เนื่องในวาระดิถีขึ้นปีใหม่
ขอให้ทุกท่านที่ติดตามบล็อกนี้ประสบแต่ความสุข ความเจริญ มีสุขภาพกายใจที่แข็งแรง มีความก้าวหน้าในชีวิตตลอดปี 2564 นี้นะครับ
โดย ธำรงศักดิ์ คงคาสวัสดิ์ วิทยากรและที่ปรึกษาด้าน HR บริษัท ทีอาร์เอ็นคอนซัลแทนท์ จำกัด อีเมล์ tamrongsakk@hotmail.com หรือ tamrongsakk@gmail.com โทร 081-846-2525
เนื่องในวาระดิถีขึ้นปีใหม่
ขอให้ทุกท่านที่ติดตามบล็อกนี้ประสบแต่ความสุข ความเจริญ มีสุขภาพกายใจที่แข็งแรง มีความก้าวหน้าในชีวิตตลอดปี 2564 นี้นะครับ
วันดีเข้าทำงานกับบริษัทในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ธุรการตั้งแต่ปวส. เงินเดือน 12,000 บาท วันดีเรียนต่อภาคค่ำจนจบปริญญาตรีใช้เวลา 2 ปี (เรียนต่อตั้งแต่เริ่มทำงานปีแรก) แถม 2 ปีที่ผ่านมา วันดีก็เป็นพนักงานชั้นเยี่ยมมีผลงานดีเยี่ยมมีผลการประเมินเกรด A มาโดยตลอด
ปัจจุบันวันดีได้รับเงินเดือน 14,000 บาท ปัจจุบันบริษัทรับพนักงานจบปริญญาตรีอัตราเริ่มต้น 15,000 บาท วันดีมาบอกกับท่านว่าขอให้บริษัทปรับเงินเดือนเป็น 15,000 บาทเพราะจบปริญญาตรีแล้ว
ถ้าไม่ปรับให้ก็จะขอลาออก!!
ปัญหาข้างต้นนี้เป็นปัญหาที่มักเจอกันบ่อย
ๆ เลยใช่ไหมครับ
แล้วองค์กรของท่านแก้ปัญหานี้ยังไงกันบ้างล่ะ?
บางบริษัทก็อาจจะโอเคปรับให้เพราะพนักงานอุตส่าห์ร่ำเรียนต่อเพิ่มเติมจนนำใบปริญญาบัตรมาอวดได้ก็ปรับให้เขาหน่อยก็แล้วกัน
บางบริษัทก็มีเงื่อนไขว่าจะปรับให้ถ้าคุณวุฒิที่จบเกี่ยวข้องกับงานที่ทำอยู่
เช่น เข้ามาทำงานกับบริษัทเป็นเจ้าหน้าที่การเงินครั้งแรกจบ ปวส.
แต่เรียนต่อภาคค่ำจนจบปริญญาตรีด้านการเงินอย่างนี้ล่ะก็ปรับให้
แต่ถ้าจบปริญญาตรีด้านรัฐศาสตร์ก็ถือว่าไม่ตรงก็เลยไม่ปรับให้
แต่พอเจ้าหน้าที่การเงินคนเดียวกันนี้ย้ายไปอยู่ฝ่ายธุรการก็เริ่มร้องขอให้ปรับคุณวุฒิใหม่อีกเพราะบอกว่าจบปริญญาตรีด้านรัฐศาสตร์เกี่ยวข้องกับงานด้านธุรการเหมือนกัน
ฯลฯ
ปัญหาในเรื่องนี้ผมว่าเราคงต้องย้อนกลับมาดูที่ต้นทางกันเสียก่อนนะครับว่า
สาเหตุของปัญหานี้เกิดขึ้นจากอะไร ?
เริ่มจาก JD เป็นไงครับ....
ผมมักจะพบว่า
JD
ของบริษัทเหล่านี้มักจะระบุคุณวุฒิไว้แบบกว้าง ๆ ว่า
“ปวส.-ปริญญาตรี”
นี่แหละครับต้นเหตุของปัญหานี้!
เพราะตอนสรรหาคัดเลือกผู้สมัครงานในบางช่วงอาจจะหาคนที่จบปริญญาตรีไม่ได้
หรือผู้สมัครที่จบปริญญาตรีไม่เตะตาโดนใจกรรมการสัมภาษณ์เท่ากับผู้สมัครที่จบปวส.
บริษัทก็เลยเลือกรับผู้สมัครที่จบปวส.เข้ามาทำงาน แล้วเมื่อเขาทำงานไปสักปีสองปีและเรียนต่อไปด้วยก็เกิดปัญหานี้ในที่สุด
วิธีป้องกันปัญหานี้
ผมเสนอให้ท่านปรับปรุง JD ให้ชัดเจนนะครับว่าตกลงแล้วองค์กรของท่านต้องการคนจบคุณวุฒิอะไรกันแน่แล้วก็รับให้ตรงตามวุฒินั้น
ๆ เช่นต้องการคนจบปวส.เข้ามาเป็นเจ้าหน้าที่ธุรการ ก็รับมาตามวุฒิที่เงินเดือน 12,000
บาท (ตามตัวอย่างข้างต้น)
แม้จะมีผู้สมัครงานที่จบปริญญาตรีมาสมัครงานในตำแหน่งดังกล่าวและยอมรับเงินเดือนเริ่มต้นที่
12,000
บาท บริษัทก็ไม่ควรจะรับเข้าทำงานเพราะศัพท์เทคนิคเขาเรียกว่า “Over
Qualify” หรือคุณสมบัติสูงกว่าตำแหน่งงานที่ต้องการ
สำหรับกรณีของวันดีก็ต้องตั้งคำถามว่า
“การที่วันดีทำงานดีมีฝีมือจนได้รับการประเมินผลงานเกรด A
มาสองปีซ้อนน่ะ เกิดจากการที่วันดีเรียนต่อจนจบปริญญาตรีหรือไม่?”
หรือตั้งคำถามใหม่ว่า
“คุณวุฒิปริญญาตรีที่วันดีเรียนจบมาน่ะ มีผลกับการทำงานหรือไม่?”
