วันพุธที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ทำไมพนักงานไม่รักองค์กร ?



              เมื่อวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมไปเดินเที่ยวห้างแห่งหนึ่งเข้าไปในร้านขายกล่องพลาสติกถนอมอาหารขวดน้ำพลาสติกเจ้าหนึ่ง ก็ให้บังเอิญว่าเหลือบไปเห็นถ้วยแก้วที่ใช้ใส่อาหารและเข้าไมโครเวฟได้ ซึ่งสินค้านี้เป็นสินค้าใหม่และผู้ผลิตพลาสติกถนอมอาหารรายนี้ไม่เคยมีเครื่องแก้วทำนองนี้ขายมาก่อน แถมถ้วยแก้วหลากรูปแบบเหล่านั้นก็กองไว้ที่มุมในสุดของร้านที่ถ้าลูกค้าไม่สังเกตก็อาจจะไม่ทันเห็น แต่มีป้ายเล็ก ๆ วางอยู่เหนือกองถ้วยแก้วถนอมอาหารเหล่านั้นว่า “โปรโมชั่นราคาพิเศษเนื่องในโอกาสที่ไปเปิดโรงงานที่เวียดนาม” เมื่อถามพนักงานขายในร้านว่าทำไมไม่เอาเครื่องแก้วเหล่านี้ไปวางหน้าร้านให้ลูกค้าเห็นเพราะลูกค้าที่ไม่รู้มาก่อนจะได้รู้จะได้ขายได้มากขึ้น พนักงานก็ไม่ตอบอะไรเผลอ ๆ เขาอาจจะคิดในใจว่า “แล้วแกมายุ่งอะไรกะฉัน” ก็ได้

            จากที่ผมเล่ามาให้ฟังข้างต้นถ้าท่านเป็นลูกค้าเหมือนผมก็อาจจะไม่คิดอะไรและมองผ่าน ๆ ไป แต่ถ้าท่านเป็นเจ้าของกิจการนี้ ผมว่าเรื่องนี้ไม่ปกติแล้วนะครับก็ในเมื่อบริษัทต้องการจะโปรโมทเพื่อให้ลูกค้ารู้จักเพื่อเพิ่มยอดขายในสินค้าตัวใหม่ แต่สินค้าที่ต้องการโปรโมทกลับเอาไปกองไว้หลังร้านเหมือนไม่อยากขาย

            ผมเชื่อว่าท่านคงจะเคยไปเดินซื้อของตามห้างที่เขาจ้างลูกจ้างมาขาย หรือไปกินอาหารตามร้านอาหารและต้องสั่งอาหารไปกับบริกรโดยที่เจ้าของอาจจะไม่ได้มาคอยอยู่ดูแลควบคุม แล้วจะเจอพฤติกรรมของพนักงานขาย หรือพฤติกรรมของผู้ให้บริการที่เหมือนไม่อยากจะพูดกับลูกค้า ไม่อยากจะขายของ ส่งสัญญาณประมาณว่า “ถ้าแกอยากจะซื้อก็ซื้อ ถ้าไม่ซื้อฉันก็ไม่ง้อ” (เพราะฉันไม่ใช่เจ้าของนี่นา ร้านจะเจ๊งหรือไม่เจ๊งฉันก็ไม่เกี่ยว) ในวงเล็บนี้ผมคิดต่อไปให้นะครับ

            ในวันนี้มีเรื่องสำคัญเรื่องในที่ในหลายองค์กรกำลังพยายามทำกันอยู่ก็คือทำยังไงที่จะสร้างความผูกพันระหว่างพนักงานกับองค์กรให้ได้ หรือที่เรียกกันว่า Employee Engagement 

            ถ้าจะมองจากมุมของผู้บริหารหรือเจ้าของกิจการว่าทำไมพนักงานของเราถึงไม่รักบริษัท ไม่มีความรู้สึกเป็นเจ้าของเสียบ้างเลย มาทำงานเหมือนศาลาพักร้อนระหว่างรองานที่ใหม่ ฯลฯ

