจรรอบ ๆ ฉันก็ปล่อยเขาไปเถอะครับวันหนึ่งเขาก็จะเจอกับสัจธรรมของเขาเองแหละ

          ต่อไปเวลาเราจะพูดถึงคนพวกนี้ก็ให้พูดโค้ดลับว่าพวกนี้เป็นพวก “DKE” ดีไหมครับ

            แต่ก็ให้ระวังตัวเราเองอย่าตกเป็นเหยื่อของ DKE ด้วยล่ะครับ

            พอพูดถึงเรื่องของคนที่คิดว่าตัวเองเก่ง แต่ที่แท้ก็ไม่เก่งจริงแบบ Dunning & Kruger Effect ไปแล้ว ผมก็อดคิดถึงอคติที่ทำให้เกิดพฤติกรรมตรงกันข้ามกับ DKE ไม่ได้

            ก็เลยขอนำเอาอคติอีกตัวหนึ่งที่ตรงกันข้ามมาเล่าต่อไปเลยนะครับ

            ความคิดที่ตรงกันข้ามกับ DKE คือ “Imposter Syndrome” หรือที่ผมแปลเป็นไทยว่า “รู้สึกด้อยค่า..ในสายตาตัวเอง” ครับ

            เรื่องของ Imposter Syndrome นี้ผมก็เขียนเอาไว้ในหนังสือ “สนุกไปกับพฤติกรรมคนด้วยจิตวิทยาและเทวดากรีก” ด้วยเหมือนกัน

            ขอนำมาเล่าสู่กันฟังตามนี้ครับ

เราได้เรียนรู้เรื่องของคนโง่แต่คิดว่าตัวเองฉลาดหรือ Dunning-Kruger Effect หรือ DKEกันไปแล้ว

มาตอนนี้เราจะมาพูดถึงคนอีกพวกหนึ่งที่มีพฤติกรรมที่ตรงกันข้ามกับพวก DKE คือพวกที่เราเรียกว่ารู้สึกด้อยค่าในสายตาตัวเอง หรือ “Impostor Syndrome” ครับ

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อปี 1978 (พศ.2521) มีนักจิตวิทยาจาก Georgia State University คือ Pauline Rose และ Suzanne Imes ได้ทำการสัมภาษณ์ผู้บริหารสตรีที่ก้าวขึ้นมาประสบความสำเร็จได้เพราะอะไร

คำตอบของผู้บริหารหญิงเหล่านั้นคือเธอไม่ได้คิดว่าเป็นเพราะความสามารถของเธอที่ทำให้มาประสบความสำเร็จได้ในวันนี้ แต่เป็นเพราะกระบวนการสรรหาคัดเลือกที่ดีหรือเป็นเพราะโอกาสหรือจังหวะหรือเป็นเพราะโชคต่างหากที่ทำให้เธอประสบความสำเร็จ !

คือพูดง่าย ๆ ว่าคนเก่งกลับไม่ยอมรับว่าตัวเองเก่งจริง มีความสามารถจริงแต่กลับไปให้เครดิตกับเรื่องอื่นที่ไม่ใช่ความสามารถของตัวเอง ทั้ง ๆ ที่เป็นความสามารถของตัวเองโดยแท้

ซึ่งเรื่องนี้ก็ไม่ได้เกิดขึ้นกับความรู้สึกของเฉพาะผู้หญิงเท่านั้นนะครับ ผู้ชายหลายคนก็เป็นแบบนี้ !

จะบอกว่าคนเหล่านี้ถ่อมตัวก็ไม่ใช่นะครับ ถ้ามีอาการแบบนี้น้อย ๆ ก็อาจจะดูว่าคน ๆ นั้นถ่อมตัว

แต่คนที่อยู่ในอาการ Impostor Syndrome จะไม่ได้คิดแบบคนถ่อมตัวน่ะสิครับ

คราวนี้ถ้าใครมีอาการแบบนี้มาก ๆ ก็จะทำให้เป็นคนที่ไม่เห็นคุณค่าในตัวเอง จะมองตัวเองในแง่ลบ มองว่าตัวเองด้อยค่าในสังคม

เรามันไม่เห็นจะได้เรื่องอะไรเลย มองตัวเองว่าไม่มีความสามารถอะไรเลย เราไม่ยังไม่เก่งจริงสักอย่าง (ทั้ง ๆ ที่เก่งและมีความสามารถอยู่จริง ๆ) แถมถ้าเป็นคนเครียดมาก ๆ เพื่อนน้อยไม่มีทางระบายความรู้สึกให้ใครได้ฟังก็อาจเป็นโรคซึมเศร้าและคิดสั้นเอาง่าย ๆ นะครับ

จะเห็นว่าพฤติกรรมแบบ Impostor Syndrome กลับทางกับ DKE เลยก็ว่าได้

ถ้าจะถามว่าแล้วจะแก้อาการแบบนี้ได้ยังไง ?