ก็คงต้องตอบว่า
“ไม่ใช่”
เพราะถึงแม้วันดีไม่ได้เรียนจนจบปริญญาตรี
เธอก็เป็นคนทำงานดีมีผลงานมีฝีมืออยู่แล้วด้วยความสามารถของตัวเธอเองจริงไหมครับ
ไม่ใช่ว่าพอเรียนปริญญาตรีจบแล้วจะทำให้ผลงานดีขึ้นทันใดเสียเมื่อไหร่กันล่ะ
ถ้าผู้บริหารเห็นว่าวันดีเป็นพนักงานที่มีศักยภาพสูง
เป็น Talent
ก็ควรจะต้องปรับเงินเดือนให้วันดีเป็นกรณีพิเศษเพื่อรักษาคนที่เป็น Talent
เอาไว้ก่อนที่วันดีจะเรียนจบเสียด้วยซ้ำ
เพื่อลดโอกาสที่วันดีจะไปสมัครงานที่อื่นหรือถูกคู่แข่งดึงตัวไป
แต่กรณีนี้เมื่อบริษัทไม่ได้ปรับเงินเดือนตามผลงานเพื่อรักษาวันดีเอาไว้
แล้ววันดีมาเรียนจบก็พบว่าเงินเดือนยังต่ำกว่าอัตราเริ่มต้นตามคุณวุฒิของคนเพิ่งจบใหม่
บริษัทก็อาจจะต้องมาพิจารณาปรับเงินเดือนให้กับวันดีตามผลงานที่ดีเยี่ยม
แต่ก็คงจะต้องเป็นการปรับหลังจากนี้ไปอีกสัก 3-4 เดือนเพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดว่าเป็นการปรับเนื่องจากวันดีเพิ่งจบปริญญาตรี
แต่เป็นการปรับตามผลงานที่ดีเยี่ยมเป็นหลัก
และสิ่งที่สำคัญที่สุดคืออย่าลืมแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ!
นั่นคือบริษัทต้องไปแก้ไขคุณสมบัติด้านคุณวุฒิของตำแหน่งงานที่ต้องการคนจบใหม่
(ไม่ต้องมีประสบการณ์ทำงาน)
โดยให้ระบุคุณวุฒิที่ชัดเจนไปเพียงตัวเดียวไม่ควรกำหนดคุณวุฒิแบบเปิดกว้างอีก
จะได้ไม่ต้องมีดราม่าแบบนี้เป็นรายต่อไปครับ
..........................................
พอพูดถึงคำว่ากลยุทธ์ด้านค่าตอบแทน หลายท่านคงอยากจะรู้ว่ามีอะไรบ้างล่ะ
ผมก็ขอเล่าให้ฟังเกี่ยวกับกลยุทธ์ด้านค่าตอบแทนสำหรับองค์กรที่ไม่เคยมีแนวคิดในเรื่องนี้มาก่อน ในมุมมองของผมควรมีกลยุทธ์หลัก ๆ ดังนี้ครับ
1. จะต้องมีการประเมินค่างานทุกตำแหน่งงานให้เกิดความชัดเจน
ถ้าองค์กรของท่านยังไม่เคยมีการประเมินค่างานมาก่อน เรื่องนี้ถือว่าเป็นเรื่องแรกที่องค์กรจะต้องกำหนดให้มี เพราะองค์กรควรจะต้องทราบว่าในแต่ละตำแหน่งงานขององค์กรน่ะ ตำแหน่งไหนมีความสำคัญหรือมีค่างานสูงหรือต่ำกว่ากันด้วยวิธีการประเมินค่างาน (Job Evaluation - JE) สำหรับเรื่องราวของการประเมินค่างานนั้นมีรายละเอียดมากพอสมควรถ้ามาคุยรายละเอียดกันตรงนี้ก็จะกลายเป็นหนังสืออีกหนึ่เล่ม ท่านสามารถหาอ่านได้จากหนังสือเรื่อง “การประเมินค่างานและการทำโครงสร้างเงินเดือน (ภาคปฏิบัติ)” ที่ผมเปิดให้ดาวน์โหลดฟรีในบล็อกของผมคือ https://tamrongsakk.blogspot.com (ดูด้านขวาของบล็อกนี้ได้เลยครับ)
2. ทำโครงสร้างเงินเดือนให้แข่งขันกับตลาดได้
เรื่องนี้ก็เช่นเดียวกันกับเรื่องข้างต้นที่มีรายละเอียดค่อนข้างมาก
ท่านจะสามารถไปหาอ่านเพิ่มเติมได้จากหนังสือเล่มดังกล่าวในบล็อกของผม หรือไปเข้าคอร์ส
Public
Training ที่ธรรมนิติ (ใช้เวลา 2 วัน สนใจโทรติดต่อสอบถามได้ที่ธรรมนิติ
02-555-0700 กด 1) โดยจะมี Workshop
วิธีการออกแบบโครงสร้างเงินเดือนจะได้มีความเข้าใจมากยิ่งขึ้นและสามารถกลับไปทำเองได้
3. กำหนดนโยบายด้านค่าตอบแทนและสวัสดิการ
เมื่อพูดกันถึงเรื่องนโยบายด้านค่าตอบแทนแล้ว
องค์กรควรจะต้องมีการกำหนดนโยบายด้านค่าตอบแทนให้มีความชัดเจน
เช่น
-
การขึ้นเงินเดือนประจำปีจะขึ้นเป็นระบบเปอร์เซ็นต์
หรือเป็นเม็ดเงิน จะขึ้นเงินเดือนจาก Base Salary หรือขึ้นจาก Midpoint จะขึ้นเงินเดือนด้วยวิธีรวมศูนย์
(Centralization) หรือกระจายงบประมาณให้แต่ละหน่วยงานเป็นผู้ขึ้นเงินเดือนให้กับลูกน้องของตัวเอง
(De-centralization หรือแบบ Budget Allocation)
-
หลักเกณฑ์การปรับเงินเดือนเมื่อเลื่อนตำแหน่งควรจะเป็นอย่างไร
-
จะจ่ายโบนัสให้พนักงานด้วยหลักเกณฑ์อะไร
เช่น จ่ายให้กับทุกคนเท่ากันโดยไม่มีเงื่อนไข หรือจ่ายตามผลงานทำดีได้มาก
ทำไม่ดีได้น้อย เป็นต้น
-
พนักงานที่เงินเดือนต่ำกว่าอัตราเริ่มต้นตามโครงสร้างเงินเดือนจะทำอย่างไร
-
ควรจะวางหลักเกณฑ์ยังไงในกรณีที่พนักงานเงินเดือนตัน
-
หลักเกณฑ์การปรับเงินเดือนเป็นกรณีพิเศษสำหรับพนักงานที่มีศักยภาพสูงหรือพวก
Talent
ควรจะมีหรือไม่ หรือการให้ Incentive พิเศษแบบไหนถึงจะเหมาะสมและสามารถรักษา
Talent ให้อยู่กับเรา
-
หลักเกณฑ์การปรับเงินเดือนเป็นกรณีพิเศษให้สอดคล้องกับ
Career
Path หรือแผนการพัฒนาพนักงานควรเป็นอย่างไร
-
