WINNER or LOSER
อยากเป็นผู้ชนะหรือผู้แพ้ก็ประเมินดูนะครับว่าเราอยู่ฝั่งไหน
โดย ธำรงศักดิ์ คงคาสวัสดิ์ วิทยากรและที่ปรึกษาด้าน HR บริษัท ทีอาร์เอ็นคอนซัลแทนท์ จำกัด อีเมล์ tamrongsakk@hotmail.com หรือ tamrongsakk@gmail.com โทร 081-846-2525
บริษัทที่มีระเบียบการเกษียณอายุหลายแห่งก็อาจจะมีการต่อเกษียณให้กับพนักงานหรือผู้บริหารบางคนที่เห็นว่ายังสามารถทำงานต่อไปได้ ยังมีความรู้ความสามารถในงานที่ไม่มีใครสามารถมาทำทดแทนได้ หรือบางบริษัทก็อาจจะมีประเด็นดราม่าคือสงสารเพราะเป็นคนเก่าแก่ ถ้าไม่ต่อเกษียณให้เดี๋ยวพนักงานจะไม่มีรายได้มาเลี้ยงดูครอบครัว ฯลฯ ก็ว่ากันไปนะครับ
ถ้าจะถามว่าการต่อเกษียณมีข้อดีอะไรบ้าง
ก็คงทำนองนี้แหละครับ
1.
พนักงานรู้สึกดีกับบริษัท พนักงานที่ได้รับการต่อเกษียณจะรู้สึกเป็นบุญคุณที่ฝ่ายบริหารยังเห็นคุณค่าของตัวเองและยังให้โอกาสที่จะทำงานต่อไป
2.
มีรายได้และสวัสดิการหลังเกษียณ พนักงานที่ได้รับการต่อเกษียณจะยังมีรายได้ต่อไปเรื่อย
ๆ สวัสดิการต่าง ๆ จากบริษัทก็ยังคงมีอยู่ เช่น การรักษาพยาบาลเพราะเมื่อคนเราอายุมากขึ้นก็มีแนวโน้มที่จะต้องมาจ่ายค่ารักษาพยาบาลจะเพิ่มมากขึ้น
ยิ่งถ้าใครมีโรคประจำตัวก็จะยังมีสวัสดิการของบริษัทมาช่วยลดค่าใช้จ่ายลงได้เยอะเพราะถ้าบริษัทไม่ต่อเกษียณก็จะต้องรับภาระนี้ไปเต็ม
ๆ
3.
พนักงานรู้สึกมั่นคง พนักงานรุ่นหลังก็จะเกิดความอุ่นใจว่าเมื่อเราอายุครบเกษียณเหมือนรุ่นพี่
ๆ เขาแล้ว บริษัทก็จะต่อเกษียณให้เราบ้าง
ก็จะทำให้พนักงานรู้สึกว่าบริษัทนี้มั่นคงถ้าเรายังมีความรู้ความสามารถ มีผลงาน
มีฝีมือ บริษัทก็จะจ้างเราต่อหลังจากเกษียณแล้ว
4.
บริษัทลดต้นทุนหาคนทดแทน ถ้ามีการต่อเกษียณบริษัทก็ไม่ต้องมีต้นทุนไปหาคนมาทำงานแทนคนที่เกษียณ
หรือการวางแผนพัฒนาคนที่จะขึ้นมาทดแทนคนที่จะเกษียณก็ไม่ต้องซีเรียสมากนักเพราะยังไงบริษัทก็ใช้วิธีต่อเกษียณไปเรื่อย
ๆ ได้
เมื่อพูดถึงด้านดีของการต่อเกษียณอายุแล้ว
เราลองมามองอีกด้านหนึ่งของเหรียญดูไหมครับว่ามีปัญหาอะไรบ้าง?
1.
พนักงานจะเก็บงานไว้กับตัวและไม่สอนงาน การต่ออายุเกษียณเป็นการส่งสัญญาณให้พนักงานรุ่นต่อ
ๆ ไปเห็นว่าถ้าเราอยากจะให้บริษัทต่อเกษียณเราก็ต้องเก็บความรู้ไว้กับตัว ไม่ควรไปสอนงานให้ลูกน้องหรือใครให้มารู้งานดีเท่าเรา
เพราะถ้ามีลูกน้องเราหรือใครสามารถทำแทนเราได้ เราก็จะหมดความสำคัญและบริษัทก็คงจะไม่ต่อเกษียณจึงทำให้เกิดปัญหาในหลายองค์กรที่มีการต่อเกษียณคือหัวหน้าไม่ยอมสอนงานลูกน้อง
2.
