ฟังพ็อดแคสต์คลิ๊ก
โดย ธำรงศักดิ์ คงคาสวัสดิ์ วิทยากรและที่ปรึกษาด้าน HR บริษัท ทีอาร์เอ็นคอนซัลแทนท์ จำกัด อีเมล์ tamrongsakk@hotmail.com หรือ tamrongsakk@gmail.com โทร 081-846-2525
วันศุกร์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2563
วันอังคารที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2563
อาหารสมองด้าน HR
ท่านที่ติดตามผลงานของผมคงจะทราบดีว่าผมมีหนังสือที่เปิดให้ดาวน์โหลดฟรีในบล็อกนี้ (ดูด้านขวาของบล็อก) และหนังสือที่ผมเขียนเป็นเล่มแล้วให้ลิขสิทธิ์กับทางสำนักพิมพ์นำไปพิมพ์เป็นเล่มเพื่อจัดจำหน่าย
แต่ไม่ว่าจะพิมพ์เป็นเล่มหรือให้ดาวน์โหลดฟรีก็ล้วนแต่มีวัตถุประสงค์จะแชร์ประสบการณ์ที่ผมเคยทำงานด้าน HR มาเพื่อให้เป็นไอเดียในการทำงานต่อยอดสำหรับผู้สนใจทั้งสิ้น
สำหรับหนังสือของผมส่วนหนึ่งที่พิมพ์เป็นเล่มนั้นผมได้มอบลิขสิทธิ์ให้ HR Center เป็นผู้พิมพ์และจัดจำหน่ายในขณะนี้คือ
วันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2563
อยากทำงาน HR ต้องจบสายตรงหรือไม่?
คำถามตามหัวเรื่องนี้เป็นคำถามของคนที่กำลังจะก้าวเข้ามาในวงการ HR ที่บางครั้งแม้เจ้าตัวเองก็ยังไม่รู้ว่างานนี้จะต้องทำอะไรบ้าง บางคนก็อาจจะคิดว่าคงจะเป็นงานรับคนเข้า-เอาคนออก ตรวจบัตรตอก ออกใบเตือนเหมือนงานธุรการทั่ว ๆ ไป
หรือหนักกว่านั้นบางคนก็คิดว่าเป็นงานเจ้าคนนายคนคือสามารถสั่งงานหน่วยงานอื่น ๆ ทำตัวเป็นเหมือนครูไหวใจร้ายที่คอยตักเตือนนักเรียน (ซึ่งก็คือพนักงาน) ที่ทำผิดกฎระเบียบได้ทั่วทั้งบริษัท ถ้าใครเตือนแล้วไม่ฟังก็ออกหนังสือตักเตือน หรือถ้ายังไม่ดีขึ้น HR ก็ไล่ออกไปได้เลย คือเข้าใจว่าทำงาน HR แล้วมีอำนาจล้นฟ้าคล้าย ๆ เป็นเจ้าพ่อเจ้าแม่หรือเป็นมาเฟียในบริษัททำนองนั้นแหละผมก็เลยอยากจะแชร์ความคิดเห็นจากประสบการณ์อย่างนี้ครับ
ผมขอแบ่งประเภทของคนที่เข้ามาทำงาน
HR ออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ
1.
คนที่เพิ่งจบใหม่ยังไม่มีประสบการณ์ทำงานมาก่อน
แบ่งเป็น
1.1
สมัยก่อนย้อนหลังไปไม่ต่ำกว่า 30 ปีได้มั๊งครับ
คนที่ทำงาน HR (รุ่นเก่า ๆ ) มักจะจบสายสังคมศาสตร์ เช่น
รัฐศาสตร์, นิติศาสตร์, ศิลปศาสตร์ ฯลฯ ส่วนพวกที่จบสายวิทยาศาสตร์ก็อาจจะมีบ้าง
เช่น จบจากคณะวิทยาศาสตร์ หรือวิศวกรรมอุตสาหการ ที่จบปุ๊บก็เข้ามาทำงานด้าน HR
แต่จะมีน้อยกว่าคนที่จบสายศิลปศาสตร์
เนื่องจากในสมัยก่อนนี้ยังไม่มีการสอนวิชาบริหารงานบุคคลโดยตรงในระดับปริญญา ดังนั้นคนที่จบใหม่และเข้าทำงาน
HR จึงมักจะถูกองค์กรส่งไปเข้ารับการอบรมด้านการบริหารงานบุคคลในองค์กรที่จัดการอบรมแบบเป็นหลักสูตรที่ได้รับวุฒิบัตรทางด้านนี้
เช่น หลักสูตรการบริหารงานบุคคลของกระทรวงแรงงาน (สมัยก่อนจะเรียกว่ากรมแรงงาน), สมาคมจัดการงานบุคคลแห่งประเทศไทย (PMAT)
เป็นต้น ซึ่งการอบรมดังกล่าวก็จะใช้เวลาหลายวัน
และเขาก็จะสอนในเรื่องของ HR Functions ทั้งหมดที่คนทำงาน HR
ต้องทราบ เมื่อจบก็จะได้รับวุฒิบัตรผ่านการอบรมแล้วก็มาทำงานด้าน HR
ต่อไป
1.2
ในยุคปัจจุบัน มีการเรียนการสอนในสาขาบริหารงานบุคคลในระดับปริญญาโดยจะมีการสอนนักศึกษาให้ทราบ
HR
Functions ต่าง ๆ ทั้งระดับปริญญาตรี-โท-เอก เรียกว่าถ้าใครสนใจอยากจะทำงานด้าน
HR ก็เรียนรู้กันได้ตั้งแต่ปริญญาตรีมาเลย
2.