ในความเห็นของผมคงเสนอแนะอย่างนี้ครับ

1. ไม่ควรเก็บตัวอยู่แต่ในที่ทำงานหรือที่บ้าน ควรจะหาโอกาสเข้าสังคมกับเพื่อนฝูงบ้างมีการสังสรรค์เฮฮากันบ้างตามโอกาสที่เหมาะสม หรือไปออกกำลังกายตามที่ตัวเองชอบก็ได้

2. ในระหว่างการสังสรรค์กับเพื่อน ๆ ก็ซักถามสารทุกข์สุกดิบดู แล้วจะพบว่าคนที่ดีกว่าเราก็มี เพื่อนที่ยังไม่ประสบความสำเร็จอย่างเราก็มี อย่างน้อยก็จะทำให้เราเห็นว่าเราไม่ได้เป็นคนที่แย่ที่สุด เรายังมีอะไรดี ๆ ที่จะอวดให้เพื่อนรู้สึกทึ่งในตัวเราได้อีกตั้งหลายอย่าง จะได้ลดการดูถูกตัวเราเองลงไป

3. หาเวลาท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจกับครอบครัว คนรัก หรือเพื่อนฝูงบ้างตามโอกาสที่เหมาะสม เรื่องนี้ก็จะมีผลคล้าย ๆ กับข้อ 2 คือจะทำให้เราได้สติได้คิดอะไรดี ๆ ขึ้นมาได้อีกตั้งหลายอย่างระหว่างการท่องเที่ยวพักผ่อน

4. ไปปฏิบัติธรรมหรือปฏิบัติศาสนกิจในศาสนาที่ตัวเองเคารพนับถือ เพื่อรับฟังคำสอนที่ดี ๆ จากครูบาอาจารย์ทำให้เกิดสติได้ข้อคิดอย่างถูกต้องตามหลักศาสนานั้น ๆ จะทำให้เราเห็นคุณค่าในตัวเองเพิ่มมากขึ้น

5. ไปช่วยเหลือสังคมเช่นไปทำบุญกับสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า, สถานเลี้ยงเด็กพิการซ้ำซ้อน แล้วเราจะเห็นว่าคนที่ลำบากกว่าเราก็ยังมีอยู่ไม่น้อย เรายังมีโอกาสที่ดีกว่าคนอีกหลาย ๆ คน ยังมีความสามารถมีคุณค่าในตัวเองมากพอที่จะมาช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสเหล่านี้ให้เขามีความสุขขึ้นมาบ้าง ซึ่งก็จะทำให้เราเกิดความภาคภูมิใจในตัวเองมากขึ้นได้

6. เขียนบันทึกผลงานหรือสิ่งที่เราทำสำเร็จและเกิดความภาคภูมิใจเอาไว้อย่างสม่ำเสมอ เมื่อเวลาผ่านไปนาน ๆ เข้าเราจะพบว่าเราก็มีความสามารถสร้างผลงานหรือสิ่งดี ๆ มาไม่น้อยเหมือนกันแถมยังเก็บไว้เป็น Portfolio ของตัวเราเอง

เท่าที่ผมคิดได้เร็ว ๆ ในตอนนี้ก็คงมีเท่านี้สำหรับวิธีแก้อาการแบบนี้ถ้าใครมีวิธีอะไรที่ดี ๆ ก็แชร์มาได้นะครับ แต่สิ่งสำคัญคือต้องไม่เก็บตัวหมกมุ่นอยู่กับความคิดว่าเราด้อยค่าด้อยความสามารถและจะต้องเปิดตัวออกไปสู่สังคมให้มากขึ้นครับ

วันเสาร์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2564

Anchoring Bias : อคติที่เกิดจากการเชื่อข้อมูลที่ได้รับมาจนไม่คิดหาใหม่เพิ่มเติม

           อคติชนิดนี้มักมีคนนำไปเปรียบเทียบกับนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์เพราะจะทำให้เห็นภาพชัดเจนมากยิ่งขึ้น

เช่น นักลงทุนที่ซื้อหุ้นในบริษัท A เพราะมีข้อมูลมาแต่เดิมว่าบริษัท A มีความมั่นคงสูงก็เลยมีความเชื่อว่าถ้าเราลงทุนในบริษัทที่มั่นคงอย่างนี้แล้ว มันจะมั่นคงไปเรื่อย ๆ บริษัทจะจ่ายเงินปันผลและให้ผลตอบแทนที่ดีอย่างนี้ไปตลอด

เพราะเรามีข้อมูลในอดีตเกี่ยวกับบริษัท A เป็นอย่างนั้น ทำให้เราเกิดความเชื่อในด้านบวกกับบริษัท A ในขณะที่เราไม่ได้คิดหาข้อมูลใหม่ ๆ ในปัจจุบันของบริษัท A มา Update เลยว่าบริษัท A มีความเปลี่ยนแปลงอะไรไปบ้างแล้วจากข้อมูลเดิมที่เราเคยมีอยู่