มีการต่อรองขอให้บริษัทปรับเงินเดือนเพิ่ม เมื่อพนักงานไม่ยอมสอนงานไม่ถ่ายทอดองค์ความรู้ในงานให้แก่กัน
ทุกคนก็จะเก็บความสำคัญเอาไว้กับตัวเอง พนักงานที่เก่งรู้งานดีมีความสามารถแต่อายุยังไม่ถึงวัยเกษียณก็จะมาต่อรองกับฝ่ายบริหารขอให้ปรับเงินเดือนเพิ่มให้
ถ้าไม่ปรับเงินเดือนขึ้นให้เขาจะลาออก เรียกว่าจับงานเป็นตัวประกันแหละครับบริษัทหลายแห่งก็เจอปัญหาแบบนี้มาแล้ว
3.
Career Path ชะงักและคนมีฝีมือจะลาออก เมื่อมีการต่อเกษียณอายุก็จะทำให้
Career
Path ของตำแหน่งงานต่าง ๆ ถูกบล็อคเอาไว้ คนรุ่นต่อมาก็ Promote
ไม่ได้จะทำให้คนที่มีความรู้ความสามารถรอไม่ไหวลาออกไปที่อื่นทำให้บริษัทเสียคนที่ดีมีฝีมือไปเรื่อย
ๆ ซึ่งจะทำให้ผังทดแทนและระบบ Talent Management ที่วางไว้มีปัญหา
4.
ให้ความสำคัญกับตัวบุคคลแทนที่จะเป็นระบบ บริษัทกำลังเอาความสำคัญในงานไปผูกติดกับตัวคนมากจนเกินไป
ซึ่งอันนี้จะเป็นปัญหาระยะยาวของบริษัท เพราะระบบการทำงานที่ดีควรจะต้องสร้างคนในให้มีขีดความสามารถขึ้นมาทดแทนคนที่เกษียณหรือลาออกไปได้
ไม่ควรมีตำแหน่งไหนที่สำคัญกับบริษัทมากจนถึงขนาดที่ว่าถ้าขาดคนนี้ไปแล้วบริษัทจะไม่สามารถอยู่ได้
5.
หากจะเลิกจ้างพนักงานที่ต่อเกษียณบริษัทจะต้องจ่ายค่าชดเชยรอบที่สอง
ถ้าพนักงานที่บริษัทต่อเกษียณทำงานไม่ดีหลังจากต่อเกษียณไปแล้ว หรือมีปัญหาสุขภาพ
ฯลฯ
แล้วบริษัทมีความจำเป็นจะต้องเลิกจ้างก็จะต้องจ่ายค่าชดเชยตามอายุงานรอบที่สองอีกครั้งหนึ่งครับ
ผมมักจะพบว่าบริษัทที่มีนโยบายต่อเกษียณอายุมักจะขาด
Development
Roadmap ที่ชัดเจน ต่อเนื่อง และเป็นรูปธรรมแต่จะใช้วิธีการจัดฝึกอบรมไปเรื่อย
ๆ แบบปีต่อปีโดยไม่มีทิศทางหรือเป้าหมายในการพัฒนาคนที่ชัดเจนและไม่มีความต่อเนื่องในการพัฒนาคน
แถมด้วยขาดการติดตามผลการพัฒนาอีกต่างหาก
หลายแห่งก็ยังจัดอบรมแบบ
“จิตสัมผัส” หรือจัดอบรมตามที่ผู้บริหารสั่งเป็นครั้ง ๆ หรือคิดแค่เพียงว่าการพัฒนาพนักงานมีแต่เรื่องการส่งไปอบรมและวัดผลเพียงการสอบให้ผ่านเหมือนเด็กนักเรียนหรือได้วุฒิบัตรก็แสดงว่ามีคุณภาพแล้วเท่านั้น
โดยไม่เคยพัฒนาคนด้วยวิธีอื่นไม่มีการติดตามผลว่าอบรมแล้วนำสิ่งที่เรียนรู้มาทำอะไรให้เป็นรูปธรรมได้จริงบ้างทำให้เสียงบประมาณในการจัดอบรมไปแบบสูญเปล่าในแต่ละปีไม่ใช่น้อยและได้คุณภาพในการพัฒนาคนแบบปลอม
ๆ เอาไว้บอก Audit ที่มาตรวจว่า “ผ่านการอบรมแล้ว” แปลว่ามีคุณภาพ??