คนที่มีประสบการณ์ทำงานด้านอื่นมาแล้วและสนใจมาทำงานด้าน
HR
หรือถูกย้ายมาทำงาน HR คนกลุ่มนี้ผมแบ่งเป็น
2.1
คนที่สนใจอยากจะมาทำงานด้าน HR อย่างจริงจัง
2.2
คนที่ไม่ได้อยากมาทำงาน HR แต่ถูกบริษัทย้ายมาอาจจะเนื่องจากทำงานในหน่วยงานเดิมไม่ดีมีปัญหาหรือผลงานย่ำแย่ก็เลยย้ายมาอยู่ที่ฝ่ายบุคคลก็เลยต้องจำใจทำไปก่อน
และอาจหางานอื่นไปด้วยเพราะไม่ชอบงาน HR
หรือบางคนถูกบริษัทย้ายมาทำงาน HR เพื่อรอเกษียณ
2.3
เป็นผู้บริหารในหน่วยงานอื่นแต่ถูกฝ่ายบริหารระดับสูงย้ายมาเป็นผู้บริหารในฝ่าย
HR (จะเรียกชื่อตำแหน่งว่า ผู้จัดการฝ่ายบุคคล,
ผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรบุคคล, Vice President, Human Resource ก็ว่ากันไป) เช่น ย้ายผู้จัดการฝ่ายบัญชีให้มาเป็นผู้จัดการฝ่าย HR
เป็นต้น
จากที่ผมเล่าที่มาของคนที่มาทำงาน
HR ข้างต้นนั้นจะเห็นได้ว่าคนที่มาทำงาน HR ไม่ว่าจะจบมาทางด้าน HR หรือไม่ก็ตามล้วนมีที่มาและพื้นเพที่แตกต่างกัน
แต่สิ่งสำคัญที่สุดอยู่ที่ว่า..คน ๆ
นั้นรักและสนใจที่จะทำงานด้าน HR อย่างจริงจังหรือไม่!
ถ้ารักและสนใจที่จะทำงานด้าน HR แล้ว
แม้ไม่จบสายตรงด้าน HR แต่ถ้ามีอิทธิบาท 4 คือ
1.
ฉันทะ มีความรัก (ฝรั่งเรียกว่ามี Passion) ในงานที่ทำ
2.
วิริยะ มีความมานะพากเพียรในงานที่รับผิดชอบ
3.
จิตตะ มีความเอาใจใส่ในงานที่ทำ
คิดหาทางพัฒนาตัวเองให้มีความรู้และประสบการณ์ใหม่ ๆ ในงาน HR ทุกด้านให้รู้ลึกรู้จริง
4.
วิมังสา หมั่นทบทวนแก้ไขปรับปรุงงานที่ทำและพัฒนางานให้ดีขึ้นอยู่เสมอ
ๆ
ถ้าเป็นอย่างนี้แล้วล่ะก็คน
ๆ นั้นมาถูกทางและจะเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในงาน HR ได้แน่นอนครับ
หลายคนที่เป็นมืออาชีพด้าน
HR ที่ผมรู้จักเขาก็ไม่ได้จบ HR มาโดยตรง
แต่เขามีความรักและเข้าใจในงานแบบนี้ พยายามศึกษาเข้าใจในเรื่องของผู้คน
ชอบที่จะต้องเข้าไปทำงานแก้ปัญหาเกี่ยวกับผู้คน ที่สำคัญคือเป็นคนสนใจใฝ่เรียนรู้ศึกษาหาความรู้และประสบการณ์ด้าน
HR อยู่เสมอ ๆ
หลายคนก็ผันตัวออกมาเป็นเจ้าของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับงาน
HR เช่น มาทำบริษัท Headhunter, ตั้งบริษัทจัดการฝึกอบรมและพัฒนาบุคลากร,
มาเป็นวิทยากรที่ปรึกษาด้าน HR ก็มีให้เห็นอยู่มากมาย
ในทางกลับกัน
ถ้าใครที่เข้ามาทำงาน HR ด้วยความคิดว่างาน HR คืองานธุรการทั่วไป
เป็นงานควบคุมคนทั้งบริษัทแบบมาเฟีย ทุกคนต้องเชื่อฟังฉัน ไม่เคยสนใจใฝ่เรียนรู้
เป็นแค่งานประเภท “รับคนเข้า-เอาคนออก” ใคร ๆ ก็ทำได้ หรือเห็นงาน HR เป็นศาลาพักร้อนไปวัน ๆ หรือทำเพื่อรอเกษียณ
อย่างนี้แล้วผมว่าต่อให้คน
ๆ นั้นจบมาตรงด้าน HR
ก็คงมาทำงานผิดที่แล้วล่ะครับ
แม้จะมีชื่อตำแหน่งเป็น
HR
Manager หรืออะไรก็ตามคงไม่ถือว่าเป็น HR มืออาชีพได้อย่างแน่นอน
แถมยังจะทำให้ผู้คนเข้าใจงาน HR แบบผิด ๆ หรือดูถูกดูแคลนอีกต่างหาก!!