เช่น ปัจจุบันบริษัท A อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้นใหม่เข้ามาแทนผู้ถือหุ้นเดิม มีนโยบายของผู้ถือหุ้นใหม่ที่เปลี่ยนไปจากเดิม ผลการประกอบการที่เปลี่ยนแปลงไปตามนโยบายและเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป ฯลฯ

ถ้าเราลดอคติตัวนี้ลงก็อาจจะทำให้เราได้คิด และปรับเปลี่ยนพอร์ตการลงทุนในบริษัท A ให้สอดคล้องกับข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงไปเพื่อกระจายความเสี่ยง และลดการขาดทุนในหุ้นของบริษัท A ลงก็เป็นได้

แต่ถ้าเราเป็นเหยื่อของอคติแบบ Anchoring Bias เราก็จะเป็นหนึ่งในคนที่ติดดอยเอาง่าย ๆ เหมือนกันครับ

อคติชนิดนี้ถ้าพูดกันในเรื่องการทำงานแล้วก็อาจจะพบว่าเวลาที่เรากำลังพิจารณาคุณสมบัติของผู้สมัครงานในตำแหน่ง Vice President ด้าน HR ที่จะต้องดูแลรับผิดชอบทั้งงานด้าน HRD และ HRM ทั้งหมดของบริษัทว่าเหมาะสมกับตำแหน่งงานนี้ไหม

ถ้า CEO ที่มีอำนาจในการรับผู้สมัครรายนี้เข้าทำงานมีอคติที่เกิดจากการเชื่อข้อมูลเดิมที่ได้รับมาจากเพื่อนว่าผู้สมัครรายนี้ซึ่งปัจจุบันเป็น HRD Manager มีผลงานด้านการพัฒนาบุคลากรเป็นที่ยอมรับของวงการ เคยทำเรื่องของ Succession Plan, Talent Management, Career Development, สร้างและพัฒนาระบบ Competency และทำ Development Roadmap ฯลฯ

พอมีอคติตัวนี้เข้ามาจับก็จะทำให้ตัดสินใจไปแล้วว่าผู้สมัครรายนี้จะต้องทำงานในตำแหน่ง VP-HR ได้ โดยไม่หาข้อมูลเพิ่มเติมเลยว่าผู้สมัครรายนี้เคยผ่านงานด้าน HRM มาบ้างหรือไม่ เคยทำงานด้าน HRM ประสบความสำเร็จหรือมีผลงานอะไรที่อ้างอิงให้น่าเชื่อถือว่าจะสามารถมาดูแลงานด้านนี้ได้ไหม

เมื่อไม่มีการหาข้อมูลเพิ่มเติมแล้วปล่อยให้อคติแบบ Anchoring Bias เข้าครอบงำ ก็จะทำให้ตัดสินใจรับคนเข้าทำงานที่ผิดพลาดและเกิดปัญหาต่อที่จะต้องไปตามแก้ไขกันในอนาคต

                            ...............................

วันพฤหัสบดีที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2564

Confirmation Bias : อคติที่เกิดจากการรับฟังเฉพาะข้อมูลที่ตัวเองเชื่อและอยากจะฟังเท่านั้น จะปิดกั้นข้อมูลที่ไม่อยากฟัง

            อคติตัวนี้จัดได้ว่าเป็นอคติยอดนิยมที่เราท่านมักพบได้ในชีวิตประจำวันอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสัพเพเหระทั่วไปในบ้าน ที่ทำงาน ไปจนถึงเรื่องการเมืองระดับโลก

เป็นเรื่องปกติที่คนทุกคนย่อมจะมีความเชื่อมั่นในข้อมูลที่ตัวเองมีอยู่และคิดว่าข้อมูลนั้นถูกต้องและเป็นอย่างงั้นเสมอ

แม้จะมีข้อมูลใหม่ ๆ มาว่าเรื่องที่เราเคยรับรู้นั้นเปลี่ยนแปลงไปแล้ว เราก็ยังไม่เชื่อและไม่ยอมฟัง

เช่น เราเคยไปกินข้าวที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งที่เพิ่งเปิดใหม่แล้วพบว่าร้านนี้อาหารราคาแพงมาก อาหารไม่อร่อย บริการก็ไม่ดี คิดเงินก็ช้า ฯลฯ เราไม่ประทับใจกับร้านนี้เลย

เมื่อเวลาผ่านมาอีก 5 ปี เพื่อนของเรานัดเลี้ยงวันเกิดแล้วบอกว่าจะเลี้ยงที่ร้านอาหารแห่งนี้โดยบอกว่าร้านนี้อาหารอร่อยสมราคา บริการดี ฯลฯ เราจะไม่เชื่อไม่รับฟัง

ยิ่งถ้าเป็นเรื่องการเมือง ลัทธิ ทฤษฎีทางวิชาการ ฯลฯ เราจะยิ่งเห็นอคติประเภทนี้ชัดเจนมากขึ้น