ทั้งสองด้านที่ผมเล่ามานี้หมายถึงการต่อเกษียณในกรณีที่ให้ทำงานเหมือนเดิมในตำแหน่งเดิมและมีสภาพการจ้างเป็นพนักงานบริษัทเหมือนเดิมนะครับ
ไม่ได้หมายถึงการต่อเกษียณแล้วให้เป็นที่ปรึกษาซึ่งกรณีการต่อเกษียณแบบเป็นที่ปรึกษาก็ต้องเป็นที่ปรึกษาจริง
ๆ นะครับ ไม่ใช่ยังมีอำนาจให้คุณให้โทษลูกน้อง หรือทำงานเหมือนเดิมตอนเกษียณ
ถ้าจะถามว่าผมเห็นยังไงในเรื่องนี้?
1.
บริษัทควรกำหนดอายุเกษียณให้ชัดเจน เช่น ตามระเบียบให้พนักงานเกษียณที่อายุ
60 ปี แต่ถ้าเห็นว่ากำหนดไว้ 60 ปีน้อยเกินไปก็ควรแก้ระเบียบเกษียณอายุให้ขยายเป็นกี่ปีก็ว่ากันไปเช่นถ้าต่อเกษียณไม่ให้อายุเกิน
65 ปี คือคุยกันให้ดีเสียก่อนแล้วกำหนดอายุเกษียณให้ชัดเจนแหละครับว่าจะเอาที่เท่าไหร่
2.
เมื่อกำหนดเป็นหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนแล้วควรจะต้องทำตามหลักเกณฑ์
เพราะถ้าจะใช้ดุลพินิจ (หรือหลักกู) ต่อเกษียณเป็นบางคนเช่น
เห็นว่าเป็นคนเก่าแก่ทำงานมานานก็เลยสงสาร, คิดว่าไม่มีใครทำแทนคนนี้ได้ ฯลฯ
แล้วต่อเกษียณเป็นรายบุคคลโดยไม่มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนก็จะเกิดปัญหาตามมาหลาย ๆ
เรื่องเช่น พนักงานจะครหาว่าเลือกปฏิบัติ,
พนักงานรุ่นหลังไม่สามารถเลื่อนขึ้นทดแทนได้ตาม Career Path, การเก็บงานไว้กับตัวเองไม่ยอมสอนงาน
ฯลฯ
3.
การต่ออายุหลังเกษียณแบบที่เข้ามาเป็นที่ปรึกษาจริง
ๆ หรือเป็นพี่เลี้ยงให้กับพนักงานที่เลื่อนขึ้นมาทำหน้าที่แทนพนักงานที่เกษียณไป
ซึ่งไม่ได้ทำงานเหมือนเดิมทำงานในตำแหน่งเดิม ไม่ใช่การจ้างแรงงานจะไม่เกี่ยวกับความเห็นของผมในที่นี้นะครับ
หวังว่าเรื่องนี้จะเป็นตัวสะท้อนความคิดไปยังคนที่เกี่ยวข้องให้ลองคิดชั่งน้ำหนักดูให้ดีว่าเราควรเดินนโยบายในเรื่องนี้ต่อไปยังไงถึงจะดีและเหมาะสำหรับบริษัทของเราครับ
……………………………
สมัยก่อนเคยมีคำพูดล้อเล่นว่า....
"การ Promote ที่ผิดพลาดอาจทำให้เสียลูกน้องที่เก่งไปหนึ่งคน แล้วได้หัวหน้าที่เลวเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคน"
แต่....
สมัยนี้อาจเปลี่ยนเป็นว่า....