การทบทวนองค์ประกอบค่าตอบแทนให้เหมาะสมกับลักษณะงาน
เช่น สัดส่วนระหว่างเงินเดือนกับค่าคอมมิชชั่น,
สัดส่วนระหว่างเงินเดือนกับค่าโอที, สัดส่วนระหว่างเงินเดือนกับค่าตำแหน่ง,
ค่าภาษา, ค่าวิชาชีพ ฯลฯ
-
ฯลฯ
ที่เล่ามาเป็นตัวอย่างข้างต้นนี้ผมยังพบว่าในหลายองค์กรยังไม่เคยมีกลยุทธ์ในการบริหารค่าตอบแทนที่ชัดเจนมักจะมีการปฏิบัติในเรื่องค่าตอบแทนที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา แต่ละปีก็ไม่เหมือนกัน บ่อยครั้งก็จะทำให้พนักงานเกิดความสับสนจากความไม่แน่นอนของนโยบายด้านค่าตอบแทนของฝ่ายบริหารจนกระทั่งเป็นสาเหตุหนึ่งของการลาออกไปในที่สุด
ดังนั้นองค์กรที่เห็นความสำคัญในเรื่องการบริหารค่าตอบแทนจำเป็นจะต้องมีกลยุทธ์ในเรื่องนโยบายด้านค่าตอบแทนให้ชัดเจน
และสามารถตอบคำถามของผู้คนให้เข้าใจได้ ซึ่งก็ต้องมานั่งนิ่ง ๆ
คิดทบทวนกันดูว่าจะมีเรื่องอะไรบ้างที่จะต้องกำหนดเป็นหลักเกณฑ์ให้ชัดเจน
และเกิดผลดีและเกิดปัญหาผลกระทบน้อยที่สุด
4. บริหารจัดการค่าตอบแทนและสวัสดิการอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม
เมื่อมีการวางกลยุทธ์ด้านค่าตอบแทนให้ชัดเจนแล้วก็ต้องมีการบริหารจัดการอย่างเหมาะสมและเป็นธรรมในองค์กรหลีกเลี่ยงการใช้
“หลักกู” ในการบริหารค่าตอบแทนและสวัสดิการ
เพราะถ้าใช้หลักกูเหนือหลักเกณฑ์ก็จะเกิดปัญหาตามมาอีกมากมายในอนาคต
5. ทบทวนปรับปรุงค่าตอบแทนและสวัสดิการให้สามารถแข่งขันได้
เมื่อถึงระยะเวลาที่เหมาะสมองค์กรก็จะต้องมีการทบทวนหรือปรับปรุงระบบค่าตอบแทนในองค์กรของเราให้ทันสมัยกับสถานการณ์ที่ปรับเปลี่ยนไปในทุกปี
ค่าตอบแทนตัวไหนควรจะยังคงมีอยู่ต่อไป ตัวไหนควรจะต้องปรับเปลี่ยน ฯลฯ เมื่อปรับปรุงโครงสร้างค่าตอบแทนแล้วจะมีผลกระทบต่อ
Staff
Cost มากน้อยแค่ไหน และตรงจุดไหนที่องค์กรจะสามารถรับได้ เป็นต้น
สิ่งสำคัญคือจะต้องมีการเข้าร่วมสำรวจค่าตอบแทนทุกปีเพื่อที่เราจะได้รู้สถานะการจ่ายค่าตอบแทนขององค์กรเราในปัจจุบันว่าอยู่ตรงไหนเมื่อเปรียบเทียบกับตลาดเพื่อให้การจ่ายค่าตอบแทนของเรายังคงสามารถแข่งขันกับตลาดได้ซึ่งจะทำให้เรายังคง
“รักษาคนในและจูงใจคนนอก” ให้อยากอยู่กับองค์กรของเราต่อไปครับ
................................
ท่านลองทายสิครับว่า “การให้ค่าตอบแทนแบบไหนที่จูงใจคนได้มากที่สุด” โดยผมมีตัวเลือกให้สัก 4 ข้อ ดังนี้
ก.
เงินเดือน ข.
การปรับเงินเดือน ค. โบนัส ง. ค่าตอบแทนแบบจูงใจ
ติ๊กต่อก ๆ ๆ
ๆ
บางท่านก็เลือกข้อ ก เพราะอาจจะเห็นว่าเมื่อเราสมัครเข้าทำงานที่ไหน แล้วบริษัทนั้นให้เงินเดือนสูงกว่าบริษัทอื่นก็ย่อมจะจูงใจให้เราอยากจะไปทำงานด้วย
แต่บางคนก็อาจจะคิดลึกต่อไปอีกสักหน่อยก็อาจจะมาเลือกข้อ
ข ครับ เพราะคิดว่า จริงอยู่ แม้ว่าอัตราเงินเดือนสูงดูจูงใจก็จริง
แต่ถ้าทำงานไปแล้วบริษัทนั้นก็ไม่ขึ้นเงินเดือนให้บ้างเลยทั้ง ๆ
ที่ผลงานของเราก็ดีไม่แพ้ใคร
หรือเมื่อเลื่อนชั้นเลื่อนตำแหน่งก็ไม่เคยปรับเงินเดือนให้
มีแต่ตำแหน่งที่สูงขึ้นพร้อมกับความรับผิดชอบ แต่เงินเดือนเท่าเดิม
อย่างนี้หลอกใช้กันนี่นา
ก็เลยมองว่าการปรับเงินเดือนเมื่อมีผลงานดีให้สมกับผลงานที่เราทำให้บริษัท
หรือเมื่อเราเลื่อนตำแหน่งมีความรับผิดชอบสูงขึ้นแล้วถ้าบริษัทมีการปรับเงินเดือนเพิ่มให้สมน้ำสมเนื้อถึงจะทำให้คนเกิดแรงจูงใจสิถึงจะถูกต้อง
บางคนก็อาจจะเลือกข้อ
ค คือโบนัสสิถึงจะจูงใจ ใครทำงานมีผลงานดีก็ได้โบนัสเยอะ
ถ้าใครทำงานไม่ดีก็ได้โบนัสน้อย ๆ หรือไม่ได้เลยถึงจะจูงใจให้คนขยันทำงาน ยุติธรรมดีเพราะว่าจ่ายโบนัสแบบจูงใจตามผลงาน
แต่ก็ยังมีไม่น้อยที่เห็นว่าข้อ
ง คือการจ่ายค่าตอบแทนแบบจูงใจหรือที่บางคนอาจจะเรียกว่า “Incentive Pay” ต่างหากที่จะจูงใจให้คนทำงาน
เช่น พนักงานขายที่ขายสินค้าได้ยอดตั้งแต่ 300,000 บาทขึ้นไปจะได้ค่านายหน้า
2 เปอร์เซ็นต์ของยอดขาย แต่ถ้าขายได้ยอดเพิ่มขึ้นเป็น 500,000
บาทก็จะเพิ่มค่านายหน้าขึ้นเป็น 3 เปอร์เซ็นต์
หรือในส่วนของการผลิตก็คือถ้าสามารถผลิตสินค้าได้........ชิ้นต่อวันจะได้เบี้ยเลี้ยงพิเศษ......บาท
ถ้าสามารถผลิตได้เพิ่มกว่าเป้าที่กำหนดได้ก็จะได้เบี้ยเลี้ยงเพิ่มขึ้นอีกชิ้นละ......บาท
เมื่อคิดอย่างนี้แล้วก็ขอเลือกตอบข้อ ง ดีกว่า
พอมาดู ๆ
อย่างนี้แล้วหลายคนก็อาจจะสรุปไปเลยว่าถ้างั้นก็ขอตอบข้อ จ คือ ถูกทุกข้อ !