ถ้าเป็นเรื่องการเมืองก็เช่น เวลามีการประชุมสภาแล้วมีนักการเมืองมาอภิปรายกัน

เราก็จะพบว่าคนที่เชียร์ฝ่ายรัฐบาลก็จะเลือกรับฟังแต่ข้อมูลที่ฝ่ายรัฐบาลนำเสนอและจะเชื่อข้อมูลนั้นทั้งหมดเพราะมันตรงกับสิ่งที่เราเชื่อ ฝ่ายรัฐบาลนำเสนอข้อมูลอะไรเราก็จะเห็นด้วยไปหมดและจะมองข้ามเรื่องที่เป็นปัญหาต่าง ๆ ไปเพราะมันตรงกับสิ่งที่เราเชื่อว่ารัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลที่ดีที่สุดในความคิดของเรา

แต่พอฝ่ายค้านอภิปรายข้อมูลทางฝั่งของตัวเอง คนที่เชียร์ฝ่ายรัฐบาลก็จะไม่ฟังข้อมูลและเหตุผลของฝ่ายค้านโดยบอกว่าเป็นข้อมูลที่บิดเบือน เป็นข้อมูลเท็จ ฯลฯ หรืออาจปิดวิทยุหรือเปลี่ยนช่องทีวีทันทีที่ฝ่ายค้านอภิปราย เพราะเป็นเรื่องที่ไม่ตรงกับสิ่งที่เราเชื่อ แม้ว่าข้อมูลของฝ่ายค้านจะมีเหตุผลมีหลักฐานที่ชัดเจน แต่คนที่เชียร์รัฐบาลก็จะสรุปแบบง่าย ๆ ว่าเป็นหลักฐานปลอม

ในทางกลับคนคนที่เป็นกองเชียร์ฝ่ายค้านก็จะพร้อมฟังและเชื่อข้อมูลของฝ่ายค้านทันทีเพราะตรงกับความเชื่อของตัวเองซึ่งตัวเองก็อยากจะฟังอยู่แล้ว

และจะไม่ยอมรับฟังหรือเปลี่ยนช่องทีวีหนีเมื่อฝ่ายรัฐบาลแถลง แม้ฝ่ายรัฐบาลจะมีหลักฐานประกอบการนำเสนอที่ชัดเจนยังไง ก็จะสรุปทันทีว่าเป็นหลักฐานปลอมเช่นเดียวกัน

การปิดใจไม่รับฟังนี้ก็จะเรียกว่า “Information Avoidance” ซึ่งก็เป็นตัวที่ตรงกันข้ามกับ Confirmation Bias

นั่นคือถ้าเป็น Confirmation Bias ก็จะหมายถึงเราจะเลือกรับฟังแต่เฉพาะข้อมูลหรือเรื่องที่เราอยากจะฟัง

แต่ถ้าเป็น Information Avoidance ก็หมายถึงเราไม่ฟัง (และไม่อยากฟัง) ข้อมูลหรือเรื่องที่เราไม่อยากฟังครับ

ลองมาดูตัวอย่างที่ชัด ๆ เกี่ยวกับอคติตัวนี้กับตัวเราเองก็ได้ครับ

ทุกคนมีไลน์กลุ่มอยู่ใช่ไหมครับ

เคยไหมครับที่เพื่อนโพสเรื่องบางเรื่อง บทความบางบทความโดยเฉพาะเรื่องการเมือง ซึ่งเรื่องที่โพสก็ไม่ตรงกับสิ่งที่เราเชื่อ เราก็จะไม่อยากอ่านต่อเพราะอคติว่าเรื่องนี้ไม่จริง

บางคนก็จะโพสข้อมูลหรือเรื่องที่ตัวเองเชื่อตอบกลับไปในไลน์กลุ่มเพื่อโต้กลับ

ซึ่งแน่นอนว่าเพื่อนที่โพสที่เขามีความเชื่อหรือมีอคติว่าข้อมูลของเขาถูกมากกว่า ก็จะปิดใจไม่ยอมรับข้อมูลที่เพื่อนโพสโต้มาเช่นเดียวกัน

บ่อยครั้งที่มีการทะเลาะกันเองในกลุ่มไลน์ เพราะต่างฝ่ายต่างเชื่อในข้อมูลที่ตัวเองมีอยู่ โดยมีอคติแบบ Confirmation Bias และ Information Avoidance

แล้วก็มีการออกจะกลุ่ม Left the Chat ไปแบบตัวใครตัวมัน

บางที่คบกันเป็นเพื่อนกันมากว่า 20 ปี ต้องมาโกรธกันเพราะอคติแบบ Confirmation Bias นี่แหละครับ

                                    ............................