          แต่ถ้ามองในมุมของพนักงานบ้างล่ะ ทำไมเขาถึงไม่รักและผูกพันกับองค์กร ?
            ผมว่าผู้บริหารหรือเจ้าของกิจการก็ตามลองหันมามองเรื่องเหล่านี้บ้างดีไหมครับ
             1. บริษัทจ่ายค่าตอบแทนและสวัสดิการให้พนักงานต่ำกว่าตลาดที่เขาจ่ายกันมากเกินไปหรือไม่ ซึ่งบริษัทควรจะต้องสำรวจค่าตอบแทนอย่างน้อยปีและครั้ง และควรมีโครงสร้างเงินเดือนที่สามารถแข่งขันกับตลาดได้ ส่วนรายระเอียดเรื่องนี้ผมเคยอธิบายไว้หลายครั้งแล้วนะครับ ลองคิดแบบใจเขาใจเราดูสิครับว่าถ้าเราได้เงินเดือนน้อยมากจนเกินไปใครจะอยากทำงานล่ะครับ
              2. จ่ายเงินเดือนไม่ตรงตามกำหนด แถมบางแห่งจ่ายไม่ตรงตามที่ตกลงกันไว้ เช่น ตกลงจ่ายเดือนละ 10,000 บาท แต่พอสิ้นเดือนจ่าย 9,000 บาท ที่เหลือขอต๊ะไว้ก่อนเอาไว้ให้เดือนหน้า พอเดือนหน้าก็จ่ายไม่ครบอีก หนักกว่านั้นบางบริษัททำหนังสือให้พนักงานเซ็นยินยอมรับสภาพว่าจะไม่ติดใจฟ้องร้องเสียอีกซึ่งผิดกฎหมายแรงงานเห็น ๆ ก็ยังมีทำกันแบบนี้ครับ
              3. มีระบบการประเมินผลงานอย่างยุติธรรมหรือไม่ เพราะถ้ามีการขึ้นเงินเดือนแบบตามใจเถ้าแก่หรือตามใจหัวหน้า ไม่มีหลักเกณฑ์ในการขึ้นเงินเดือนอย่างชัดเจนที่จะอธิบายกับพนักงานได้ว่าเหตุใดเขาถึงได้ขึ้นเงินเดือนหรือได้โบนัสเท่านั้นเท่านี้ เขาก็จะรู้สึกว่าบริษัทหรือผู้บริหารไม่ยุติธรรม แถมบางแห่งไม่ยอมแจ้งผลให้เขาทราบ เขาก็จะรู้สึกเหมือนผู้ถูกกระทำแบบไม่เป็นธรรม นี่ก็เป็นสาเหตุให้เขาหางานใหม่แล้วครับ
              4. ไม่เคยคิดถึงความก้าวหน้าในงานให้กับพนักงานบ้างเลย เข้ามาทำงานห้าปีผ่านไปก็ยังตำแหน่งเดิม จากพนักงานเป็นพนักงานอาวุโสแล้วก็เป็นพนักงานหน้าอาวุโสก็ยังคงทำงานเหมือนเดิมใครไม่เบื่อบ้างล่ะครับ ดังนั้นบริษัทควรคิดถึงสายความก้าวหน้าของคนเพื่อรองรับความก้าวหน้าไว้ด้วยนะครับ
              5. หัวหน้างานปฏิบัติกับลูกน้องเป็นยังไงบ้าง ซึ่งปัญหายอดนิยมส่วนใหญ่ของเรื่องนี้ก็คือ EQ ของหัวหน้างานนั่นแหละ ลองสำรวจดูสิครับว่าหัวหน้างาน (ทุกระดับ) ส่วนใหญ่ในบริษัทมี EQ แบบไหน เป็นหัวหน้าแบบจุดเดือดต่ำ ฟิวส์ขาดง่าย, มีวาจาเป็นอาวุธ มีดาวพุธเป็นวินาศ, ลูกน้องทำดีไม่เคยจำ ทำพลาดไม่เคยลืม, ทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่, พูดจาไม่ให้เกียรติกัน ถากถางเสียดสี ด่าว่าลูกน้องทุกวัน ฯลฯ พฤติกรรมของหัวหน้าเยี่ยงนี้แหละครับที่เป็นสาเหตุอันดับหนึ่งที่ทำให้ลูกน้องตัดสินใจลาออกจากงาน ส่วนคนที่ยังหางานไม่ได้ก็จะอยู่ทำงานไปแบบเอาตัวรอดไปวัน ๆ เพื่อรองานใหม่
              เมื่อมองในมุมนี้บ้างแล้ว ผมเชื่อว่าท่านคงจะเข้าใจฝั่งของพนักงานมากขึ้นแล้วนะครับ ว่าทำไมเขาถึงไม่มีความรู้สึกรักและผูกพันกับองค์กร ทำไมเขาถึงไม่มีความรู้สึกของความเป็นเจ้าของอย่างที่ผู้บริหารคาดหวัง แม้จะพยายามจัดประชุมชี้แจงหรือพร่ำบอกให้พนักงานเกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของกิจการหรือมีความรักและผูกพันกับองค์กร
              แต่หัวใจสำคัญของเรื่องนี้ผมว่าอยู่ที่ตัวของผู้บริหารทุกระดับที่จะมีการกระทำอะไรให้เขาได้เห็นจริงว่าบริษัทให้ความสำคัญกับเขาอย่างจริงจัง โดยในเบื้องต้นลองเริ่มจากการทบทวนปรับปรุงแก้ไข 5 ข้อข้างต้นเสียก่อน (โดยไม่หลอกตัวเองว่าบริษัทก็ไม่เห็นมีปัญหาอะไร) ดีไหมครับ
           เพราะการกระทำสำคัญกว่าคำพูด เมื่อไหร่ท่านพูดคนจะฟัง แต่เมื่อไหร่ท่านทำคนถึงจะเชื่อครับ
…………………………………………

