มีคำถามตามข้างต้นคำตอบคือ….
โดย ธำรงศักดิ์ คงคาสวัสดิ์ วิทยากรและที่ปรึกษาด้าน HR บริษัท ทีอาร์เอ็นคอนซัลแทนท์ จำกัด อีเมล์ tamrongsakk@hotmail.com หรือ tamrongsakk@gmail.com
วันจันทร์ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2568
ไม่ผ่านทดลองงานไม่ยอมเขียนใบลาออก บริษัทต้องทำยังไง
วันศุกร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2568
หลักสูตรด้าน HR สอนออนไลน์ทาง SkillLane
1. “กฎหมายแรงงานที่ทุกคนต้องรู้”
เรียนออนไลน์ทาง SkillLane
มีคำกล่าวอยู่ว่า “ประชาชนจะอ้างว่าไม่รู้กฎหมายไม่ได้”
เพราะกฎหมายถือเป็นสิ่งจำเป็นที่ประชาชนทุกคนจะต้องรู้
เมื่อทำความผิดแล้วจะอ้างว่าทำไปเพราะไม่รู้กฎหมายก็ไม่ได้
เป็นเรื่องแปลกแต่จริง นั่นคือยังมีเจ้าของกิจการ
ผู้บริหาร หัวหน้างาน และคนทำงานอีกไม่น้อยที่ไม่รู้กฎหมายแรงงานและไม่ได้ให้ความสำคัญกับกฎหมายแรงงาน
ทำให้มีการปฏิบัติกับลูกจ้างอย่างไม่ถูกต้องเพราะไม่รู้กฎหมายแรงงานว่าถูกหรือผิด ทำให้เกิดการร้องเรียนหรือการฟ้องร้องตามมาไม่น้อย
ต้องเสียเวลาไปขึ้นโรงขึ้นศาล ในที่สุดก็จะเกิดปัญหาด้านแรงงานสัมพันธ์ในองค์กร มีการทำงานแบบไม่ไว้ใจซึ่งกันและกันหรือทำให้บริษัทต้องเสียภาพลักษณ์ชื่อเสียงไปสู่สาธารณะว่ามีการกระทำที่ผิดกฎหมายแรงงาน
หลักสูตรนี้มุ่งสร้างความเข้าใจให้ตรงกันเกี่ยวกับกฎหมายแรงงานทั้งคนที่เป็นนายจ้างและลูกจ้างเพื่อให้มีการปฏิบัติได้อย่างถูกต้องเพื่อสร้างแรงงานสัมพันธ์ที่ดีและลดปัญหาต่าง
ๆ ในองค์กร เป็นการสร้างภาพลักษณ์ชื่อเสียงที่ดีขององค์กรสู่สาธารณะ
จุดเด่นของคอร์สที่แตกต่างจากคอร์สทั่วไป
:
ไม่ใช้วิธีการบรรยายแบบน่าเบื่อยแต่จะใช้วิธี Storytelling แบบเข้าใจง่ายไม่ใช้ภาษากฎหมายให้สับสน โดยนำเรื่องราวต่าง ๆ
ที่เป็นปัญหาที่เกิดซ้ำ ๆ บ่อย ๆ
ที่หน้างานจากประสบการณ์โดยตรงของวิทยากรมาเล่าสู่กันฟัง
แล้วให้ผู้เข้าอบรมได้ลงมือทำ Workshop และแบบฝึกหัดต่าง ๆ
ด้วยตัวเองเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องและนำไปใช้ที่หน้างานได้จริง
ประโยชน์ที่ผู้เรียนจะได้รับจากคอร์สนี้
:
เกิดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในเรื่องกฎหมายแรงงาน
รู้ว่าอะไรถูกอะไรผิด อะไรควรทำหรือไม่ควรทำ
เพื่อให้ทั้งฝ่ายนายจ้างและลูกจ้างมีความเข้าใจในหลักของกฎหมายแรงงานที่ตรงกัน
ซึ่งจะทำให้ลดปัญหาในการปฏิบัติต่อกันอย่างไม่ถูกต้องให้น้อยลง
และทำให้เกิดแรงงานสัมพันธ์ที่ดีในองค์กร
ใครควรเรียนคอร์สนี้
:
Ø เจ้าของกิจการ,
ผู้ประกอบการ, กรรมการผู้จัดการ, CEO, ผู้บริหารทุกระดับ
Ø หัวหน้างานทุกระดับ
Ø คนทำงานด้าน
HR
Ø พนักงานคนทำงานทุกคน,
นิสิต, นักศึกษาและผู้สนใจ
ผู้เรียนต้องมีพื้นฐานหรือรู้อะไรมาก่อนไหม
:
ไม่จำเป็น
เพราะวิทยากรพูดแบบเข้าใจง่ายพร้อมทั้งยกตัวอย่างให้เห็นภาพและมีแบบฝึกหัดให้ทำประกอบการเรียนรู้เพื่อเสริมความเข้าใจ
ลงทะเบียนเรียนรู้ได้ที่นี่
https://www.skilllane.com/courses/7299
2.
“เทคนิคการบริหารค่าตอบแทนอย่างมืออาชีพ”
เรื่องเงินเดือนเป็นความลับ
แต่เทคนิคการบริหารค่าตอบแทนไม่ใช่ความลับ !!
