วันอังคารที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2563

อาหารสมองด้าน HR

 ท่านที่ติดตามผลงานของผมคงจะทราบดีว่าผมมีหนังสือที่เปิดให้ดาวน์โหลดฟรีในบล็อกนี้ (ดูด้านขวาของบล็อก) และหนังสือที่ผมเขียนเป็นเล่มแล้วให้ลิขสิทธิ์กับทางสำนักพิมพ์นำไปพิมพ์เป็นเล่มเพื่อจัดจำหน่าย

แต่ไม่ว่าจะพิมพ์เป็นเล่มหรือให้ดาวน์โหลดฟรีก็ล้วนแต่มีวัตถุประสงค์จะแชร์ประสบการณ์ที่ผมเคยทำงานด้าน HR มาเพื่อให้เป็นไอเดียในการทำงานต่อยอดสำหรับผู้สนใจทั้งสิ้น

สำหรับหนังสือของผมส่วนหนึ่งที่พิมพ์เป็นเล่มนั้นผมได้มอบลิขสิทธิ์ให้ HR Center เป็นผู้พิมพ์และจัดจำหน่ายในขณะนี้คือ

หนังสือด้านการบริหารค่าจ้างเงินเดือน

หนังสือด้านการบริหารและพัฒนาทรัพยากรบุคคล


สนใจสั่งซื้อออนไลน์ได้ที่ HR Center คลิ๊ก

สมาชิกลด 20% บุคคลทั่วไปลด 5% 

ใครสนใจเล่มไหนก็สั่งซื้อไปทาง HR Center ได้นะครับ
ปล.อย่าสั่งซื้อมาที่ผมนะครับ เพราะผมเป็นคนเขียนหนังสือและให้ลิขสิทธิ์ไปเท่านั้น ไม่ใช่คนพิมพ์และจัดจำหน่าย การสั่งซื้อจึงต้องสั่งซื้อไปที่ลิงค์ที่ผมให้ไว้ข้างต้นครับ

วันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2563

อยากทำงาน HR ต้องจบสายตรงหรือไม่?

             คำถามตามหัวเรื่องนี้เป็นคำถามของคนที่กำลังจะก้าวเข้ามาในวงการ HR ที่บางครั้งแม้เจ้าตัวเองก็ยังไม่รู้ว่างานนี้จะต้องทำอะไรบ้าง บางคนก็อาจจะคิดว่าคงจะเป็นงานรับคนเข้า-เอาคนออก ตรวจบัตรตอก ออกใบเตือนเหมือนงานธุรการทั่ว ๆ ไป 

            หรือหนักกว่านั้นบางคนก็คิดว่าเป็นงานเจ้าคนนายคนคือสามารถสั่งงานหน่วยงานอื่น ๆ ทำตัวเป็นเหมือนครูไหวใจร้ายที่คอยตักเตือนนักเรียน (ซึ่งก็คือพนักงาน) ที่ทำผิดกฎระเบียบได้ทั่วทั้งบริษัท ถ้าใครเตือนแล้วไม่ฟังก็ออกหนังสือตักเตือน หรือถ้ายังไม่ดีขึ้น HR ก็ไล่ออกไปได้เลย คือเข้าใจว่าทำงาน HR แล้วมีอำนาจล้นฟ้าคล้าย ๆ เป็นเจ้าพ่อเจ้าแม่หรือเป็นมาเฟียในบริษัททำนองนั้นแหละผมก็เลยอยากจะแชร์ความคิดเห็นจากประสบการณ์อย่างนี้ครับ

            ผมขอแบ่งประเภทของคนที่เข้ามาทำงาน HR ออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ

1.      คนที่เพิ่งจบใหม่ยังไม่มีประสบการณ์ทำงานมาก่อน แบ่งเป็น

1.1   สมัยก่อนย้อนหลังไปไม่ต่ำกว่า 30 ปีได้มั๊งครับ คนที่ทำงาน HR (รุ่นเก่า ๆ ) มักจะจบสายสังคมศาสตร์ เช่น รัฐศาสตร์, นิติศาสตร์, ศิลปศาสตร์ ฯลฯ ส่วนพวกที่จบสายวิทยาศาสตร์ก็อาจจะมีบ้าง เช่น จบจากคณะวิทยาศาสตร์ หรือวิศวกรรมอุตสาหการ ที่จบปุ๊บก็เข้ามาทำงานด้าน HR แต่จะมีน้อยกว่าคนที่จบสายศิลปศาสตร์ เนื่องจากในสมัยก่อนนี้ยังไม่มีการสอนวิชาบริหารงานบุคคลโดยตรงในระดับปริญญา ดังนั้นคนที่จบใหม่และเข้าทำงาน HR จึงมักจะถูกองค์กรส่งไปเข้ารับการอบรมด้านการบริหารงานบุคคลในองค์กรที่จัดการอบรมแบบเป็นหลักสูตรที่ได้รับวุฒิบัตรทางด้านนี้ เช่น หลักสูตรการบริหารงานบุคคลของกระทรวงแรงงาน (สมัยก่อนจะเรียกว่ากรมแรงงาน),  สมาคมจัดการงานบุคคลแห่งประเทศไทย (PMAT) เป็นต้น ซึ่งการอบรมดังกล่าวก็จะใช้เวลาหลายวัน และเขาก็จะสอนในเรื่องของ HR Functions ทั้งหมดที่คนทำงาน HR ต้องทราบ เมื่อจบก็จะได้รับวุฒิบัตรผ่านการอบรมแล้วก็มาทำงานด้าน HR ต่อไป

1.2   ในยุคปัจจุบัน มีการเรียนการสอนในสาขาบริหารงานบุคคลในระดับปริญญาโดยจะมีการสอนนักศึกษาให้ทราบ HR Functions ต่าง ๆ ทั้งระดับปริญญาตรี-โท-เอก เรียกว่าถ้าใครสนใจอยากจะทำงานด้าน HR ก็เรียนรู้กันได้ตั้งแต่ปริญญาตรีมาเลย

2.      คนที่มีประสบการณ์ทำงานด้านอื่นมาแล้วและสนใจมาทำงานด้าน HR หรือถูกย้ายมาทำงาน HR คนกลุ่มนี้ผมแบ่งเป็น

2.1   คนที่สนใจอยากจะมาทำงานด้าน HR อย่างจริงจัง

2.2   คนที่ไม่ได้อยากมาทำงาน HR แต่ถูกบริษัทย้ายมาอาจจะเนื่องจากทำงานในหน่วยงานเดิมไม่ดีมีปัญหาหรือผลงานย่ำแย่ก็เลยย้ายมาอยู่ที่ฝ่ายบุคคลก็เลยต้องจำใจทำไปก่อน และอาจหางานอื่นไปด้วยเพราะไม่ชอบงาน HR หรือบางคนถูกบริษัทย้ายมาทำงาน HR เพื่อรอเกษียณ

2.3   เป็นผู้บริหารในหน่วยงานอื่นแต่ถูกฝ่ายบริหารระดับสูงย้ายมาเป็นผู้บริหารในฝ่าย HR (จะเรียกชื่อตำแหน่งว่า ผู้จัดการฝ่ายบุคคล, ผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรบุคคล, Vice President, Human Resource ก็ว่ากันไป) เช่น ย้ายผู้จัดการฝ่ายบัญชีให้มาเป็นผู้จัดการฝ่าย HR เป็นต้น

จากที่ผมเล่าที่มาของคนที่มาทำงาน HR ข้างต้นนั้นจะเห็นได้ว่าคนที่มาทำงาน HR  ไม่ว่าจะจบมาทางด้าน HR หรือไม่ก็ตามล้วนมีที่มาและพื้นเพที่แตกต่างกัน

          แต่สิ่งสำคัญที่สุดอยู่ที่ว่า..คน ๆ นั้นรักและสนใจที่จะทำงานด้าน HR อย่างจริงจังหรือไม่!