วันพุธที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

จะทำอย่างไร...เมื่อพนักงานไม่ยอมเซ็นรับทราบการตักเตือน



            เมื่อคนเรามาทำงานร่วมกันก็ย่อมต้องมีกฎ กติกา มารยาท ในการทำงานร่วมกันซึ่งในแต่ละองค์กรก็จะต้องมีข้อบังคับหรือกฎระเบียบในการทำงานเป็นแนวทางให้พนักงานปฏิบัติตาม เพื่อให้เกิดความราบรื่นในการทำงานร่วมกัน ก็คงคล้าย ๆ กับบ้านเมืองก็ต้องมีกฎหมายนั่นแหละครับ
            แต่คนทุกคนจะประพฤติปฏิบัติตัวเหมือนกันทั้งหมดก็คงเป็นไปไม่ได้หรอกนะครับ ในคนหมู่มากก็จะมีคนที่ทำตัวอยู่นอกกฎ กติกา ไปมากบ้างน้อยบ้างขึ้นกับพฤติกรรมของแต่ละคน ซึ่งแน่นอนว่าหากการประพฤติปฏิบัติตัวที่ละเมิดหรือฝ่าฝืนกฎระเบียบขององค์กรจนยอมรับไม่ได้ ก็จะต้องมีการ “ตักเตือน” กัน
ประเภทของการตักเตือน
            โดยวิธีปฏิบัติทั่ว ๆ ไปเรามักจะใช้วิธีตักเตือนพนักงานที่ทำความผิด 2 วิธีหลัก ๆ คือ
1.      ตักเตือนด้วยวาจา
2.      ตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษร
ในองค์กรของท่านก็คงจะมีแนวปฏิบัติคล้าย ๆ กันเช่นนี้ใช่ไหมครับ ?
โดยกรรมวิธีในการตักเตือนด้วยวาจาส่วนใหญ่ หัวหน้างานของพนักงานคนนั้น ๆ (ที่ทำความผิด) ก็จะเชิญ (หรือเรียก) พนักงานมาพบในที่เฉพาะและตักเตือนให้พนักงานรู้ว่าได้กระทำความผิดใดไปบ้าง และทำให้เกิดความเสียหาย หรือมีผลต่อหน่วยงานหรือองค์กรอย่างไร
            มีหัวหน้างานหลายคนที่ว่ากล่าวตักเตือนพนักงานต่อหน้าเพื่อนพนักงาน หรือว่ากล่าวในที่สาธารณะ(ภายในองค์กร) และหลายครั้งที่การว่ากล่าวนั้นแฝงด้วยอารมณ์โมโหเข้าไปด้วย ซึ่งในเรื่องนี้เป็นเรื่องที่หัวหน้างานพึงระมัดระวังนะครับ เพราะถึงแม้ว่าพนักงานที่ทำความผิดนั้นจะทำผิดจริง แต่การว่ากล่าวกันในที่สาธารณะและให้คนที่ไม่เกี่ยวข้องได้ฟังได้ยินไปด้วยน่ะ ไม่ใช่เรื่องดีและทำให้เกิดแรงงานสัมพันธ์ที่ดีนักนะครับ
            ลองคิดกลับกันดูว่าถ้าหัวหน้างานคนนั้น ถูกหัวหน้าที่เหนือขึ้นไปทำอย่างนั้นบ้าง เขาจะรู้สึกอย่างไร ?
            บ่อยครั้งที่การว่ากล่าวตักเตือนไม่เป็นผลก็เพราะลักษณะที่ผมบอกมานี้แหละครับ คือแทนที่พนักงานจะยอมรับผิด กลับทำให้พนักงานเกิดทิฐิ เกิดทัศนคติที่ไม่ดีต่อหัวหน้า ยิ่งถ้าความผิดนั้นไม่ได้ร้ายแรงอะไร แต่หัวหน้างานใช้อารมณ์ที่เกินกว่าเหตุดุด่าว่ากล่าวไปแรง ๆ แล้ว พนักงานคนนั้นก็จะได้รับความเห็นใจจากเพื่อน ๆ ที่ฟังอยู่ด้วยไปเสียอีก
            ซึ่งผลสะท้อนกลับมาที่หัวหน้างานว่า “ใช้อารมณ์ในการทำงานกับลูกน้อง” ได้เหมือนกันนะครับ
            แทนที่ลูกน้องจะสำนึกผิด กลับได้รับความเห็นใจจากเพื่อน ๆ รอบข้างไปเสียนี่
            ทางที่ดีก็ว่ากล่าวตักเตือนกันในที่เฉพาะระหว่างหัวหน้างานกับพนักงานที่ทำความผิดจะดีกว่าครับ
การเตือนด้วยลายลักษณ์อักษร
            คราวนี้ผมขอพูดเจาะจงในเรื่องการตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษรนะครับ ซึ่งการเตือนแบบนี้โดยทั่ว ๆ ไปมักจะเป็นการเตือนที่ผ่านการเตือนด้วยวาจามาก่อนหน้านี้แล้ว แต่พนักงานก็ยังทำความผิดซ้ำเดิม เช่น การมาทำงานสาย,การขาดงาน เป็นต้น
            เมื่อมาถึงขั้นของการเตือนเป็นหนังสือตักเตือน หรือเป็นลายลักษณ์อักษรแล้วเราจะต้องมาทำความเข้าใจให้ตรงกันก่อนนะครับว่า
          หนังสือตักเตือนที่ถูกต้องเป็นอย่างไร
            ท่านลองพิจารณาสิครับว่าข้างล่างนี้เป็นหนังสือตักเตือนที่ถูกต้องหรือไม่ ?
                                                                       