วันอังคารที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2564

Self-Serving Bias : อคติที่เกิดจากการเข้าข้างตัวเองมากเกินไป

            คนที่มีอคติประเภทนี้มักมีความภูมิใจในตัวเองสูง จะมองเห็นแต่ความสำเร็จของตัวเองที่ผ่านมา และจะมองข้าม (หรือไม่มอง) ความผิดพลาดของตัวเอง

อคติแบบนี้จึงมักจะพบในคนที่มีความมั่นใจในตัวเองสูงมาก ๆ มีอีโก้จัด ๆ แบบที่ไม่ยอมฟังใคร แถมยังมองคนที่มาตำหนิติติงตนเองว่าเป็นผู้ไม่หวังดีด้วยอีกต่างหาก

และจะมองตัวเองว่าทุกสิ่งอย่างที่ทำมามันก็ดีที่สุดอยู่แล้ว ใครมาทำอย่างเราก็ไม่มีทางจะทำได้ดีไปกว่าที่เราทำหรอก

ถ้าหากผลจากการกระทำที่ออกมาไม่ดีไม่เป็นอย่างที่คาดไว้ก็จะโทษไปที่คนอื่น

เช่น นักศึกษาที่อ่านหนังสือก่อนเข้าสอบมาดีและมั่นใจว่าผลการสอบวิชานี้ออกมาต้องได้ A แหง ๆ แต่พอผลการสอบออกมาได้เกรดต่ำกว่าที่คาดหวังก็จะโทษว่าอาจารย์ใช้คำถามในข้อสอบไม่เคลียร์ทำให้เข้าใจไม่ตรงกัน, อาจารย์ออกข้อสอบไม่ตรงกับที่สอน ฯลฯ

อคติแบบนี้มีผู้รู้บางท่านบอกว่ามักจะพบในฝรั่งชาติตะวันตกมากกว่าเอเชียเพราะการอบรมสั่งสอนบ่มเพาะที่แตกต่างกันมาตั้งแต่เด็ก ฝรั่งจะถูกสอนให้กล้าคิด กล้าถาม กล้าแสดงออก มั่นใจในตัวเอง

ในขณะที่เอเชียจะถูกสอนให้อ่อนน้อมถ่อมตน ต้องรับฟังผู้อาวุโสกว่า เมื่อประสบความสำเร็จบางครั้งก็ไปให้เครดิตกับดวงหรือโชคชะตามากกว่าจะบอกว่าเป็นความสามารถของตนเอง

ถ้าจะว่าไปแล้วเจ้าอคติตัวนี้ผมว่ามีส่วนคล้ายคลึงกับโรคหลงตัวเอง หรือ Narcissism นะครับ

            คำ ๆ นี้มาจากชื่อของชายหนุ่มรูปงามคนหนึ่งในตำนานกรีกโบราณคือ “นาร์ซีซัส (Narcissus)” ที่ทุกเช้าที่ตื่นขึ้นมาแกจะต้องส่องดูรูปโฉมตัวเอง ดูหน้าตาทรงผม มัดกล้ามซิกแพ็คของตัวเองด้วยความพึงพอใจในทุกส่วนของร่างกายแก

            ยัง..ยังไม่พอ หญิงสาวทั้งเมืองก็หลงรักในรูปโฉมของนาร์ซีซัสด้วยเช่นกัน

แต่..ทว่าแกมั่นหน้ามั่นโหนกมั่นรูปโฉมความหล่อของตัวเองมากเสียจนคิดว่าไม่มีสาวคนไหนที่มีค่าคู่ควรกับความหล่อล่ำของแก เรียกได้ว่ามีมั่นสูงแบบไม่บันยะบันไม่แคร์สื่อยังเลยก็ว่าได้

          ว่ากันว่าแกเคยทำให้หญิงสาวที่มาหลงรักถึงกับต้องฆ่าตัวตายเมื่อแกไม่รับรักเลยเชียวแหละ

            และนอกเหนือจากหญิงสาวชาวมนุษย์จะหลงรักแกแล้ว ก็ยังมีนางไม้รูปสวยที่ชื่อเอ็คโค่ (Echo-คุ้น ๆ กับคำว่า “เสียงเอ็คโค่” ไหมครับ) ก็ยังมาหลงรักแต่เนื่องจากนางไม้เอ็คโค่ไปทำให้เทพีเฮร่า (Hera) ที่เป็นมเหสีของซุส (Zeus-ผู้ปกครองคณะเทพเทวดากรีก) ไม่พอใจเลยสาปให้พูดซ้ำ ๆ เหมือนคนติดอ่างเลยกลายมาเป็นรากศัพท์ว่าเสียงเอ็คโค่ (Echo) ทุกวันนี้ยังไงล่ะครับ

            ปรากฎว่านางไม้เอ็คโค่เธออยากจะบอกรักนาร์ซีซัส แต่เนื่องจากถูกสาปก็เลยได้แต่พูดซ้ำ ๆ คำพูดสุดท้ายของนาร์ซีซัสอยู่นั่นแหละ