            ถ้ารักและสนใจที่จะทำงานด้าน HR แล้ว แม้ไม่จบสายตรงด้าน HR แต่ถ้ามีอิทธิบาท 4 คือ

1.      ฉันทะ มีความรัก (ฝรั่งเรียกว่ามี Passion) ในงานที่ทำ

2.      วิริยะ มีความมานะพากเพียรในงานที่รับผิดชอบ

3.      จิตตะ มีความเอาใจใส่ในงานที่ทำ คิดหาทางพัฒนาตัวเองให้มีความรู้และประสบการณ์ใหม่ ๆ ในงาน HR ทุกด้านให้รู้ลึกรู้จริง

4.      วิมังสา หมั่นทบทวนแก้ไขปรับปรุงงานที่ทำและพัฒนางานให้ดีขึ้นอยู่เสมอ ๆ

ถ้าเป็นอย่างนี้แล้วล่ะก็คน ๆ นั้นมาถูกทางและจะเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในงาน HR ได้แน่นอนครับ

หลายคนที่เป็นมืออาชีพด้าน HR ที่ผมรู้จักเขาก็ไม่ได้จบ HR มาโดยตรง แต่เขามีความรักและเข้าใจในงานแบบนี้ พยายามศึกษาเข้าใจในเรื่องของผู้คน ชอบที่จะต้องเข้าไปทำงานแก้ปัญหาเกี่ยวกับผู้คน ที่สำคัญคือเป็นคนสนใจใฝ่เรียนรู้ศึกษาหาความรู้และประสบการณ์ด้าน HR อยู่เสมอ ๆ

หลายคนก็ผันตัวออกมาเป็นเจ้าของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับงาน HR เช่น มาทำบริษัท Headhunter, ตั้งบริษัทจัดการฝึกอบรมและพัฒนาบุคลากร, มาเป็นวิทยากรที่ปรึกษาด้าน HR ก็มีให้เห็นอยู่มากมาย

ในทางกลับกัน ถ้าใครที่เข้ามาทำงาน HR  ด้วยความคิดว่างาน HR คืองานธุรการทั่วไป เป็นงานควบคุมคนทั้งบริษัทแบบมาเฟีย ทุกคนต้องเชื่อฟังฉัน ไม่เคยสนใจใฝ่เรียนรู้ เป็นแค่งานประเภท “รับคนเข้า-เอาคนออก” ใคร ๆ ก็ทำได้ หรือเห็นงาน HR เป็นศาลาพักร้อนไปวัน ๆ หรือทำเพื่อรอเกษียณ

อย่างนี้แล้วผมว่าต่อให้คน ๆ นั้นจบมาตรงด้าน HR ก็คงมาทำงานผิดที่แล้วล่ะครับ

แม้จะมีชื่อตำแหน่งเป็น HR Manager หรืออะไรก็ตามคงไม่ถือว่าเป็น HR มืออาชีพได้อย่างแน่นอน แถมยังจะทำให้ผู้คนเข้าใจงาน HR แบบผิด ๆ หรือดูถูกดูแคลนอีกต่างหาก!!

            จากที่เล่ามาทั้งหมดจึงมาสู่คำตอบและข้อสรุปของผมที่ว่า..

          ถ้าใครอยากทำงานด้าน HR ก็ก้าวเข้ามาเลยครับ ขอให้ศึกษาหาความรู้และประสบการณ์ด้าน HR ทุกด้านให้รู้ลึกรู้จริง แม้ว่าจะไม่ได้จบตรงมาทาง HR แต่ผมมั่นใจว่าคน ๆ นั้นจะเป็นมืออาชีพด้าน HR และสามารถใช้เป็นวิชาชีพนี้หาเลี้ยงตัวเองไปได้เรื่อย ๆ แม้อายุจะเลยวัยเกษียณไปแล้วก็ตาม

            ยินดีต้อนรับเข้าสู่วงการ HR และขอให้มีความสุขกับงานนี้ครับ

………………………………….