วันที่.............................................
เรื่อง      ตักเตือน
เรียน     คุณ.....................................

เนื่องจากท่านขาดงานโดยลาป่วยและลากิจหลายครั้ง ตั้งแต่วันที่15 พค.56 ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน บริษัทขอแจ้งให้ท่านทราบว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการไม่สมควร และบริษัทหวังเป็นอย่างยิ่งว่าท่านจะไม่ขาดงานในลักษณะดังกล่าวอีก

จึงแจ้งมาเพื่อทราบ

                                                                        ………………...
                                                                         (นายมั่น หวังดี)
                                                                          ผู้จัดการฝ่าย…...
            ใครว่าหนังสือนี้เป็นหนังสือตักเตือนบ้างครับ ?
ถ้าหากหัวหน้าบอกว่านี่เป็นหนังสือเตือนล่ะก็ พอหนังสือฉบับนี้ไปถึงศาลแรงงาน หนังสือฉบับนี้ก็จะไม่ใช่หนังสือตักเตือนที่ถูกต้อง เพราะยังขาดข้อความอะไรบางอย่างไป ทำให้หนังสือตักเตือนฉบับนี้ไม่สมบูรณ์น่ะสิครับ
            “แล้วหนังสือตักเตือนที่ถูกต้องจะมีข้อความอย่างไรล่ะ ?”
 ผมทายว่าท่านจะต้องถามคำถามนี้ใช่ไหมครับ เลยขอเล่าสู่กันฟังดังนี้
ข้อความที่พึงมีในหนังสือตักเตือน
1.      วัน เดือน ปี ที่ออกหนังสือตักเตือน (อาจเป็นวันเดียวกับวันที่พนักงานทำความผิดนั้น)
2.      สถานที่ที่ออกหนังสือตักเตือน (โดยทั่วไปใช้หัวกระดาษของบริษัท)
3.      ข้อเท็จจริงโดยย่อเกี่ยวกับการกระทำความผิด หรือการฝ่าฝืนระเบียบของบริษัท โดย บอกถึง วัน เดือน ปี สถานที่ ที่กระทำความผิดหรือฝ่าฝืน
       4.      ข้ออ้างที่ระบุว่าการกระทำความผิดนั้น ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับข้อใดของบริษัท หรือฝ่าฝืนคำสั่งของบริษัทในเรื่องใด ข้อใด
หากความผิดนั้นไม่มีอยู่ในระเบียบข้อบังคับของบริษัทก็ไม่ต้องอ้างถึงข้อใดให้คลุมเครือวุ่นวายไปนะครับ ก็ระบุความผิดนั้นไปตรง ๆ เลย
5.      ข้อความที่มีลักษณะเป็นการตักเตือน โดยอาจจะเป็นคำแนะนำ ห้ามปรามไม่ให้กระทำการฝ่าฝืนอีกต่อไป ถ้าหากฝ่าฝืนหรือทำความผิดอีก บริษัทจะมีบทลงโทษในครั้งต่อไปเป็นอย่างไร
6.      ลายมือชื่อของผู้บังคับบัญชาผู้ออกหนังสือตักเตือน ซึ่งจะต้องมีช่องลงลายมือชื่อไว้สำหรับพยานที่จะต้องร่วมลงนามเมื่อเรียกพนักงานที่ทำความผิดมาตักเตือนต่อหน้าพยานด้วยนะครับ
เอาล่ะครับคราวนี้ผมขอยกตัวอย่างหนังสือตักเตือนกรณีพนักงาน
กระทำความผิดมาเพื่อประกอบความเข้าใจของท่านดังนี้

