วันจันทร์ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2568

มารยาทในการขอคำปรึกษา

             ปกติเวลาผมจะขอความช่วยเหลือจากใครในเรื่องการขอคำปรึกษาแนะนำเกี่ยวกับปัญหาในงานของผมกับคนที่ผมไม่รู้จักกันมาก่อน ผมก็จะอีเมล์หรือโทรไปแนะนำตัวเองก่อนว่าผมชื่ออะไร ทำงานที่ไหนแล้วตอนนี้ผมมีปัญหาอะไรในงานผมก็เลยอยากจะรบกวนขอคำปรึกษาโดยจะเขียนอธิบายประเด็นปัญหาต่าง ๆ ที่ผมต้องการคำแนะนำจากผู้รู้ท่านเป็นข้อ ๆ แล้วก็จะขอบคุณในความอนุเคราะห์ล่วงหน้า

            เมื่อได้รับคำตอบกลับมาผมจะอีเมล์ตอบกลับว่าได้รับคำตอบแล้วและจะขอบคุณกลับไปอีกครั้งหนึ่ง

            หลายท่านที่เคยอีเมล์หรือโทรมาขอคำปรึกษาจากผมจะทราบดีว่าผมยินดีจะตอบคำถามในงานด้าน HR เท่าที่ผมจะตอบได้เสมอ เพราะคิดว่าในอดีตเราก็เคยเป็นคนไม่รู้มาก่อน เคยได้รับคำปรึกษาแนะนำช่วยเหลือจากผู้รู้มาก่อน ก็เลยอยากจะ Pay it forward เหมือนที่ผมเคยได้รับคำชี้แนะดี ๆ ในอดีต

            แต่หลายครั้งจะเจอประสบการณ์จากคนที่อีเมล์มาถามปัญหาเรื่อง HR ที่ระยะหลัง ๆ จะเจอแบบนี้มากขึ้นครับ

1.      อีเมล์หรือ Inbox มาพร้อมกับคำถามแบบห้วนสั้นบอกข้อมูลรายละเอียดมาน้อย แถมใช้ Email Address ประเภท Hotmail, yahoo, Gmail แบบนามแฝง และไม่บอกด้วยว่าตัวเองคือใครชื่ออะไร

2.      บางรายก็บอกชื่อบอกบริษัทที่ทำงานมา แต่ให้ข้อมูลที่เกี่ยวกับปัญหามาคร่าวมาก ๆ ลำดับเรื่องราวหรือปัญหาไม่ดีไม่ชัดเจนต้องถามกลับไปกลับมาหลายรอบ จนที่สุดก็บอกว่าไม่ใช่ปัญหาของตัวเองแต่เป็นปัญหาของเพื่อนฝากถามมา ตัวเองก็เลยไม่รู้รายละเอียด

3.      บางรายก็ทำตรงกันข้ามกับ 2 ข้อแรก คือจะพิมพ์รายละเอียดมายาวมาก แถมพิมพ์แบบไม่เว้นบรรทัดติดกันเป็นพืดอ่านกันปวดตา แถมบางรายก็มีตัวอย่างการคำนวณที่ยาวโดยใช้สูตรที่คิดขึ้นมาเองแล้วจะให้ผมช่วยตรวจสอบว่าคำนวณมาถูกหรือไม่ ทำอย่างกับผมเป็นที่ปรึกษาส่วนตัวที่ต้องตอบทุกรายละเอียดที่ถามมา

4.      บางรายพอผมตอบกลับไปแล้วก็เงียบหายต๋อมไปเลย ไม่มีการตอบกลับหรือขอบคุณใด ๆ กลับมาทั้งสิ้น พอผ่านไป 2-3 เดือนก็จะถามมาใหม่ พอตอบไปก็จะเงียบหายแบบเดิม (ไม่ได้ต้องการคำขอบคุณหรอกนะครับ แต่ผมมองว่าเรื่องนี้เป็นมารยาทในการสื่อสารของคนที่ทำงานแบบมืออาชีพครับ)

5.      แต่บางรายพอผมตอบกลับไปแล้วก็ถามกลับมาอีกหลายครั้งเป็นซีรีย์กันเลย ซึ่งแต่ละครั้งก็เป็นคำถามโดยไม่บอกชื่อเสียงเรียงนาม ยังทำตัวเป็นมนุษย์ล่องหนอยู่เหมือนเดิม และแน่นอนว่าแต่ละครั้งที่ผมตอบกลับไปก็ไม่เคยตอบรับหรือขอบคุณอะไรกลับมา

6.      หลายครั้งที่ปัญหาด้าน HR ที่ถามมานั้น ผมเคยเขียนเป็นบทความเอาไว้ใน Blog ของผมแล้ว ผมก็ส่ง Link บทความจาก Blog ของผมไปให้แล้วบอกไปว่าให้ไปอ่านบทความนั้น ๆ ได้เลย คำตอบอยู่ในบทความนั้นแล้ว เพราะผมจะได้ไม่ต้องมาจิ้มจอมือถือเพื่อตอบคำถามยาว ๆ ให้ทรมานสายตา

แต่คนถามก็ไม่อ่าน แล้วก็ยังโทรศัพท์มาถามคำถามเดิม ๆ นั้นกลับมาอีก พอผมถามว่าได้อ่านบทความที่ผมส่งไปให้แล้วหรือยัง ก็ได้รับคำตอบว่าอ่านแล้ว พอผมบอกว่าถ้าอ่านแล้วคำตอบก็อยู่ในบทความอยู่แล้วนี่ ก็ถูกกดตัดสายทิ้งซะงั้น

ที่เล่ามาทั้งหมดนี้ก็คงมีเหตุผลเพียงพอที่ผมจะไม่ตอบคำถามจากคนที่พฤติกรรมข้างต้นนี้แล้ว ก็เลยเอาเรื่องนี้มาเล่าสู่กันฟังเพื่อเป็นอุทาหรณ์และเป็นข้อคิดเตือนใจก็เท่านั้นแหละครับ