จนกระทั่งนาร์ซีซัสชักจะลำไย..เอ๊ย..รำคาญและโมโหก็เลยพูดโพล่งออกมาว่า “ต่อให้เจ้าเป็นเทพีอโฟรไดท์ (Aphrodite-ที่ชาวโรมันเรียกว่า “วีนัส” หรือ Venus ที่ถือกันว่าเป็นเทพีแห่งความรัก) เราก็ไม่ยอมให้ออเจ้าเข้าใกล้เรา”

            เท่านั้นแหละครับเทพีอโฟรไดท์ซึ่งเป็นเทพีแห่งความงามเกิดมีโมโหที่ถูกนาร์ซีซัสพูดลบหลู่ เธอก็เลยสาปเข้าให้ว่า “ในเมื่อเจ้าลบหลู่ข้า ก็ขอให้เจ้าหลงไหลรูปโฉมของตัวเจ้าเองเป็นบ้าเป็นหลังไม่ต้องกินต้องนอนกันล่ะ”

            ลองคิดดูสิครับ ก่อนที่แกยังไม่ถูกสาปแกก็ยังหลงตัวเองซะมากมายขนาดนั้น แล้วพอถูกเทวีอโฟรไดท์สาปซ้ำเข้าไปอีกจะหลงตัวเองมากขึ้นอีกขนาดไหน

          คำว่านาร์ซีซัสจึงหมายถึงคนที่หลงตัวเอง (ไม่เฉพาะรูปโฉมเท่านั้นนะครับแต่หมายถึงหลงอำนาจวาสนาที่คิดว่าตัวเองถูกทุกเรื่องทุกอย่างทุกข้อด้วยเหมือนกัน) มาก ๆ จนไม่ฟังใครก็ว่าได้ครับ

            หลังจากถูกเทวีสาประหว่างที่เดินทางกลับบ้านกลางป่าแกหิวน้ำก็เลยจะไปกินน้ำในสระน้ำระหว่างทางแกก็ไปเห็นเงาของของตัวเองในสระน้ำนั้น

คำสาปของเทวีอโฟรไดท์ก็เริ่มทำงานทันที นาร์ซีซัสมองเงาของตัวเองในสระอย่างตกตะลึงว่าทำไมเราถึงได้หล่อปานเทพบุตรอย่างงี้หนอ แล้วก็เฝ้าดูรูปโฉมของตัวเองที่ริมสระน้ำแห่งนั้นจนกระทั่งไม่กินอาหารและในที่สุดก็นอนตายตรงข้างสระน้ำนั้นเอง

            และตรงที่นาร์ซีซัสตายนั้นเองก็มีดอกไม้เล็ก ๆ เกิดขึ้นมาคือ “ดอกนาร์ซีซัส” เกิดขึ้นมาให้เราได้รู้จักกันจนทุกวันนี้

            และต่อมาในทางการแพทย์ก็เลยมีการเรียกคนที่เป็นโรคบุคลิกภาพผิดปกติแบบนี้นี้ว่าโรค “Narcissistic personality disorder”

ซึ่งคนที่ป่วยเป็นโรคนี้มักจะคิด(และยึด)เอาตัวเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาล เช่น อยากจะให้คนมาป้อยอเอาอกเอาใจ

หรือชอบคุยโวโอ้อวดความสำเร็จของตัวเองอวดรวยอวดบ้าน อวดรถ หรืออวดฐานะทางการเงินว่าฉันมี ทรัพย์สินเยอะกว่าหรือเหนือกว่าคนอื่น หรือบางคนก็อวดรวยมองแต่เรื่องวัตถุนิยมจนขาดความเห็นอกเห็นใจในเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน มองคนที่ด้อยกว่าเป็นอีกชนชั้นหนึ่ง แล้วตัวเองเป็นชนชั้นที่สูงกว่า ฯลฯ

ท่านเคยเจอคนหลงตัวเองแบบนี้มาบ้างไหมครับ ?

          ซึ่งคนที่หลงตัวเองมาก ๆ เหล่านี้ก็มักจะมีปมก็คือจะทนการวิพากษ์วิจารณ์ตัวเองไม่ได้ หรือมักจะมีปัญหา EQ ต่ำ จะรู้สึกอับอายถ้าใครมาวิจารณ์ข้อเสียของตัวเองอย่างตรงไปตรงมา !

            ถ้าจะถามว่าจะสังเกตได้ยังไงว่าใครเริ่มจะมีอาการหลงตัวเอง ?

            มักจะมีอาการแบบนี้ครับ....