ผมขอเฉลยตรงบรรทัดนี้ก็แล้วกันนะครับว่าทั้งสี่ข้อนี้ก็ถูกหมดทุกข้อนั่นแหละครับ
กล่าวคือทุกข้อเป็นการจ่ายค่าตอบแทนเพื่อจูงใจให้คนอยากทำงานด้วยทั้งหมดแหละ
แต่สิ่งสำคัญก็คือ
“หลักในการจ่ายค่าตอบแทนยังไงให้จูงใจ” ต่างหากครับที่สำคัญ !
เพราะถ้าขาดหลักในการจ่ายค่าตอบแทนที่เหมาะสมแล้วทั้งสี่ข้อก็จะไม่ใช่การจ่ายค่าตอบแทนที่จูงใจคนได้เลยน่ะสิ
อธิบายอย่างนี้ครับ....
ยกตัวอย่างเช่น
บริษัทแห่งหนึ่งอยากจะสร้างแรงจูงใจให้กับพนักงานด้วยการปรับเงินเดือนให้กับพนักงานทุกคนจากเดิมเป็นคนละ
1 แสนบาท ในช่วงแรกพนักงานทุกคนก็คงจะแฮปปี้มีความสุขกันถ้วนหน้า
เกิดแรงจูงใจในการทำงานกันแหง ๆ
แต่พอเวลาผ่านไปสักพักพนักงานหลายคนก็อาจจะเริ่มคิดได้ว่า
“อ้าว !
ทำไมเพื่อนเราข้าง ๆ ทำงานก็เหมือนกับเรา แถมขี้เกียจตัวเป็นขน
อู้งานก็บ่อย ผลงานก็สู้เราไม่ได้ ทำไมถึงได้ปรับเงินเดือนมาเท่ากับเราล่ะ....อย่างนี้บริษัทก็ไม่ยุติธรรมน่ะสิทำไมบริษัทไม่พิจารณาปรับให้ตามผลงาน
ฯลฯ”
อย่าลืมหลักที่ผมเคยบอกไว้ว่า
“เงินเดือนของเราได้เท่าไหร่....ไม่สำคัญเท่ากับคนอื่นได้เท่าไหร่” นะครับ !
พอคิดได้อย่างนี้ก็เริ่มจะเกิดความรู้สึกไม่ดีและเริ่มจะไม่มีแรงจูงใจขึ้นมาเสียแล้ว
หรือบางบริษัทคิดว่าการขึ้นเงินเดือนประจำปีให้พนักงานเยอะ
ๆ ปีหนึ่ง ๆ ขึ้นให้ไม่ต่ำกว่า 10 เปอร์เซ็นต์โดยเฉลี่ยเพื่อหวังจะจูงใจให้พนักงานมีความรู้สึกที่ดีและไม่หนีไปไหน
แต่ทำนองเดียวกันกับตัวอย่างข้างต้นเมื่อตะกี้นี้แหละครับ ว่าถ้าพนักงานเห็นว่าโอ้โห....เขาขยันแทบตายทำงานหนักจะแย่
แต่เขาก็ได้ขึ้นเงินเดือน 10 เปอร์เซ็นต์โดยเฉลี่ยเท่า ๆ
กับเพื่อนที่ผลงานไม่ดีแถมขี้เกียจอีกต่างหาก แม้เขาจะรู้ว่าบริษัทอื่น ๆ
เขาขึ้นเงินเดือนเฉลี่ยกันปีละ 5 เปอร์เซ็นต์ก็ตาม
พนักงานคนนั้น ๆ ก็จะไม่มีแรงจูงใจในการทำงานเท่าที่บริษัทคาดหวังจริงไหมครับ
จากตัวอย่างที่ผมเล่ามานี้แหละครับ
ถึงเป็นโจทย์ที่ท้าทายสำหรับนักบริหารค่าตอบแทนและผู้บริหารระดับสูงของแต่ละบริษัทที่จะมีหลักเกณฑ์หรือกติกาในการบริหารจัดการเรื่องค่าตอบแทนอย่างไรเพื่อให้เหมาะสมและสร้างแรงจูงใจให้คุ้มกับค่าเงินที่จ่ายไป
นี่คือความสำคัญของความจำเป็นขององค์กรที่ควรจะต้องมีนักบริหารค่าตอบแทนมาเพื่อคิดเรื่องพวกนี้
ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ
เช่น เรื่องที่พวกเราประสบกันมาก็คือเรื่องของน้ำท่วมครั้งใหญ่เมื่อปลายปี 2554 ที่ผ่านมานี่แหละครับ
เห็นได้ชัดดี
หลายองค์กรเลื่อนการจ่ายโบนัสจากเดิมที่เคยจ่ายช่วงปลายเดือนธันวาคม
มาเป็นจ่ายในกลางเดือนพฤศจิกายนเป็นกรณีพิเศษ
หรือบางแห่งก็จ่ายให้ภายในสิ้นเดือนพฤศจิกายน
ท่านเห็นไหมครับว่ายังไงบริษัทก็ต้องจ่ายโบนัสแน่นอนอยู่แล้วในเดือนธันวาคม
แต่ผู้บริหาร (หรือนักบริหารค่าตอบแทน) ที่เข้าใจหลักในการบริหารค่าตอบแทนแบบจูงใจ
ปรับเปลี่ยนรอบการจ่ายให้เร็วขึ้น
ทำให้พนักงานเกิดแรงจูงใจและความรู้สึกที่ดีต่อฝ่ายบริหารและบริษัทสักแค่ไหน
เพราะเป็นการจ่ายในจังหวะเวลาที่เหมาะสม เรียกว่าถูกที่ ถูกเวลาก็ว่าได้
เงินโบนัสที่จ่ายก็คือเงินงบประมาณก้อนเดิมนั่นแหละ แต่พอจ่ายก่อนเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพนักงานที่จำเป็นจะต้องนำเงินไปซ่อมแซมบ้านจากภาวะน้ำท่วมครั้งใหญ่
แทนที่จะต้องมานั่งรอโบนัสในเดือนธันวาคมของทุกปี พนักงานก็จะเกิดความรู้สึกดี ๆ
กับบริษัทไม่น้อยเลย
เรียกว่าจ่ายเท่าเดิมแต่สร้างแรงจูงใจที่ดีให้กับพนักงานแล้วใช่ไหมล่ะครับ
!