จากที่เล่ามาทั้งหมดจึงมาสู่คำตอบและข้อสรุปของผมที่ว่า..
ถ้าใครอยากทำงานด้าน HR ก็ก้าวเข้ามาเลยครับ
ขอให้ศึกษาหาความรู้และประสบการณ์ด้าน HR ทุกด้านให้รู้ลึกรู้จริง
แม้ว่าจะไม่ได้จบตรงมาทาง HR แต่ผมมั่นใจว่าคน ๆ นั้นจะเป็นมืออาชีพด้าน
HR และสามารถใช้เป็นวิชาชีพนี้หาเลี้ยงตัวเองไปได้เรื่อย ๆ
แม้อายุจะเลยวัยเกษียณไปแล้วก็ตาม
ยินดีต้อนรับเข้าสู่วงการ
HR และขอให้มีความสุขกับงานนี้ครับ
………………………………….
วันเสาร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2563
วันอังคารที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2563
วันศุกร์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2563
จ่ายค่าเบี้ยเลี้ยงให้วันละ 100 บาททุกวันเป็นค่าจ้างหรือสวัสดิการ?
มีคำถามจากผู้เข้าอบรมถามผมว่า....
บริษัทให้เบี้ยเลี้ยงพนักงานที่มาทำงานทุกวันเพื่อช่วยเหลือการเดินทางวันละ
100
บาทโดยจ่ายเข้า Payroll เดือนละ 3,000 บาท บริษัทถือว่าเป็นสวัสดิการให้กับพนักงานแบบนี้จะถือว่าเป็นค่าจ้างหรือไม่?
ก่อนตอบคำถามนี้ผมคงต้องทำความเข้าใจกับผู้ถามให้เข้าใจตรงกันก่อนคือ....
คำว่า
“เบี้ยเลี้ยง”
ในความหมายของผมหมายถึงเงินที่บริษัทจ่ายให้ในกรณีที่พนักงานต้องเดินทางไปทำงานนอกสถานที่ทำงาน
เช่น หัวหน้าสั่งให้พนักงานเดินทางจากสำนักงานที่กรุงเทพไปทำงานที่เชียงใหม่
บริษัทก็จ่ายค่าเบี้ยเลี้ยงในการเดินทางไปทำงานให้วันละ 100 บาท
เมื่อพนักงานไปทำงานเสร็จแล้วเดินทางกลับมาที่กรุงเทพบริษัทก็จะไม่จ่ายค่าเบี้ยเลี้ยงการเดินทางให้อีก
แต่ถ้าสั่งให้เดินทางไปทำงานต่างจังหวัดอีกถึงจะจ่ายให้ตามอัตราที่กำหนดไว้
พูดง่าย ๆ คือจ่ายเป็นครั้ง ๆ ตามที่เดินทางไปทำงานต่างจังหวัดจริง
ถ้าบริษัทจ่ายเบี้ยเลี้ยงในลักษณะนี้และมีระเบียบสวัสดิการเกี่ยวกับการจ่ายค่าเบี้ยเลี้ยงเพื่อช่วยเหลือการเดินทางของพนักงานในการไปทำงานนอกสำนักงาน
และเมื่อเดินทางกลับมาทำงานตามปกติบริษัทก็ไม่จ่ายค่าเบี้ยเลี้ยงให้อีกอย่างนี้ค่าเบี้ยเลี้ยงแบบนี้ก็เป็นสวัสดิการครับ
ไม่ใช่ค่าจ้างเพราะมีหลักและวิธีการปฏิบัติโดยมีเจตนารมณ์ให้เป็นสวัสดิการช่วยเหลือการเดินทางไปทำงานต่างจังหวัดจริง
ๆ
มาถึงตรงนี้เราคงเข้าใจความหมายของเบี้ยเลี้ยงตรงกันแล้วนะครับ
คราวนี้ผมก็เลยถามกลับไปยังผู้ถามว่า....