บริษัท...........................................
                                    วันที่ .............................................
เรื่อง      ตักเตือน
เรียน     คุณตามใจ ไทยแท้
เนื่องจากท่านได้ประพฤติตนฝ่าฝืนระเบียบ และข้อบังคับของบริษัท กล่าวคือ ท่านขาดงานโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2556 นั้น
            บริษัทได้พิจารณาแล้วเห็นว่าการกระทำของท่านดังกล่าว เป็นการประพฤติตนฝ่าฝืนต่อระเบียบและข้อบังคับของบริษัทบทที่ 9 วินัย การลงโทษ ข้อ 2.2.1 คือฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับของบริษัท , ข้อ 2.2.20 คือ ละทิ้งหน้าที่ ละเลย หรือหลีกเลี่ยงการทำงาน หรือขาดงานโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร
            ดังนั้น โดยหนังสือฉบับนี้ บริษัทจึงขอตักเตือนท่านเป็นลายลักษณ์อักษร มิให้ประพฤติปฏิบัติตนเช่นนี้อีก และให้ท่านปฏิบัติตนให้ถูกต้องตามระเบียบข้อบังคับของบริษัทโดยเคร่งครัด และหากท่านยังประพฤติฝ่าฝืนอีก บริษัทจะพิจารณาลงโทษสถานหนักต่อไป


ลงชื่อ……….………..ผู้แจ้งการตักเตือน/ผู้บังคับบัญชา
วันที่…………….......
ลงชื่อ...................พนักงาน/ผู้รับทราบการตักเตือน
วันที่.....................
ลงชื่อ...................พยาน
วันที่.....................
ลงชื่อ...................พยาน
วันที่.....................

วิธีการตักเตือนพนักงานที่ทำความผิดเป็นลายลักษณ์อักษร
            อย่างที่ผมได้บอกไว้แล้วในตอนต้นว่า การตักเตือนพนักงานควรทำในที่เฉพาะดังนั้นจึงควรเชิญพนักงานไปที่ห้องประชุม หรือห้องของหัวหน้างานที่เหมาะสม แล้วเชิญพยานซึ่งอาจจะเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคล หรือผู้ที่หัวหน้างานเห็นว่าเหมาะสมมานั่งรับฟังการตักเตือน แล้วปฏิบัติดังนี้ครับ
1.  เตรียมหนังสือตักเตือนให้เรียบร้อย โดยท่านควรจะปรึกษากับฝ่าย
บุคคลเพื่อให้หนังสือตักเตือนถูกต้องอย่างที่ผมได้บอกไปข้างต้นแล้ว
2.  มีพยานร่วมในการตักเตือน
3.  เชิญพนักงานที่ทำความผิดมารับทราบการตักเตือน
4.  ให้พนักงานเซ็นรับทราบการตักเตือน
5.  ให้พยานลงนาม
6.  หัวหน้างานลงนาม
7.  สำเนาหนังสือตักเตือนให้พนักงานที่ทำความผิด
8.  ส่งหนังสือตักเตือน(ตัวจริง)ให้ฝ่ายบุคคล