นี่แหละครับ กลยุทธ์การบริหารค่าตอบแทนแบบจูงใจอย่างหนึ่ง
สิ่งสำคัญของกลยุทธ์นี้ก็คือ “จะต้องให้ก่อนที่พนักงานจะเรียกร้อง”
ครับ
ถ้าให้หลังจากที่พนักงานเริ่มพูด
เริ่มเรียกร้องแล้วเงินจำนวนที่จ่ายออกไปเท่า ๆ
กันนั้นจะไม่ทำให้พนักงานเกิดความรู้สึกเป็นบุญคุณใด ๆ เลย แถมจะพูดต่อ ๆ
กันไปอีกด้วยว่า
“ที่บริษัทยอมจ่ายก็เพราะพวกเรารวมตัวกันเรียกร้องต่างหาก..ไม่งั้นก็ไม่ได้หรอก”
ลองคิดดูนะครับว่าที่ผ่านมา
องค์กรของท่านมีการจ่ายค่าตอบแทนที่สูญเปล่าคือผู้รับไม่รู้สึกว่าเป็นบุญเป็นคุณบ้าง
และท่านจะปรับเปลี่ยนวิธีการจ่ายให้เกิดความรู้สึกเป็นบุญเป็นคุณกับผู้รับ
(ในจำนวนเงินเดียวกัน) ได้อย่างไรตามตัวอย่างที่ผมยกมาให้เห็นข้างต้น ?
ดังนั้นสรุปการให้ค่าตอบแทนแบบไหนที่จูงใจคนได้มากที่สุดก็คือ การให้ที่มีกลยุทธ์ที่เหมาะสมกับสถานการณ์ มีหลักเกณฑ์ที่สามารถอธิบายได้อย่างเป็นเหตุเป็นผล
นั่นแหละครับที่จะสามารถจูงใจคนได้มากที่สุด
และคุ้มกับค่าตอบแทนที่จ่ายไป
วันนี้ยังมีอีกหลายองค์กรที่จ่ายค่าตอบแทนแบบขาดหลักเกณฑ์
ขาดเหตุและผลที่ชัดเจน จ่ายค่าตอบแทนแบบเลือกที่รักมักที่ชัง จ่ายตามใจเถ้าแก่
ตามอารมณ์ฝ่ายบริหาร ซึ่งนอกจากไม่ทำให้พนักงานรู้สึกเป็นบุญเป็นคุณ หรือเกิดแรงจูงใจในการทำงานแล้วยังเป็นเครื่องมือที่ไล่พนักงานดี
ๆ ออกไปจากองค์กรทางอ้อมอีกต่างหากครับ
...............................
บริษัทแห่งหนึ่งซื้อตัวนาย A มาทำงานด้วยค่าตัวที่แพง เพราะนาย A มีชื่อเสียงกิติศัพท์ที่โด่งดังในวงการว่าเป็นกระบี่มือหนึ่งในงานแบบนี้ที่มีความรู้ความสามารถเชี่ยวชาญชำนาญแบบหาตัวจับยาก
แน่นอนว่าผู้บริหารของบริษัทแห่งนี้ก็ต้องมีความคาดหวังว่านาย
A จะต้องสร้างผลงานออกมาได้สมราคาที่จ้างมา
แต่....
เมื่อเวลาผ่านไปผู้บริหารพบว่าสิ่งที่คิดสิ่งที่หวังไม่เป็นตามที่คาดหวังไว้
นาย
A ทำงานแบบผิดฟอร์มไม่เห็นสมราคาเหมือนกับที่ใครๆเขายกหัวแม่โป้งกันเลย
ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น?
ผมว่าคนก็เหมือนกับต้นไม้แหละครับ
ต้นไม้บางต้นจะเติบโต
มีดอกออกผลสมราคาค่าตัวได้ก็ต้องอยู่ในร่มแดดรำไรมีไม้ใหญ่คุ้มแสงแดดที่แรงกล้าเอาไว้
ต้องให้น้ำใส่ปุ๋ยพรวนดินสม่ำเสมอ ถ้าปลูกอยู่กลางแดดร้อนลมแรงล่ะแห้งตายแหงแก๋
แต่ต้นไม้บางต้นต้องอยู่ท่ามกลางแดดร้อนลมแรง
น้ำไม่ต้องมาก ไม่ต้องดูแลมากนัก เพราะถ้าให้น้ำมากไปหรือปลูกอยู่ในร่มก็คงไม่รอด
สำคัญคือตอนบริษัทจะจ้างนาย
A เข้ามาน่ะ
บริษัทดูดีแล้วหรือยังว่านาย
A เป็นต้นไม้แบบไหน?
แล้วบริษัทมีสภาพแวดล้อมแบบไหน?