วันศุกร์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2563

จ่ายค่าเบี้ยเลี้ยงให้วันละ 100 บาททุกวันเป็นค่าจ้างหรือสวัสดิการ?

             มีคำถามจากผู้เข้าอบรมถามผมว่า....

บริษัทให้เบี้ยเลี้ยงพนักงานที่มาทำงานทุกวันเพื่อช่วยเหลือการเดินทางวันละ 100 บาทโดยจ่ายเข้า Payroll เดือนละ 3,000 บาท บริษัทถือว่าเป็นสวัสดิการให้กับพนักงานแบบนี้จะถือว่าเป็นค่าจ้างหรือไม่?

            ก่อนตอบคำถามนี้ผมคงต้องทำความเข้าใจกับผู้ถามให้เข้าใจตรงกันก่อนคือ....

คำว่า “เบี้ยเลี้ยง” ในความหมายของผมหมายถึงเงินที่บริษัทจ่ายให้ในกรณีที่พนักงานต้องเดินทางไปทำงานนอกสถานที่ทำงาน เช่น หัวหน้าสั่งให้พนักงานเดินทางจากสำนักงานที่กรุงเทพไปทำงานที่เชียงใหม่ บริษัทก็จ่ายค่าเบี้ยเลี้ยงในการเดินทางไปทำงานให้วันละ 100 บาท เมื่อพนักงานไปทำงานเสร็จแล้วเดินทางกลับมาที่กรุงเทพบริษัทก็จะไม่จ่ายค่าเบี้ยเลี้ยงการเดินทางให้อีก แต่ถ้าสั่งให้เดินทางไปทำงานต่างจังหวัดอีกถึงจะจ่ายให้ตามอัตราที่กำหนดไว้ พูดง่าย ๆ คือจ่ายเป็นครั้ง ๆ ตามที่เดินทางไปทำงานต่างจังหวัดจริง

ถ้าบริษัทจ่ายเบี้ยเลี้ยงในลักษณะนี้และมีระเบียบสวัสดิการเกี่ยวกับการจ่ายค่าเบี้ยเลี้ยงเพื่อช่วยเหลือการเดินทางของพนักงานในการไปทำงานนอกสำนักงาน และเมื่อเดินทางกลับมาทำงานตามปกติบริษัทก็ไม่จ่ายค่าเบี้ยเลี้ยงให้อีกอย่างนี้ค่าเบี้ยเลี้ยงแบบนี้ก็เป็นสวัสดิการครับ ไม่ใช่ค่าจ้างเพราะมีหลักและวิธีการปฏิบัติโดยมีเจตนารมณ์ให้เป็นสวัสดิการช่วยเหลือการเดินทางไปทำงานต่างจังหวัดจริง ๆ

มาถึงตรงนี้เราคงเข้าใจความหมายของเบี้ยเลี้ยงตรงกันแล้วนะครับ

คราวนี้ผมก็เลยถามกลับไปยังผู้ถามว่า....

1.      บริษัทของคุณมีระเบียบเกี่ยวกับการจ่ายเบี้ยเลี้ยงในการเดินทางไปทำงานในประเทศ (หรือระเบียบค่าเบี้ยเลี้ยงเดินทางไปทำงานต่างประเทศ) บ้างหรือไม่?

คำตอบคือ “ไม่มี” ครับ

2.      บริษัทมีวิธีการจ่ายเบี้ยเลี้ยงให้กับพนักงานยังไง?