เมื่อพนักงานที่ทำความผิดไม่ยอมเซ็นชื่อ
            เมื่อท่านได้แจ้งการกระทำความผิดของพนักงานให้เจ้าตัวเขารับฟัง พร้อมทั้งตักเตือนแล้ว และส่งหนังสือตักเตือนให้เขาเซ็นชื่อเพื่อรับทราบความผิด
            ปรากฏว่าเขาไม่ยอมเซ็นชื่อ ซึ่งส่วนมากจะด้วยเหตุผลว่า “ไม่ยอมรับว่าสิ่งที่ตนเองทำนั้นผิด” หรือ “ถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม” หรือ ฯลฯ ทำให้หัวหน้างานหลายคนออกอาการ “หัวเสีย” หรือหงุดหงิดขึ้นมาทันที
            ใจเย็น ๆ ครับ ใจเย็น ๆ ถ้าพนักงานที่ทำความผิดไม่ยอมเซ็นชื่อให้หัวหน้างานปฏิบัติดังนี้ครับ
1.      หัวหน้างานอ่านหนังสือตักเตือนให้พนักงานทราบอีกครั้งหนึ่งตั้งแต่ต้นจนจบ
2.      สอบถามเหตุผลที่พนักงานไม่ยอมเซ็นชื่อรับทราบการตักเตือนครั้งนี้
3.      หัวหน้างานเขียนข้อความลงในหนังสือตักเตือนทำนองนี้
“ได้แจ้งความผิดให้พนักงานรับทราบตามข้อความข้างต้นแล้ว พนักงาน
ไม่ลงนามรับทราบความผิดโดยให้เหตุผลว่า.........(ให้ใส่คำตอบของพนักงานตามข้อ 2 ลงไป กรณีที่พนักงานไม่ตอบอะไรเลยก็ให้เขียนว่า “พนักงานไม่ให้เหตุผลใด ๆ “) จึงบันทึกความผิดไว้เป็นหลักฐานต่อหน้าพยานซึ่งลงนามไว้ข้างท้ายหนังสือตักเตือนฉบับนี้แล้ว”
4.      หัวหน้างานลงนามในหนังสือตักเตือน
5.      พยานลงนามในหนังสือตักเตือน
6.      ส่งสำเนาหนังสือตักเตือนให้พนักงานที่ทำความผิด
7.      ส่งหนังสือตักเตือน (ตัวจริง) มายังฝ่ายบุคคลเพื่อเข้าแฟ้มไว้เป็นหลัก
ฐาน
จะเห็นได้ว่าทั้ง 7 ข้อที่ผมบอกมานี้ พนักงานที่ทำความผิดไม่ต้องเซ็น
ชื่อรับทราบความผิด

 แต่หนังสือตักเตือนฉบับนี้ถือว่าสมบูรณ์แล้วครับใช้เป็นหลักฐานต่อไปได้

อ้อ ! อย่าลืมว่าหนังสือตักเตือนจะมีผลกรณีที่พนักงานทำความผิดซ้ำความผิดเดิมอยู่ 1 ปีนับแต่วันที่พนักงานกระทำความผิด (ไม่ใช่นับแต่วันที่ตักเตือน) นะครับ
            ซึ่งหากพนักงานกระทำความผิดซ้ำความผิดเดิมภายในระยะเวลา 1 ปีนับแต่วันที่ทำความผิดครั้งก่อนหน้านี้ บริษัทก็สามารถดำเนินการทางวินัยไปตามระเบียบข้อบังคับได้ต่อไป
            ผมอยากจะฝากไว้ในตอนท้ายนี้ว่า การลงโทษทางวินัยนั้นผู้บริหารจะต้องมีความยุติธรรมและไม่เลือกปฏิบัติที่จะทำให้พนักงานเกิดคำถามข้อโต้แย้ง หรือเกิดความรู้สึกที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมตามมาซึ่งจะส่งผลกระทบถึงแรงงานสัมพันธ์ในอนาคตด้วยนะครับ

.............................................................................

วันพุธที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

เหตุใดจึงต้องทดลองงาน 120 วัน ใครควรพิจารณาว่าผ่านทดลองงานหรือไม่ ?