1.
บริษัทของคุณมีระเบียบเกี่ยวกับการจ่ายเบี้ยเลี้ยงในการเดินทางไปทำงานในประเทศ
(หรือระเบียบค่าเบี้ยเลี้ยงเดินทางไปทำงานต่างประเทศ) บ้างหรือไม่?
คำตอบคือ “ไม่มี”
ครับ
2.
บริษัทมีวิธีการจ่ายเบี้ยเลี้ยงให้กับพนักงานยังไง?
คำตอบคือ
“บริษัทจะจ่ายเบี้ยเลี้ยงให้กับพนักงานทุกคน ๆ ละ 100 บาท
เพื่อช่วยเหลือการเดินทางมาทำงานทุกวันเพราะพนักงานต้องเดินทางจากบ้านมาที่ทำงาน”
3.
หมายความว่าการจ่ายค่าเบี้ยเลี้ยงของบริษัทไม่ใช่การจ่ายเนื่องจากการที่พนักงานต้องเดินทางไปทำงานต่างจังหวัดใช่หรือไม่?
คำตอบคือ “ใช่”
4.
แล้วที่บริษัทจ่ายเบี้ยเลี้ยงให้กับพนักงานทุกคน
ๆ ละ 100
บาทน่ะ จ่ายแบบเหมาเข้า Payroll เดือนละ 3,000
บาท เท่ากันทุกคนใช่หรือไม่?
คำตอบคือ “ใช่”
5.
ถ้าตอบอย่างนี้ก็แปลว่าบริษัทจ่ายค่าเบี้ยเลี้ยงให้กับพนักงานแม้ในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ด้วยใช่หรือไม่
คำตอบคือ “ใช่”
ท่านที่อ่านคำถาม-คำตอบมาถึงตรงนี้ที่พอจะมีความรู้เกี่ยวกับกฎหมายแรงงานบ้างก็คงจะตอบคำถามนี้ได้แล้วนะครับว่าการจ่ายเบี้ยเลี้ยงแบบนี้เป็นค่าจ้างหรือไม่
ถูกต้องแล้วครับ
ถ้าบริษัทตอบคำถามมาแบบนี้แม้บริษัทจะเรียกชื่อเงินที่จ่ายแบบนี้ว่าเบี้ยเลี้ยง
แม้บริษัทจะอ้างว่าเป็นสวัสดิการก็ตาม
แต่เงินนี้ถือเป็นค่าจ้างครับ เพราะ....
1.
เงินตัวนี้บริษัทจ่ายให้พนักงานทุกคนเท่ากัน
และจ่ายเป็นประจำ
2.
จ่ายให้โดยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ เช่น จะจ่ายให้เมื่อพนักงานไปทำงานต่างจังหวัดหรือไปทำงานนอกสถานที่ทำงานปกติ
และเมื่อเดินทางกลับมาทำงานตามปกติแล้วบริษัทก็จะไม่จ่ายเบี้ยเลี้ยงให้และบริษัทก็ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์นี้
3.
เงินตัวนี้จ่ายให้พนักงานแม้แต่วันหยุดเสาร์-อาทิตย์
ซึ่งถามว่าวันเสาร์-อาทิตย์เป็นวันหยุดทำไมพนักงานถึงได้เบี้ยเลี้ยงเดินทางด้วยล่ะครับ
ดังนั้นแม้บริษัทจะเรียกชื่อเงินตัวนี้ว่าเป็น
“เบี้ยเลี้ยง”
และถือว่าเป็นสวัสดิการเพื่อช่วยเหลือพนักงานแต่วิธีการจ่ายและเจตนาในการจ่ายของบริษัทไม่เข้าข่ายสวัสดิการครับ
เงินตัวนี้จึงต้องนำมารวมเป็นฐานในการคำนวณโอที,
ค่าชดเชย, ค่าบอกกล่าวล่วงหน้า
หรือแม้แต่เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบเพื่อนำส่งประกันสังคมด้วยนะครับ
ถ้าบริษัทยังไม่นำเงินตัวนี้มาเป็นฐาน “ค่าจ้าง”
และปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมายก็คงต้องเตรียมรับปัญหาในอนาคตที่จะตามมา
ท่านลองไปสำรวจเพิ่มเติมดูนะครับว่าบริษัทของท่านยังมีการจ่ายเงินอะไรที่เข้าข่ายค่าจ้างตามแนวทางที่ผมเล่ามาให้ฟังข้างต้นอีกไป จะได้ไปบริหารจัดการให้ถูกต้องต่อไปนะครับ
...................................