"การ Promote ที่ผิดพลาดอาจทำให้ได้หัวหน้าที่เลวเพิ่มขึ้นหนึ่งคน แล้วเสียลูกน้องที่เก่ง ๆ ไปอีกหลายคน"
ก่อนที่จะ Promote ใครจึงควรคิดให้ดี ๆ
ผมขอนำ 10 อันดับปัญหา HRM-HRD ปี 2020-21 ซึ่งทาง HR Center สรุปล่าสุดปลายปีที่ผ่านมา
มีคำถามเกี่ยวกับการปรับเงินเดือนเมื่อพนักงานได้รับการเลื่อนตำแหน่งให้สูงขึ้นอีกแล้วครับ
คำถามก็คือ บริษัทได้พิจารณาให้พนักงาน (ผมสมมุติว่าชื่อ
นาย A) ได้รับการเลื่อนตำแหน่งจากพนักงานให้เป็นซุปเปอร์ไวเซอร์
ซึ่งตามหลักเกณฑ์การเลื่อนตำแหน่งของบริษัทนี้ก็คือ
หากพนักงานได้รับการเลื่อนตำแหน่งจะได้รับการปรับเงินเดือนขึ้น
10 เปอร์เซ็นต์แต่ไม่เกินค่ากลาง (Midpoint) ของกระบอกเงินเดือนถัดไป
ซึ่งในกรณีนี้สมมุติว่านาย A ซึ่งเดิมเป็นพนักงานอยู่ในระดับ
(Job Group) ที่มีอัตราเริ่มต้น 8,000 บาท
และอัตราสูงสุด (เพดาน) 20,000 บาท
(ดังนั้นค่ากลางของกระบอกนี้คือ 14,000 บาท)
ซึ่งปัจจุบันนาย A ได้รับเงินเดือน
15,000 บาท
ส่วนกระบอกเงินเดือนของระดับซุปเปอร์ไวเซอร์ที่นาย A จะได้รับการเลื่อนขึ้นไปนั้น
มีอัตราเงินเดือนเริ่มต้นที่ 12,000 บาท และมีอัตราสูงสุด
(เพดาน) อยู่ที่ 30,000 บาท
(ดังนั้นกระบอกนี้จะมีค่ากลางอยู่ที่ 30,000+12,000 หาร 2
เท่ากับ 21,000 บาท)
จากหลักเกณฑ์การเลื่อนตำแหน่งดังกล่าวก็จะทำให้นาย A ได้รับการปรับเงินเดือนใหม่เป็น
15,000x10% = 16,500 บาท (ปรับ 10% แต่ไม่เกินค่ากลางของกระบอกเงินเดือนใหม่ที่ได้รับการเลื่อนขึ้นไป)
แต่ปัญหามีอยู่ว่า มี นาย B เป็นซุปเปอร์ไวเซอร์อยู่ในระดับนี้ทำงานในระดับตำแหน่งนี้มาก่อนนาย
A ซึ่งนาย B ได้รับเงินเดือนอยู่ที่ 14,000
บาท ดังรูป
คำถามคือ อย่างนี้บริษัทจะต้องปรับเงินเดือนให้กับนาย
B
หรือไม่ เพราะถือว่าเป็นซุปฯและทำงานในตำแหน่งนี้ก่อนนาย A เสียอีกแต่กลับได้เงินเดือนน้อยกว่า
ถ้าไม่ปรับให้เดี๋ยวนาย B น้อยอกน้อยใจลาออกไปแล้วบริษัทก็จะต้องหาคนมาแทนกันอีก
หรืออาจจะเกิดปัญหาว่านาย B จะหมดกำลังใจในการทำงานอะไรทำนองนั้นแหละครับ
คำตอบก็คือ "บริษัทไม่ปรับเงินเดือนให้กับนาย B" ครับ
เหตุผลก็คือ ถ้าปรับให้กับนาย B
ต่อไปเมื่อบริษัทเลื่อนตำแหน่งพนักงานให้สูงขึ้นมา 1 คนก็ต้องมาดูว่าพนักงานเดิมที่ครองตำแหน่งมาก่อนมีใครบ้างที่เงินเดือนน้อยกว่าพนักงานที่เพิ่งได้รับการเลื่อนตำแหน่งคนนี้หรือไม่
แล้วก็ต้องมาตามปรับเงินเดือนให้คนที่ดำรงตำแหน่งมาก่อนทุกครั้ง
ต้นทุนการปรับเงินเดือนของบริษัทมิบานเบิกหรือครับ?