-          ขาดความเห็นอกเห็นใจคนอื่น ไม่เคยมีความคิดแบบ “ใจเขา-ใจเรา” มีแต่ “ใจเรา” เท่านั้น

-          คิดว่าตัวเองสำคัญเหนือใคร เอาตัวเองเป็นศูนย์กลางในการตัดสินเรื่องต่าง ๆ โดยไม่ฟังใคร

-          หมกมุ่นอยู่กับเกียรติยศศักดิ์ศรี ชื่อเสียง ฐานะ วัตถุต่าง ๆ เช่น บ้าน, รถ, ยศ, ตำแหน่งหน้าที่การงานที่ตัวเองคิดว่าสูงส่งกว่าคนอื่นมากจนเกินปกติ สังเกตได้ว่าคนแบบนี้มักจะโอ้อวดกับคนรอบข้างทั้งการพูดจาและการอวดผ่านสื่อต่าง ๆ

-          ต้องการการยอมรับและอยากให้คนอื่นมาสนใจ มาเอาใจตัวเอง

-          คิดแต่จะเป็นผู้รับ แต่ไม่เคยให้ใคร

-          คิดว่าตัวเองเป็นคนพิเศษที่ควรจะได้รับสิทธิพิเศษต่าง ๆ เหนือคนอื่น

-          มีความริษยาคนที่ได้ดีกว่าอย่างรุนแรง

-          พยายามพาตัวเองเข้าไปอยู่ในแวดวงชั้นสูงเพื่อยกสถานะของตัวเองให้เหนือขึ้นไป

            ประโยชน์ของการได้เรียนรู้เรื่องนี้คือเราจะได้นำมาทบทวนตัวเองเพื่อระมัดระวังไม่ให้มีพฤติกรรมแบบหลงตัวเอง ในขณะที่จะได้นำความรู้ในเรื่องนี้มาสังเกตพฤติกรรมผู้คนในองค์กรของท่านดูนะครับว่าใครบ้างที่มีลักษณะของ Narcissistic personality disorder และมีอยู่ในระดับที่มากน้อยแค่ไหนแค่ไหน

เพื่อหาทางหนีทีไล่ในการรับมือกับคนเหล่านี้อย่างเหมาะสมกับดีกรีความหลงตัวเองของคนเหล่านั้น

            แต่พูดก็พูดเถอะนะครับถ้าคนที่เป็นผู้บริหารขององค์กรยิ่งมีตำแหน่งสูงมากขึ้นเท่าไหร่แล้วมีอาการหลงตัวเองมากตามตำแหน่งไปด้วยล่ะก็ ทายได้ว่าองค์กรนั้นคงจะมีความปั่นป่วนในเรื่องของคน (โดยเฉพาะคนที่เป็นลูกน้อง) มากตามไปด้วย

และจะเป็นสาเหตุสำคัญของการที่คนเก่งคนมีศักยภาพที่เขารับกับเรื่องพวกนี้ไม่ได้ก็จะทิ้งองค์กรไปในที่สุด

จาก Narcissism มาสู่ Self-serving Bias จึงมีจุดสังเกตคือ คนที่มีอคติตัวนี้สูงก็จะหลงตัวเองและจะมองไม่เห็นความผิดพลาดของตัวเอง (แถมเจตนามองข้ามอย่างจงใจ) พร้อมจะโยนความผิดพลาดไปให้คนอื่น (เช่นโยนไปให้ลูกน้อง) แทนตัวเอง เพื่อปกป้องตัวเองเอาไว้

ส่วนคนที่มี Self-Serving Bias ต่ำเกินไป ก็จะกลายเป็นคนที่ขาดความมั่นใจในตัวเอง กลัวความล้มเหลว กลัวความผิดพลาดจนไม่กล้าตัดสินใจทำอะไร

           นี่คืออคติที่เข้าข้างตัวเองมากจนเกินไปหรือ Self-Serving Bias ครับ

                                             ..........................

วันจันทร์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2564

สั่งให้พนักงานหญิงลาคลอดกลับมาทำงานแทนพนักงานที่ติดโควิด ?

            ช่วงโควิดนี่ผมก็มักจะได้รับคำถามด้าน HR ที่เกี่ยวกับเรื่องโควิดในบริษัทต่าง ๆ มาโดยตลอดนะครับ

            อย่างเรื่องที่จะเล่าให้ฟังต่อไปนี้ก็เหมือนกัน เป็นเรื่องที่พอได้ยินแล้วก็อดไม่ได้ที่จะเอามาเล่าสู่กันฟังเพื่อเป็นข้อคิดในการบริหารงานบุคคล เผื่อว่าเรื่องทำนองนี้อาจจะไปตรงกับท่านจะได้ใช้เป็นแนวคิดในการแก้ปัญหาในช่วงที่เรากำลังยากลำบากนี้ด้วยครับ

            เรื่องมีอยู่ว่าในบริษัทแห่งหนึ่งให้พนักงานหญิงลาคลอดลูกไปแล้วประมาณ 30 วัน ซึ่งตามกฎหมายแรงงานที่แก้ไขใหม่ล่าสุดก็ให้ลูกจ้างหญิงมีสิทธิลาคลอด (รวมการลาเพื่อตรวจครรภ์ก่อนคลอด) ได้ครรภ์หนึ่ง 98 วัน

            ดังนั้นพนักงานหญิงคนนี้ก็เหลือสิทธิวันลาคลอดอีกประมาณ 18 วันหรือสองสัปดาห์เศษ ๆ

          ปัญหามันมาเกิดตรงที่หน่วยงานของพนักงานหญิงคนที่ลาคลอดคนนี้ มีพนักงานคนหนึ่งติดเชื้อโควิด ซึ่งคนที่จะรู้งานและสามารถมาทำงานแทนได้หรือพนักงานหญิงคนที่ลาคลอด !!