คำตอบคือ “บริษัทจะจ่ายเบี้ยเลี้ยงให้กับพนักงานทุกคน ๆ ละ 100 บาท เพื่อช่วยเหลือการเดินทางมาทำงานทุกวันเพราะพนักงานต้องเดินทางจากบ้านมาที่ทำงาน”

3.      หมายความว่าการจ่ายค่าเบี้ยเลี้ยงของบริษัทไม่ใช่การจ่ายเนื่องจากการที่พนักงานต้องเดินทางไปทำงานต่างจังหวัดใช่หรือไม่?

คำตอบคือ “ใช่”

4.      แล้วที่บริษัทจ่ายเบี้ยเลี้ยงให้กับพนักงานทุกคน ๆ ละ 100 บาทน่ะ จ่ายแบบเหมาเข้า Payroll เดือนละ 3,000 บาท เท่ากันทุกคนใช่หรือไม่?

คำตอบคือ “ใช่”

5.      ถ้าตอบอย่างนี้ก็แปลว่าบริษัทจ่ายค่าเบี้ยเลี้ยงให้กับพนักงานแม้ในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ด้วยใช่หรือไม่

คำตอบคือ “ใช่”

ท่านที่อ่านคำถาม-คำตอบมาถึงตรงนี้ที่พอจะมีความรู้เกี่ยวกับกฎหมายแรงงานบ้างก็คงจะตอบคำถามนี้ได้แล้วนะครับว่าการจ่ายเบี้ยเลี้ยงแบบนี้เป็นค่าจ้างหรือไม่

ถูกต้องแล้วครับ ถ้าบริษัทตอบคำถามมาแบบนี้แม้บริษัทจะเรียกชื่อเงินที่จ่ายแบบนี้ว่าเบี้ยเลี้ยง แม้บริษัทจะอ้างว่าเป็นสวัสดิการก็ตาม

แต่เงินนี้ถือเป็นค่าจ้างครับ เพราะ....

1.      เงินตัวนี้บริษัทจ่ายให้พนักงานทุกคนเท่ากัน และจ่ายเป็นประจำ

2.      จ่ายให้โดยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ เช่น จะจ่ายให้เมื่อพนักงานไปทำงานต่างจังหวัดหรือไปทำงานนอกสถานที่ทำงานปกติ และเมื่อเดินทางกลับมาทำงานตามปกติแล้วบริษัทก็จะไม่จ่ายเบี้ยเลี้ยงให้และบริษัทก็ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์นี้

3.      เงินตัวนี้จ่ายให้พนักงานแม้แต่วันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ซึ่งถามว่าวันเสาร์-อาทิตย์เป็นวันหยุดทำไมพนักงานถึงได้เบี้ยเลี้ยงเดินทางด้วยล่ะครับ

ดังนั้นแม้บริษัทจะเรียกชื่อเงินตัวนี้ว่าเป็น “เบี้ยเลี้ยง” และถือว่าเป็นสวัสดิการเพื่อช่วยเหลือพนักงานแต่วิธีการจ่ายและเจตนาในการจ่ายของบริษัทไม่เข้าข่ายสวัสดิการครับ

เงินตัวนี้จึงต้องนำมารวมเป็นฐานในการคำนวณโอที, ค่าชดเชย, ค่าบอกกล่าวล่วงหน้า หรือแม้แต่เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบเพื่อนำส่งประกันสังคมด้วยนะครับ ถ้าบริษัทยังไม่นำเงินตัวนี้มาเป็นฐาน “ค่าจ้าง” และปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมายก็คงต้องเตรียมรับปัญหาในอนาคตที่จะตามมา

ท่านลองไปสำรวจเพิ่มเติมดูนะครับว่าบริษัทของท่านยังมีการจ่ายเงินอะไรที่เข้าข่ายค่าจ้างตามแนวทางที่ผมเล่ามาให้ฟังข้างต้นอีกไป จะได้ไปบริหารจัดการให้ถูกต้องต่อไปนะครับ

                                                    ...................................