เพราะการที่พนักงานได้รับการเลื่อนตำแหน่งขึ้นมานั้น
แต่ละคนก็ได้รับการเลื่อนตำแหน่งมาในช่วงเวลาหรือจังหวะที่แตกต่างกัน เช่น
ในกรณีของนาย A
ได้รับการเลื่อนตำแหน่งตอนที่เงินเดือนเกินค่ากลางไปเล็กน้อย
(ค่ากลาง 14,000 บาท เงินเดือนก่อนเลื่อนตำแหน่ง 15,000
บาท)
แต่สมมุติว่าถ้านาย A ได้เลื่อนตำแหน่งตอนที่เงินเดือน
19,000 บาท
บริษัทยิ่งไม่ต้องมาปรับเงินเดือนให้กับพนักงานที่เป็นซุปเปอร์ไวเซอร์เดิมที่เงินเดือนต่ำกว่า
19,000 บาทกันมากยิ่งขึ้นหรือครับ
และถ้าทำอย่างนั้นก็ยิ่งจะทำให้ค่าใช้จ่ายด้านบุคลากร (Staff Cost) บานปลายมากขึ้นไปอีก
แบบนี้บริษัทจะอยู่ไหวไหม?
นี่จึงเป็นเหตุผลที่บริษัทจะไม่มาคอยดูเงินเดือนของพนักงานเดิมที่ครองตำแหน่งมาก่อนหรอกครับ
แต่จะปรับเงินเดือนให้กับพนักงานที่ได้รับการเลื่อนตำแหน่งให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์เท่านั้น
เพราะพนักงานที่เพิ่งได้รับการเลื่อนตำแหน่งให้สูงขึ้นมาเช่นกรณีของนาย
A ก็แปลว่าฝ่ายบริหารจะต้องพิจารณาแล้วเห็นว่ามีผลการปฏิบัติงานและความสามารถเหมาะสมที่จะได้รับการเลื่อนตำแหน่งขึ้นมาเป็นซุปเปอร์ไวเซอร์
ส่วนการปรับเงินเดือนเมื่อได้รับการเลื่อนตำแหน่งก็เป็นไปตามหลักเณฑ์ปกติของบริษัท
ส่วนกรณีของนาย B แม้จะเป็นซุปเปอร์ไวเซอร์เดิมที่อยู่มาก่อน บริษัทยังไม่มีเหตุผลอะไรจะไปปรับเงินเดือนเพิ่มให้
ถ้าจะอ้างว่าปรับเพราะเหตุผลว่าเงินเดือนของนาย B ต่ำกว่านาย A อย่างนี้บริษัทมิต้องมาดูซุปเปอร์ไวเซอร์คนอื่น ๆ ที่เงินเดือนต่ำกว่านาย B หรือนาย A ด้วยอีกหรือ?
หวังว่าท่านคงเข้าใจแนวปฏิบัติอย่างที่ผมเล่าให้ฟังมานี้แล้วนะครับ
.......................................
เมื่อองค์กรของท่านรับพนักงานเข้ามาใหม่ แน่นอนว่าเขาคงไม่ได้เข้าทำงานวันที่ 1 มกราคมของปีทุกคนจริงไหมครับ แต่ละคนก็จะเข้ามาไม่พร้อมกันบางคนเข้าทำงานต้นปี บางคนก็เข้ามาปลายปี
ปัญหาก็คือเมื่อพนักงานใหม่แต่ละคนเข้ามาทำงานไม่พร้อมกันแล้ว
บริษัทจะขึ้นเงินเดือนให้เขาดีหรือไม่ ถ้าจะขึ้นเงินเดือนให้จะขึ้นให้ยังไงดี ?
วิธีปฏิบัติเกี่ยวกับเรื่องแบบนี้ก็มีอยู่หลายรูปแบบนะครับ คือ
บางบริษัทก็ไม่ขึ้นเงินเดือนให้เลยก็มี, บางบริษัทก็ขึ้นให้เท่า ๆ
กับพนักงานทั่วไป, บางบริษัทก็ขึ้นเงินเดือนให้ตามส่วน ฯลฯ
สำหรับแนวทางที่ผมจะนำเสนอต่อไปนี้คงเป็นแนวทางปฏิบัติในหลาย
ๆ องค์กร นั่นคือการขึ้นเงินเดือนให้ตามผลการปฏิบัติงาน
และตามจำนวนวันที่เข้ามาทำงานกับองค์กร
ดังนี้ครับ
1.