            เวลาบริษัทรับคนเข้าทำงาน ท่านเคยสงสัยไหมครับว่าทำไมบริษัทจะต้องมีการให้ทดลองงานและทำไมต้องทดลองงาน 120 วันเสียเป็นส่วนใหญ่ ทำไมถึงทดลองงาน 60 วัน, 90 วัน, 180 วัน หรือทดลองงานสัก 1 ปีไม่ได้หรือ นี่คำถามข้อแรกนะครับ
            ส่วนคำถามข้อที่ 2 ก็คือ เมื่อพนักงานทดลองงานครบกำหนด (เช่น 120 วัน) แล้ว ใครควรเป็นคนพิจารณาว่าจะผ่านทดลองงานหรือไม่ หัวหน้าหน่วยงานนั้น ๆ หรือฝ่ายบุคคล ?
            เรามาตอบข้อสงสัยในคำถามแรกกันก่อนนะครับ
          ผมเคยถามผู้เข้าอบรมในหัวข้อกฎหมายแรงงานอยู่เสมอ ๆ ว่า “เหตุใดถึงต้องมีการทดลองงาน 120 วัน ?” แล้วก็จะได้รับคำตอบจากผู้เข้าอบรมบ่อยครั้งว่า
เพราะกฎหมายแรงงานกำหนดไว้อย่างนั้น !?
            เพื่อพิสูจน์ว่าคำตอบนี้ถูกต้องหรือไม่ก็ต้องไปเปิดดูพรบ.คุ้มครองแรงงานดูทั้ง 166 มาตรา เอ้า ! ผมให้เวลาท่านไปเปิดดูสิครับว่ามีมาตราใดเขียนว่าให้นายจ้างจัดให้ลูกจ้างทดลองงาน 120 วันนั้นมีหรือไม่ เปิดดูเลยครับ....
            ติ๊กต็อก...ติ๊กต็อก.....หมดเวลา....
            หาเจอไหมครับ....ไม่เจอหรอก....เพราะไม่มีมาตราไหนเขียนเอาไว้อย่างนี้แน่นอน
          อ้าว....ถ้างั้นเจ้าตัวเลขมหัศจรรย์ (Magic Number) 120 วันมันมาจากไหนกันล่ะ ?
            ตอบได้อย่างนี้ครับ....
            ท่านลองเปิดไปดูมาตรา 118 ที่เขาพูดถึงเรื่องของการจ่ายค่าชดเชยตามอายุงานในกรณีที่นายจ้างจะเลิกจ้างลูกจ้างที่ไม่ได้กระทำความผิดทางวินัยร้ายแรงงาน เช่น ลูกจ้างที่ทำงานไม่ดีไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่นายจ้างกำหนด, ลูกจ้างขี้เกียจ, นายจ้างไม่ชอบโหวงเฮ้งของลูกจ้างเพราะหมอดูบอกว่าจะเป็นกาลกิณีกับบริษัท, ลูกจ้างสุขภาพไม่ดีสามวันดีสี่วันป่วย ฯลฯ เมื่อจะเลิกจ้างนายจ้างก็ต้องจ่ายค่าชดเชยตามอายุงานโดยกำหนดตั้งแต่ 120 วันไม่เกิน 1 ปี ก็ต้องจ่ายค่าชดเชยให้ไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้างสุดท้าย 30 วัน (หรือพูดภาษาชาวบ้านว่าจ่ายค่าชดเชย 1 เดือน) ครับ
          ดังนั้น ถ้าหากทดลองงานกันตั้งแต่ 120 วันขึ้นไป แม้พนักงานจะทำงานไม่ดีจนไม่ผ่านทดลองงาน บริษัทจะเลิกจ้างก็ต้องทำหนังสือเลิกจ้างพร้อมทั้งจ่ายค่าชดเชยให้พนักงานในอัตราค่าจ้างสุดท้าย 30 วัน
            แต่ในทางปฏิบัติพนักงานที่ไม่ผ่านทดลองงานเมื่อครบ 120 วัน ก็มักจะไม่รอให้บริษัทเลิกจ้างเพราะจะเสียประวัติ หากจะไปสมัครงานที่อื่นเวลาเขาสอบถามว่าพ้นสภาพจากที่เดิมด้วยสาเหตุอะไร ก็ต้องตอบไปว่า “ถูกเลิกจ้างเพราะไม่ผ่านทดลองงาน” ซึ่งอาจจะเป็นเหตุทำให้กรรมการสัมภาษณ์เขาไม่รับเข้าทำงาน ก็เลยเขียนใบลาออกจะดีกว่า