            ฝ่ายบริหารก็เลยอยากจะให้ HR ติดต่อพนักงานหญิงคนนี้ให้มาทำงานแทนเพื่อนพนักงานที่ติดเชื้อโควิด แล้วบริษัทจะทดวันลาคลอดอีกประมาณ 18 วันเอาไว้ให้หยุดในวันข้างหน้า

          ถ้าท่านเป็น HR ท่านจะตอบฝ่ายบริหารว่ายังไงดีครับ ?

            HR บริษัทแห่งนี้ไม่เห็นด้วยกับฝ่ายบริหารก็เลยถามมาที่ผมว่ามีความคิดเห็นยังไงกับเรื่องนี้

            ผมก็เลยให้ข้อคิดไปอย่างนี้ครับ

1.      งานที่พนักงานคนที่ติดโควิดทำอยู่มีความสำคัญมากถึงขนาดถ้าไม่มีคนทำแล้วจะเกิดความเสียหายร้ายแรงกับบริษัทเลยหรือไม่

2.      บริษัทยังมีพนักงานคนอื่น (ที่ไม่ใช่พนักงานหญิงคนที่ลาคลอด) สามารถทำงานแทนได้หรือไม่

3.      ถ้าไม่มีพนักงานคนใดสามารถทำแทนได้อีกเลย แล้วจะเกิดความเสียหายร้ายแรงบริษัทก็ต้องแก้ปัญหานี้โดยด่วนแล้วล่ะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดในหน่วยงานนี้ ขึ้นไปจนถึง CEO ควรจะต้องลงมาร่วมรับผิดชอบหาทางแก้ปัญหาเพื่อลดความร้ายแรง (ถ้ามี) ให้น้อยลง

4.      สามารถให้พนักงานหญิงที่ลาคลอดทำงานหรือสอนงานพนักงานคนอื่นให้ทำแทนจากที่บ้านผ่านระบบ Zoom หรือ โซเชียลมีเดียอื่นใดได้หรือไม่

5.      ถึงแม้ไม่มีพนักงานคนอื่นทำงานแทนได้ บริษัทควรสั่งให้พนักงานหญิงที่ลาคลอดมาทำงานนี้หรือไม่

6.      ถ้าบริษัทสั่งให้พนักงานหญิงที่ลาคลอดมาทำงานแทน แล้วเกิดติดโควิดใครจะดูแลลูกอ่อนที่เพิ่งคลอด แถมยังสุ่มเสี่ยงที่อาจจะติดโควิดกันทั้งบ้าน

7.      โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าลูกอ่อนที่เพิ่งคลอดเกิดติดโควิดจากผู้เป็นแม่ คือติดโควิดทั้งแม่ทั้งลูกอ่อนผู้บริหารจะรับผิดชอบปัญหาสารพัดรวมถึงผลกระทบที่จะตามมาจากการออกคำสั่งนี้ไหวหรือไม่

สุดท้ายผมก็บอก HR ว่าคงต้องพูดคำหนึ่งกับฝ่ายบริหารคือคำว่า “ใจเขา-ใจเรา” แหละครับ ถ้าผู้บริหารคิดได้ และเข้าใจคำนี้จะต้องไม่สั่งให้พนักงานหญิงที่ลาคลอดมาทำงานแทนในสถานการณ์ที่เป็นอยู่อย่างในปัจจุบันนี้

            ตอบคำถาม HR บริษัทแห่งนี้ไปแล้วก็ได้แต่เอาใจช่วยให้ HR ไปคุยกับฝ่ายบริหารได้สำเร็จ และขอให้ฝ่ายบริหารบริษัทแห่งนี้มีคุณธรรมที่สูงพอจะเลิกคิดที่จะใช้วิธีแก้ปัญหาแบบนี้ครับ

            Lesson learn จากเรื่องนี้ก็คือบริษัทของใครที่อาจจะมีเรื่องทำนองนี้ก็ควรจะต้องมีระบบการสอนงาน หรือการวางระบบให้มีพนักงานคนอื่นสามารถทำแทนกันได้ในสถานการณ์ที่ไม่ปกติ

แต่ถ้าคนที่ทำแทนได้เป็นคนท้องที่ใกล้คลอดก็ควรจะต้องมีการถ่ายทอดงานให้กับพนักงานคนอื่นมาเรียนรู้งานเพื่อป้องกันปัญหาข้างต้นเอาไว้ด้วยครับ

                                           ..........................