หลายปีที่แล้วผมไปเที่ยวเชียงใหม่ในหน้าหนาวที่รีสอร์ทแห่งหนึ่ง
ไปเจอกับเพื่อนผมที่เป็นผู้บริหารโดยบังเอิญ ก่อนผมกลับเขาเอาต้นทิวลิปออกดอกสวยงามจากเรือนกระจกมาให้ผมหนึ่งกระถางแล้วบอกให้เอากลับมาบ้านเป็นที่ระลึก
ผมก็บอกขอบคุณเขาไปและบอกให้เขาเอากลับไปไว้ในโรงเลี้ยงเรือนกระจกตามเดิมจะดีกว่า
เพราะแม้ผมอยากจะได้ทิวลิปดอกสวยต้นนี้มาแค่ไหน ถ้าเอามาปลูกที่บ้านผมมันก็คงเหี่ยวตายแหงแก๋
คนจึงเหมือนกับต้นไม้ในความคิดของผมด้วยประการฉะนี้
....................................
ฟังพ็อดแคสต์คลิ๊ก
เมื่อไม่นานมานี้ผมไปบรรยายเรื่องการพัฒนาพนักงานยุคใหม่ให้กับสถาบันการศึกษาแห่งหนึ่ง ได้รับคำถามที่น่าสนใจคือ “ถ้า Talent คือคนเก่งและดี องค์กรต้องการอะไรมากกว่ากันระหว่างเก่งกับดี?”
คำถามนี้ก็ไม่ใช่คำถามใหม่นะครับ
ผมเคยได้ยินคำถามนี้มาเกิน 10 ปีแล้ว
แต่ผมเชื่อว่าคำตอบของแต่ละคนคงจะต่างกันไป
ทุกครั้งที่ได้ยินคำถามนี้ผมก็ต้องบอกก่อนว่าผมจะตอบคำถามนี้จากมุมมองและประสบการณ์ของผมนะครับ
ไม่ได้อ้างอิงตำราวิชาการหรือทฤษฎีใด ๆ ซึ่งคำตอบของผมอาจจะมีคนเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยหรือจะมองต่างมุมไปก็คงแล้วแต่ความคิดเห็นของแต่ละคน
ผมมีความเห็นอย่างนี้ครับ
1.
ปกติคนที่จะได้รับการคัดเลือกให้มาเป็น Talent จะต้องผ่านหลักเกณฑ์และการทดสอบที่จะต้องแน่ใจว่า “เก่ง” อยู่แล้ว
ไม่ว่าจะเป็นการดูผลการปฏิบัติงาน, การดูเรื่องของสมรรถนะ (Competency), ประสบการณ์ทำงาน, คุณวุฒิการศึกษา, ความสามารถทางภาษา ฯลฯ
2.
ส่วนเรื่องของ “ดี”
มักจะเป็นเรื่องของคุณลักษณะภายในตัวบุคคล (Attributes) เป็นเรื่องที่วัดได้ยาก
เช่น ทัศนคติ, ความมุ่งมั่นผลสำเร็จ, ความละเอียดรอบคอบ, ความรับผิดชอบ,
การควบคุมอารมณ์ ฯลฯ ซึ่งไม่สามารถตอบแบบรวม ๆ ได้ว่ากลุ่มที่เป็น Talent (Talent Pool) เราต้องการดีมากกว่าเก่ง
หรือต้องการเก่งมากกว่าดี
เพราะคุณลักษณะภายในเป็นเรื่องของแต่ละคนที่มีคุณลักษณะภายในที่แตกต่างกันไป
3.
ยกตัวอย่างเช่น นาย A นาย
B และนาย C ผ่านการทดสอบและถูกคัดเลือกให้เป็น
Talent นาย A ก็จะต้องมีคุณสมบัติในเรื่องของความเก่งไม่ว่าจะเป็นความรู้และทักษะในงานที่ดีเยี่ยม,
มีผลการปฏิบัติงานที่เป็นยอด, พูดได้หลายภาษา ฯลฯ
4.
แต่นาย A
เป็นคนจุดเดือดต่ำเพราะเป็นคนซีเรียสเอาจริงเอาจังในเรื่องงานที่สูงมาก
ถ้าสั่งงานลูกน้องไปแล้วทำงานมาส่งไม่ได้อย่างใจก็จะพูดจาว่าลูกน้องเสียงดังแบบไม่ไว้หน้า
5.
ส่วนนาย B เป็นคนเงียบขรึมละเอียดถี่ถ้วนจะชอบเรียกใช้งานแต่ลูกน้องที่ตัวเองไว้ใจและทำงานให้ได้
ส่วนลูกน้องที่ไม่ถูกใจก็จะทำเฉยชาและถูกปฏิบัติเหมือนเป็นพลเมืองชั้นสอง
6.
นาย C เป็นคนชอบสังสรรค์เฮฮากับลูกน้องบ่อย
กินเหล้ากับลูกน้องเป็นประจำ จากความที่สนิทสนมกับลูกกน้องมากแบบนี้ทำให้นาย C
ไม่กล้าว่ากล่าวลูกน้องที่มีปัญหาไม่ว่าจะมาสายหรือขาดงานโดยไม่มีเหตุผล
ทำให้ลูกน้องไม่เกรงใจนาย C ที่นาย C เก่งงานได้ขนาดนี้เพราะจะเอางานที่ลูกน้องไม่ยอมทำมาทำเสียเองก็เลยทำให้นาย
C รู้งานทุกอย่างในหน่วยงานเป็นอย่างดี
7.