ซึ่งถ้าเขียนใบลาออกก็จะไม่ได้รับค่าชดเชย 1 เดือนเนื่องจากเป็นการสมัครใจลาออกเอง
          จากสาเหตุใดกล่าวถึงได้เป็นที่มาของการทดลองงานไม่ให้เกิน 119 วันเผื่อไว้ว่าถ้าพนักงานทดลองงานกล้าได้กล้าเสีย ยอมให้บริษัทเลิกจ้างบริษัทจะได้ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย 30 วันเนื่องจากอายุงานยังไม่ถึง 120 วันยังไงล่ะครับ
            คราวนี้มาคำถามที่สองคือ แล้วใครควรเป็นคนพิจารณาว่าพนักงานทดลองงานควรจะผ่านทดลองงานหรือไม่ ?
          โดยหลักสามัญสำนึก โดยหลักเหตุและผล ก็ควรเป็นหัวหน้างานหรือผู้บังคับบัญชาของพนักงานคนนั้น ๆ ใช่ไหมครับ ?
            ผมก็เชื่อว่าส่วนใหญ่ท่านที่อ่านมาถึงตรงนี้ก็คงพยักหน้าเห็นด้วยกับหลักการนี้ แต่....
            จากที่ผมพบเห็นมากลับไม่เป็นอย่างนั้นน่ะสิครับ....
            หลายแห่งยังโบ้ยมาให้ฝ่ายบุคคลเป็นคนตัดสินใจว่าพนักงานของฝ่ายนั้น ๆ จะผ่านทดลองงานหรือไม่ โดยหัวหน้าหรือผู้บังคับบัญชาโดยตรงบอกว่า “เป็นเรื่องของคน ฝ่ายบุคคลต้องพิจารณา”
            มันแปลกดีนะ....ลูกน้องตัวเองทำงานดีหรือไม่ดีบอกไม่ได้ (ไม่กล้าบอก) แต่โยนไปให้คนอื่นที่ไม่ได้ทำงานอยู่ด้วย (เช่นฝ่ายบุคคล) เป็นคนตัดสินใจว่าลูกน้องของตัวเองควรจะผ่านทดลองงานหรือไม่
            ผมมักจะพูดทีเล่นทีจริงอยู่เสมอว่า “ไม่ใช่แฟน..ทำแทนไม่ได้” นะครับ “วัวของใครก็เข้าคอกคนนั้น” ไม่ใช่จะมาอ้างว่าเป็นเรื่องของคน แล้วมาเหมาว่าฝ่ายบุคคลต้องพิจารณาตัดสินใจ แล้วถามว่า “งั้นบริษัทจะตั้งคุณมาเป็นหัวหน้างานไว้ทำอะไรล่ะครับ”
            หัวหน้ากับลูกน้อง ก็เหมือนกับพ่อแม่กับลูกนั่นแหละ ถ้าพ่อแม่ไม่ดูแลลูกของตัวเองจะไปโบ้ยให้ครูหรือโรงเรียนดูแล เขาก็ดูได้ระดับหนึ่ง แต่ที่สุดแล้วพ่อแม่ก็ยังต้องดูแลลูกของตัวเอง
          แต่ถ้าหัวหน้างานบอกว่าจะไม่ดูแลลูกน้องของตัวเอง ไม่อยากจะรับผิดชอบลูกน้องของตัวเองแต่จะคอยปัดความรับผิดชอบไปให้คนอื่น บริษัทก็ไม่ควรจะแต่งตั้งคนที่มีความคิดทำนองนี้ขึ้นมาเป็นหัวหน้าเป็นผู้บังคับบัญชานะครับ
            เพราะนอกจากจะขาดภาวะผู้นำ (Leadership) ไม่กล้าแม้แต่จะแจ้งผลกับลูกน้องทดลองงานแล้ว บริษัทยังจะได้คนที่ขาดความรับผิดชอบขึ้นมาเป็นผู้บริหารอีกด้วย ซึ่งหลายบริษัทที่มีปัญหาในเรื่องคนทุกวันนี้ก็เพราะผู้บริหารที่ไม่กล้าและขาดความรับผิดชอบในเรื่องคนทำนองนี้แหละครับ
            ตกลงมาถึงตรงนี้แล้ว ท่านคงจะได้คำตอบแล้วนะครับว่าใครควรเป็นคนพิจารณาให้พนักงานในหน่วยงานของตัวเองผ่านทดลองงานหรือไม่

……………………………………..