กำหนดหลักเกณฑ์การขึ้นเงินเดือนประจำปีสำหรับพนักงานใหม่ให้ชัดเจน
เช่น พนักงานใหม่ที่จะมีสิทธิได้รับการขึ้นเงินเดือนประจำปีคือพนักงานที่เข้าทำงานก่อนวันที่
1 ตุลาคมของทุกปี ถ้าเข้าทำงานหลังจากนี้จะไม่ได้รับการพิจารณาขึ้นเงินเดือน
2.
ให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาประเมินผลการปฏิบัติงานในระหว่างที่พนักงานใหม่ปฏิบัติงานอยู่
3.
พนักงานใหม่จะได้รับการขึ้นเงินเดือนประจำปีเป็นเปอร์เซ็นต์ตามที่บริษัทกำหนด
4.
คำนวณการขึ้นเงินเดือนประจำปีสำหรับพนักงานใหม่ตามส่วน
(Prorate) โดยคิดตามจำนวนวันที่เข้าทำงานในปีนั้น
จากหลักเกณฑ์ตามตัวอย่างทั้ง
4 ข้อข้างต้น ผมขอยกกรณีตัวอย่างดังนี้คือ
สมมุติบริษัทรับนายวิชัย
เข้ามาทำงานวันที่ 1
กันยายน อัตราเงินเดือน 10,000 บาท และในปีนี้บริษัทมีนโยบายว่าหากพนักงานที่มีผลการประเมินเกรด
A จะได้ 10 เปอร์เซ็นต์ เกรด B จะได้ 8 เปอร์เซ็นต์ เกรด C จะได้
5 เปอร์เซ็นต์ เกรด D จะได้ 3 เปอร์เซ็นต์ เกรด E ไม่ได้ขึ้นเงินเดือน
นายวิชัยถูกประเมินผลงานได้เกรด
C ก็จะได้ขึ้นเงินเดือน 5 เปอร์เซ็นต์
ดังนั้นนายวิชัยจะได้รับการขึ้นเงินเดือนดังนี้ครับ
นายวิชัยจะได้ขึ้นเงินเดือน (ถ้าทำงานครบปี) = 10,000*5% = 500
แต่นายวิชัยทำงาน 122 วัน (1 กย.-31 ธค.) = (500*122)/365 = 167.12 บาท
เงินเดือนใหม่ของนายวิชัย = 10,167 บาท ปัดเศษเป็น 10,170 บาท
จากตัวอย่างข้างต้นท่านคงได้ไอเดียในการขึ้นเงินเดือนให้กับพนักงานใหม่แล้วนะครับ
.....................................
“โครงสร้างเงินเดือน” คำ ๆ นี้หากไม่ได้เป็นคนที่ทำงานในฝ่ายบุคคลก็อาจจะเข้าใจเพียงว่าคงหมายถึงอัตราการจ่ายเงินเดือนโดยทั่วไปของบริษัทว่าจะจ่ายให้คนที่ทำงานตามคุณวุฒิที่จบ หรือตามตำแหน่งงาน เช่น รับพนักงานเข้ามาใหม่จบปริญญาตรีจะให้เดือนละเท่าไหร่ หรือรับผู้จัดการแผนกเข้ามาจะให้เงินเดือนกี่บาท
แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่แค่เท่านั้นหรอกครับ..เพราะมันมีที่มาที่ไปและเรื่องราวมากกว่านี้อีก!
สมมุติว่าวันนี้บริษัทรับพนักงานจบปริญญาตรีเข้ามาให้แล้วจ่ายเงินเดือนให้ในอัตราเริ่มต้นที่
10,000 บาท และถ้าพนักงานคนนี้ยังทำงานกับบริษัทไปเรื่อย ๆ สัก 15
ปีแล้วยังไม่ได้เลื่อนตำแหน่งไปไหน โดยพนักงานคนนี้ก็ได้ขึ้นเงินเดือนประจำปีเฉลี่ยปีละ 5 เปอร์เซ็นต์ เขาก็จะได้เงินเดือนในปีที่ 15 เดือนละประมาณ 20,790 บาท
แสดงว่าเงินเดือนปัจจุบันต่างจากเมื่อ 15 ปีที่แล้วอยู่ประมาณ 108 เปอร์เซ็นต์
และพนักงานคนนี้ก็ยังคงทำงานในลักษณะงานที่เหมือนกับเมื่อ 15 ปีที่แล้วในขณะที่อัตราเงินเดือนของเขาจะเพิ่มขึ้นไปเรื่อย
ๆ ตามอายุงานที่เพิ่มขึ้นไป?