จากตัวอย่างข้างต้นท่านคงพอจะเห็นภาพแล้วนะครับว่าแต่ละคนจะมี
“ดี” หรือ “ไม่ดี” ที่แตกต่างกันไปตามคุณลักษณะภายในของตัวบุคคล จึงไม่สามารถจะพูดคำว่า
“ดี” ของ Talent
ในภาพรวม ๆ แบบเหมากลุ่มได้
ทั้งหมดที่ผมบอกมานี้จึงเป็นคำตอบของผมว่าการที่จะบอกว่าองค์กรต้องการ
Talent
ที่เก่งหรือดีมากกว่ากันนั้นผมคงตอบไม่ได้ เพราะต้องดูเป็น Case
by Case หรือเป็นรายบุคคลไปจะดีกว่า ว่า Talent คนไหนเก่งเรื่องไหนและดีเรื่องไหนหรือไม่ดีในเรื่องอะไร และ Talent
คนนั้น ๆ จะพัฒนาส่วนที่ยังไม่ดีให้ดีขึ้นมาได้ไหม
ถ้าพัฒนาได้ คน ๆ
นั้นก็ยังเป็น Talent
ต่อไป
แต่ถ้าคน ๆ
นั้นมีคุณลักษณะภายในที่ไม่ดี และไม่สามารถพัฒนาให้ดีขึ้นมาได้ก็คงต้องคัด Talent คนนั้นออกจาก Talent Pool ไปแหละครับ
สิ่งสำคัญคือองค์กรควรจะต้องประเมิน+ติดตามพฤติกรรมด้านคุณลักษณะภายในของ
Talent เป็นรายบุคคลอย่างต่อเนื่องและมีการ Feedback อย่างจริงจัง
ผมเคยเจอในองค์กรแห่งหนึ่งที่ในระหว่างโปรแกรมการพัฒนา
Talent
จะพบพฤติกรรมของ Talent บางคนเช่น แอบนำกระดาษคำตอบเข้าไปในห้องสอบ,
ลอกคำตอบเพื่อนในห้องสอบ, ให้เพื่อนเซ็นชื่อแทนกันในการเข้าอบรมแล้วตัวเองก็ไม่เข้าอบรมเพื่อจะได้มีชั่วโมงอบรมครบตามแผน,
เมื่อมีการมอบหมายให้ทำโครงการพิเศษก็ไปให้ลูกน้องคิดงานให้ทั้งหมด
(ซึ่งความจริงแล้ว Talent จะต้องทำโครงการเองทั้งหมดด้วยตัวเอง)
แล้วก็เอาผลงานที่ลูกน้องคิดมานำเสนอเป็นผลงานของตัวเองกับฝ่ายบริหารหน้าตาเฉย
ฯลฯ แต่ Talent คนที่มีพฤติกรรมดังกล่าวกลับมีผลการทดสอบข้อเขียนในหัวข้อต่าง
ๆ ที่ถูกพัฒนาด้วยคะแนนที่สูงมาก
ถามว่าถ้าท่านเป็นผู้บริหารระดับสูงแล้วเจอพฤติกรรมของ
Talent
คนหนึ่งเป็นอย่างนี้ ท่านจะตัดสินใจยังไงกับ Talent คนนี้ดีครับ?
.......................................
การประเมินผลการปฏิบัติงานเป็นกิจกรรมหนึ่งที่ทุกบริษัทจะต้องมี ซึ่งถ้าจะพูดถึงวัตถุประสงค์ในเรื่องนี้ก็คงมีหลายข้อ แต่วัตถุประสงค์หลักที่สำคัญก็คือนำมาใช้ประกอบการพิจารณาขึ้นเงินเดือนประจำปี จ่ายโบนัส และเลื่อนระดับชั้นตำแหน่ง
ซึ่งระบบหรือวิธีการประเมินผลการปฏิบัติงานที่นิยมใช้กันในสมัยก่อนก็จะเป็นการประเมินผลแบบ
“จิตสัมผัส” หรือเรียกให้เพราะ ๆ แบบฝรั่งว่า “Graphic Rating Scale” คือมีหัวข้อหรือปัจจัยประเมินผลงานแบบสำเร็จรูป เช่นหัวข้อปริมาณงาน,
คุณภาพงาน, ความรู้ในงาน, ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์, ความขยันอดทน ฯลฯ แล้วก็แบ่ง Scale
การประเมินเป็น 4 หรือ 5 เกรดในแต่ละปัจจัยเช่น A B C D E หรือ 5 4 3
2 1 แล้วบอกว่าถ้าใครได้ประเมินเกรด A หรือ 5
ก็ดีเลิศ ถ้าได้ C หรือ 3 ก็ปานกลาง ถ้าได้ E หรือ 1 ก็แย่สุดหรือผลงานใช้ไม่ได้
แล้วก็มีการสรุปผลการประเมินโดยรวมว่าทุกปัจจัยที่ประเมินแล้วสรุปว่าผู้ถูกประเมินควรจะได้เกรดใด
ต่อมาก็เริ่มมีระบบการประเมินผลงานแบบใหม่
ๆ เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปีพศ. 2497 คือ MBO (Management by Objectives) แล้วต่อมาในปี 2535
ก็มีแนวคิดเรื่อง Balanced Scorecard (BSC) ตามมา
ซึ่งวิธีการประเมินผลงานแบบใหม่รุ่นหลัง
ๆ มานี้ผมว่าล้วนแต่นำไอเดียของ MBO ของ Dr.Peter Drucker เป็นต้นแบบแล้วก็ดัดแปลงเรียกชื่อใหม่ให้ดูดีมีชาติตระกูล
แต่ระบบการประเมินผลงานแบบใหม่จะมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือมีตัวชี้วัดหลักที่สำคัญหรือที่เรียกว่า
Key
Performance Indicators หรือมี KPIs ที่สามารถจับต้องได้วัดได้ชัดเจนมากขึ้นกว่าการประเมินผลงานแบบจิตสัมผัสแบบเดิม
สาเหตุสำคัญที่ทำให้การประเมินผลล้มเหลว
ไม่ว่าระบบการประเมินผลงานจะใช้แบบไหนแบบใหม่หรือแบบเก่า
แต่ปัจจัยหลักที่จะบอกได้ว่าการประเมินผลงานจะแม่นตรงได้แค่ไหนก็ยังคงอยู่ที่หัวหน้าผู้ประเมินเป็นหลักอยู่ดี
เราลองมาดูกันสิครับว่าอาะไรบ้างเป็นสาเหตุที่ทำให้การประเมินผลล้มเหลว
1.
หัวหน้าผู้ประเมินไม่เข้าใจระบบ/วิธีการประเมิน
แม้หลายบริษัทจะจัดการอบรมหรือทำ
Workshop
เกี่ยวกับการประเมินผลงานโดยมีตัวชี้วัดหลักหรือ KPIs แล้วก็ตาม แต่หัวหน้าผู้ประเมินก็ยังไม่เข้าใจในเรื่องการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน
จึงกำหนดตัวชี้วัดแบบตามใจตัวเองหลายครั้งก็ไม่สอดคล้องกับแผนงานของบริษัทหรือไม่สอดคล้องกับฝ่ายอื่นที่เกี่ยวข้อง
2.
ผู้ประเมินไม่เคยคุยกับลูกน้องเกี่ยวกับเป้าหมายและงานที่ลูกน้องจะต้องทำให้สอดคล้องกับเป้าหมาย
เรียกว่าผู้ประเมินเอาแบบฟอร์มประเมินผลของลูกน้องมานั่งประเมินไปโดย “ความรู้สึก” ของตนเองโดยไม่เคยพูดคุยเรื่องเป้าหมายและงานที่ต้องทำกับลูกน้องเลย
3.