คิดแบบเร็ว ๆ ในฝั่งของลูกจ้างก็คงจะบอกว่าไม่เห็นจะมีอะไร
ก็เขาทำงานมาตั้ง 15 ปีเขาก็ควรจะได้เงินเดือนมากกว่าสมัยเมื่อเข้ามาทำงานใหม่ ๆ
ก็ถูกต้องแล้วนี่
แต่ถ้าคิดอีกมุมหนึ่ง ก็แสดงว่าพนักงานคนนี้ยังคงทำงานในค่างาน (Job Value) เดิม
นั่นคือยังทำงานที่ใช้ทักษะ, ความรู้
หรือความรับผิดชอบในงานเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
แต่กลับได้เงินเดือนเพิ่มขึ้นตามอายุงาน (หรือกาลเวลา) ที่ผ่านไป
ในขณะที่เพื่อนรุ่นเดียวกันอาจจะมีตำแหน่งหน้าที่การงานหรือความรับผิดชอบสูงมากยิ่งขึ้นเป็นผู้บริหารขององค์กรที่สร้างประโยชน์ให้กับองค์กร
ซึ่งแน่นอนว่าคนที่เป็นผู้บริหารก็จะได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่าพนักงาน
และองค์กรก็พร้อมจะจ่ายให้หากว่าใครมีผลงานหรือสามารถทำประโยชน์ให้กับองค์กรคุ้มค่า
แต่พนักงานที่ยังอยากจะอยู่ตำแหน่งเดิมไม่อยากจะเปลี่ยนแปลงหรือไม่อยากจะรับผิดชอบอะไรมากกว่านี้
คิดเพียงว่าฉันขออยู่ตำแหน่งนี้แล้วทำงานไปเรื่อย ๆ สิ้นปีก็ได้ขึ้นเงินเดือน
หากทำงานล่วงเวลาก็ได้โอทีไปอย่างนี้ดีกว่าสบายใจดี จะส่งไปฝึกอบรมพัฒนาอะไรก็ไม่เอาแล้วขออยู่เฉย
ๆ ดีกว่า ยังไงเงินเดือนฉันก็จะขึ้นไปได้เรื่อย ๆ ไม่มีวันตัน ฯลฯ
ถ้าองค์กรมีคนที่คิดแบบนี้กันมาก ๆ เข้า เราจะหาใครมาทำให้องค์กรมีความก้าวหน้าหรือมีขีดความสามารถในการแข่งขันเพื่อให้ธุรกิจอยู่รอดต่อไปได้ล่ะครับ?
และถ้าพนักงานคิดอย่างนี้แล้ว
หากท่านเป็นเจ้าของกิจการหรือผู้บริหารระดับสูง
ท่านยังคิดว่าน่าจะต้องขึ้นเงินเดือนให้กับพนักงานเหล่านี้ทุกปีหรือไม่
และต้นทุนในเรื่องบุคลากรจะเพิ่มมากขึ้นสักเท่าไหร่
ผมเองก็พบเห็นในหลายบริษัทที่พนักงานปฏิบัติการหรือเสมียนได้รับเงินเดือน
ๆ ละ 6-7 หมื่นบาท โดยที่พนักงานเหล่านี้ก็ทำงานเหมือนเดิมแบบนี้มาหลายสิบปีแล้ว
และก็ยังคงได้ขึ้นเงินเดือนต่อไปเรื่อย ๆ ตามอายุงานที่เพิ่มขึ้นแบบ No
limit
มองในมุมของพนักงานก็โอเคหรอกนะครับ พนักงานก็ต้องชอบแหง ๆ
เพราะทำงานเหมือนเดิมไม่ต้องรับผิดชอบอะไรให้มากขึ้นแต่ก็ได้ขึ้นเงินเดือนไปเรื่อย
ๆ
แต่ถ้ามองในมุมของผู้บริหารหรือเจ้าของบริษัทล่ะ
เขาได้รับสิ่งที่พนักงานทำตอบแทนกลับมาให้คุ้มกันหรือไม่เมื่อเทียบกับต้นทุนค่าใช้จ่ายที่ต้องเพิ่มขึ้นให้กับพนักงานที่ทำงานเหมือนเดิมแบบนี้ทุก
ๆ ปี?
หน้าที่ของนักบริหารค่าตอบแทนจึงต้องมองทั้งสองมุมและเสนอแนะแนวทางในการบริหารจัดการเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมทั้งฝ่ายบริษัทและพนักงานครับ
นี่ถึงเป็นที่มาของแนวคิดในการทำโครงสร้างเงินเดือนที่จำเป็นจะต้องมีอัตราการจ่ายเริ่มต้น
และอัตราสูงสุด (ที่เราเรียกว่ามี “เพดานเงินเดือน”) ที่ชัดเจนเพื่อสร้างแรงจูงใจให้คนอยากจะทำงานเพื่อสร้างผลงานให้ตนเองก้าวหน้าเลื่อนตำแหน่งมีหน้าที่ความรับผิดชอบสูงขึ้น
และองค์กรก็จะสามารถแข่งขันกับคู่แข่งได้ดีขึ้นเนื่องจากมีพนักงานที่มีการพัฒนาตนเองให้มีขีดความสามารถรับผิดชอบงานได้มากขึ้น
ในทางกลับกันหากพนักงานคนไหนที่ทำงานไปเรื่อย ๆ โดยไม่หวังที่จะก้าวหน้าหรือรับผิดชอบอะไรให้มากไปกว่านี้ก็จะทำให้เงินเดือนไปถึงเพดาน
(Ceiling) ก็คือที่เราเรียกกันว่า
“เงินเดือนตัน” นั่นเองครับ
ในขณะที่คนที่ขยันขันแข็งพัฒนาตนเอง มีความรู้ความสามารถ
พยายามทำผลงานดี ๆ ให้กับองค์กรจนทำให้สามารถเลื่อนชั้นเลื่อนตำแหน่งขึ้นไปก็จะมีความรับผิดชอบมากขึ้นได้รับงานสำคัญ
ๆ
ก็ย่อมจะมีโอกาสได้รับค่าตอบแทนที่สูงมากขึ้นและเงินเดือนก็จะไม่ตันเพราะตำแหน่งงานที่สูงขึ้นย่อมจะมีเพดานเงินเดือนที่สูงขึ้นตามไปด้วย
จึงเป็นการสร้างแรงจูงใจให้คนพัฒนาตนเองและทำงานให้ดีขึ้น
จากที่ผมเล่ามาให้ฟังในเบื้องต้นนี้คงจะทำให้ท่านได้ข้อคิดบางอย่างแล้วว่า
ในองค์กรของท่านวันนี้ท่านมีการกำหนดอัตราเริ่มต้นและอัตราสูงสุดของตำแหน่งงานต่าง
ๆ อย่างมีมาตรฐานและจูงใจให้คนทำงานให้ดีขึ้นบ้างแล้วหรือยัง
เพราะหากองค์กรของท่านยังไม่มีเพดานเงินเดือนของตำแหน่งต่าง ๆ
หรือพูดง่าย ๆ ว่ายังไม่มีอัตราเงินเดือนตัน
ก็จะมีแนวโน้มที่พนักงานอยากจะทำงานไปเรื่อย ๆ โดยไม่อยากจะรับผิดชอบอะไรให้มากนัก
เพราะทำงานไปยังไงเงินเดือนก็ไม่ตัน แล้วจะไปดิ้นรนรับผิดชอบอะไรให้เหนื่อยยาก
องค์กรก็จะจ่ายค่าตอบแทนในแต่ละเดือนไปแบบไม่คุ้มค่ากับผลงานที่พนักงานทำให้กับองค์กร
และในระยะยาวองค์กรก็จะแบกรับภาระค่าใช้จ่ายที่สูงแต่ผลงานที่กลับมาไม่คุ้มค่าตอบแทน
ซึ่งองค์กรนั้นก็อาจจะไม่สามารถอยู่รอดในการแข่งขันได้เพราะต้นทุนค่าใช้จ่ายในเรื่องคนสูงกว่าคู่แข่ง
แต่ประสิทธิภาพของคนที่ให้กับองค์กรไม่คุ้มค่าจ้าง
เมื่อมาถึงตรงนี้ท่านคงเห็นความสำคัญของเรื่องโครงสร้างเงินเดือนกันบ้างแล้วนะครับ
แต่ถ้าท่านจะถามต่อไปว่า “แล้วจะเริ่มต้นทำกันยังไงล่ะ ?” ก็ขอเอาไว้อธิบายในตอนต่อไปนะครับ
.....................................