KPIs ที่กำหนดขัดแย้งกันเองและไม่สะท้อนผลงานของลูกน้อง
ซึ่งก็มักจะเกิดจากการตั้งตัวชี้วัดหลักหรือ KPIs แบบที่หัวหน้าคิดเอาเองแถมไม่เคยมีการประชุมร่วมกันกับหน่วยงานอื่นนี่แหละครับจึงทำให้ต่างฝ่ายต่างกำหนด
KPIs ของตัวเองขึ้นมาแบบมั่ว ๆ ทำให้การกำหนดตัวชี้วัดเป็นการกำหนดเพียงให้เป็นไปตามที่เบื้องบนสั่งมาให้ทำแค่นั้นเอง
4.
หัวหน้าผู้ประเมินใช้อคติส่วนตัวในการกำหนด KPIs ให้ลูกน้อง เรื่องนี้ก็เกิดขึ้นได้บ่อย ๆ ครับ
นั่นคือถ้าใครเป็นลูกรักของหัวหน้าก็จะกำหนด KPIs แบบไม่ยากนักหลับตาทำงานก็ได้
A ในขณะที่ถ้าใครเป็นลูกชังละก็ KPIs จะยากโหดหินแบบที่ใครก็ไม่มีวันทำได้ตามเป้า
5.
ใช้การประเมินผลเป็นเครื่องมือในการลงโทษลูกน้อง
ตามหลักการที่ดีของการประเมินผลการปฏิบัติงานคือเมื่อตกลงกันเรื่อง
KPIs ระหว่างหัวหน้ากับลูกน้องเมื่อต้นงวดเสร็จแล้ว
หัวหน้าผู้ประเมินควรจะติดตามผลการทำงานของลูกน้องเป็นระยะ เช่น
ทุกไตรมาสควรจะดูว่าลูกน้องทำงานได้ตามเป้าหมายหรือไม่
มีปัญหาอุปสรรคอะไรบ้างจะได้ช่วยลูกน้องแก้ปัญหาเหล่านั้นเพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายได้ในตอนปลายงวด
แต่ก็จะมีหัวหน้าประเภทที่ไม่เคยติดตามผลแต่จะคอยเฉ่งตอนสิ้นงวดแล้วใช้ลงโทษลูกน้องโดยขึ้นเงินเดือนและจ่ายโบนัสให้น้อยหรือไม่ให้เลย
6.
หัวหน้าผู้ประเมินไม่ได้ให้ความสำคัญกับการประเมินผลอย่างจริงจัง
เรียกได้ว่าประเมินผลไปสักแต่ให้พ้น ๆ เสร็จ ๆ ไปเพื่อจะได้ส่งฝ่ายบุคคลได้ทันตามกำหนด
ซึ่งหากใครได้ผู้บังคับบัญชาประเภทนี้ก็ถือว่าเป็น “กรรม” นะครับที่มีหัวหน้างานที่ “เห็นแก่ตัว”
เพราะใบประเมินผลการปฏิบัติงานนี้จะต้องถูกเก็บไว้ในแฟ้มประวัติของพนักงานไปโดยตลอด
และจะถูกหยิบขึ้นมาพิจารณาในโอกาสต่าง ๆ เช่น การให้ผลตอบแทน ,
การเลื่อนชั้นเลื่อนตำแหน่ง ฯลฯ
ซึ่งท่านที่เป็นผู้ประเมินลองคิดดูให้ดีนะครับว่าถ้าเราถูกกระทำเช่นนี้แล้วเราจะรู้สึกอย่างไร
7.
หัวหน้าผู้ประเมินขาดคุณธรรมในการประเมินผล
เรียกว่าผู้ประเมินมีความลำเอียง หรือไม่ชอบพนักงานคนนั้น ๆ
เป็นการส่วนตัวจึงทำให้ประเมินผลพนักงานผู้นั้นไปตาม “อารมณ์” และ “ความรู้สึก” ของตน
มากกว่าการพิจารณาจากผลงานที่ทำได้จริง
8.
หัวหน้าผู้ประเมินขาด “ทักษะ”
ในการประเมินผล
ในเรื่องนี้มีอยู่ไม่น้อยเลยนะครับ ไม่ว่าจะเป็นทักษะในการพูดคุยสื่อสารกับพนักงาน
, สอนงาน, ทักษะในการติดตามงาน , ทักษะในการแจ้งผลการประเมิน ฯลฯ
ซึ่งในเรื่องนี้คงจะต้องเป็นหน้าที่ขององค์กรที่จะต้องหาทางเสริมสร้างทักษะเหล่านี้ให้กับหัวหน้าผู้ประเมินแล้วล่ะครับ
9.
หัวหน้าขาดทักษะในการแจ้งผลและไม่แจ้งผลการประเมินให้พนักงานทราบ บ่อยครั้งที่พอหัวหน้าประเมินผลเสร็จแล้วก็จะรีบส่งแบบประเมินผลให้กับฝ่ายบุคคลโดยเร็ว
และไม่แจ้งผลประเมินให้กับลูกน้องทราบ ทำให้ตัวพนักงานเองก็ไม่ทราบว่าหัวหน้ามองตนเองอย่างไร
งานที่ตนเองทำนั้นถูกต้องตรงกับที่หัวหน้าต้องการหรือไม่ ฯลฯ ซึ่งหลายครั้งพบว่าหัวหน้าผู้ประเมินขาดทักษะในการแจ้งผลอย่างสร้างสรรค์ให้ลูกน้องปรับปรุงตัวเอง
จากที่ผมเล่าให้ฟังข้างต้นนี่แหละครับที่ทำให้ระบบการประเมินผลการปฏิบัติงานเกิดปัญหาขึ้น
ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่นั้นมาจากผู้ประเมินนะครับ ที่ทำให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ติดตามมาเป็นดราม่าในภายหลังอีกมากมายหลายเรื่อง
หากองค์กรใดยังปล่อยให้ปัญหาเหล่านี้สะสมไว้เรื่อย
ๆ วันหนึ่งเมื่อพนักงานขององค์กรนั้นเจริญเติบโตขึ้นไปเป็นผู้บริหารเป็นผู้ประเมินผลพนักงานระดับล่างรุ่นต่อๆ
ไปแบบเดียวกับที่ตัวเองเคยโดนมาก็จะเป็นวงจรอุบาทว์อยู่อย่างนี้ พนักงานที่ทำงานดีมีความสามารถก็จะหมดกำลังใจและหาทางหนีจากองค์กรนั้นไปในที่สุด.