หลักสูตรนี้จะทำให้คนที่ทำงานด้านค่าตอบแทนและผู้สนใจได้รู้
How
to บริหารค่าตอบแทนแบบฉับไวและนำไปใช้ได้จริงในการทำงาน
ตลอดจนจุดที่ต้องระวังและกับดักต่าง ๆ
ที่จะทำให้เกิดปัญหาในการบริหารค่าตอบแทนจากวิทยากรที่เคยบริหารงานด้าน Com
& Ben ตัวจริงเสียงจริงทั้งในองค์กรไทยและต่างชาติ
จุดเด่นของคอร์สที่แตกต่างจากคอร์สทั่วไป
:
หลักสูตรนี้ออกแบบมาจากประสบการณ์จริงด้านการบริหารค่าตอบแทนของตัววิทยากรเอง
ทุกเรื่องราวในคอร์สนี้จึงมาจากประสบการณ์ตรงของผู้สอน
ไม่ใช่พูดตามตำราหรือพูดแต่ทฤษฎี
จึงทำให้ผู้เรียนเข้าใจง่ายเห็นภาพจริงที่หน้างานได้ชัดเจน
ประโยชน์ที่ผู้เรียนจะได้รับจากคอร์สนี้
:
ตลอดการเรียนรู้จะมีการยกตัวอย่างกรณีต่าง ๆ
ที่เกิดขึ้นจริงที่หน้างานตลอดจนกลเม็ดเคล็ดลับต่าง ๆ ด้านการบริหารค่าตอบแทน มีแบบฝึกหัดให้ผู้เรียนได้ทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจตลอดการเรียนรู้
รวมทั้งมีหนังสือด้านการบริหารค่าตอบแทนที่เปิดให้ผู้เรียนดาวน์โหลดอีก 4 เล่มไปอ่านเพื่อเสริมความเข้าใจให้เพิ่มมากขึ้น
ซึ่งจะทำให้ผู้เรียนสามารถนำสิ่งที่เรียนรู้ไปปรับใช้ในงานของตัวเองได้ทันที
ใครควรเรียนคอร์สนี้
:
Ø ผู้บริหารระดับสูงที่ต้องดูแลสายงาน
HR และดูแลสายงานบริหาร
Ø ผู้บริหารงาน
HR ทุกระดับ
Ø ผู้รับผิดชอบงานด้าน
Com
& Ben (Compensation & Benefits)
Ø คนที่ศึกษางานด้าน
Com
& Ben
Ø ที่ปรึกษาด้านค่าตอบแทน
Ø ผู้สนใจ
ผู้เรียนต้องมีพื้นฐานหรือรู้อะไรมาก่อนไหม
:
ไม่จำเป็น
เพราะวิทยากรพูดแบบเข้าใจง่ายพร้อมทั้งยกตัวอย่างให้เห็นภาพและมีแบบฝึกหัดให้ทำประกอบการเรียนรู้เพื่อเสริมความเข้าใจ
สนใจ ดูคอร์สเรียนเพิ่มเติมได้ที่
วันจันทร์ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2568
มารยาทในการขอคำปรึกษา
ปกติเวลาผมจะขอความช่วยเหลือจากใครในเรื่องการขอคำปรึกษาแนะนำเกี่ยวกับปัญหาในงานของผมกับคนที่ผมไม่รู้จักกันมาก่อน ผมก็จะอีเมล์หรือโทรไปแนะนำตัวเองก่อนว่าผมชื่ออะไร ทำงานที่ไหนแล้วตอนนี้ผมมีปัญหาอะไรในงานผมก็เลยอยากจะรบกวนขอคำปรึกษาโดยจะเขียนอธิบายประเด็นปัญหาต่าง ๆ ที่ผมต้องการคำแนะนำจากผู้รู้ท่านเป็นข้อ ๆ แล้วก็จะขอบคุณในความอนุเคราะห์ล่วงหน้า
เมื่อได้รับคำตอบกลับมาผมจะอีเมล์ตอบกลับว่าได้รับคำตอบแล้วและจะขอบคุณกลับไปอีกครั้งหนึ่ง
หลายท่านที่เคยอีเมล์หรือโทรมาขอคำปรึกษาจากผมจะทราบดีว่าผมยินดีจะตอบคำถามในงานด้าน
HR เท่าที่ผมจะตอบได้เสมอ เพราะคิดว่าในอดีตเราก็เคยเป็นคนไม่รู้มาก่อน
เคยได้รับคำปรึกษาแนะนำช่วยเหลือจากผู้รู้มาก่อน ก็เลยอยากจะ Pay it
forward เหมือนที่ผมเคยได้รับคำชี้แนะดี ๆ ในอดีต
แต่หลายครั้งจะเจอประสบการณ์จากคนที่อีเมล์มาถามปัญหาเรื่อง
HR ที่ระยะหลัง ๆ จะเจอแบบนี้มากขึ้นครับ
1.
อีเมล์หรือ Inbox มาพร้อมกับคำถามแบบห้วนสั้นบอกข้อมูลรายละเอียดมาน้อย
แถมใช้ Email Address ประเภท Hotmail, yahoo, Gmail แบบนามแฝง และไม่บอกด้วยว่าตัวเองคือใครชื่ออะไร
2.
บางรายก็บอกชื่อบอกบริษัทที่ทำงานมา
แต่ให้ข้อมูลที่เกี่ยวกับปัญหามาคร่าวมาก ๆ
ลำดับเรื่องราวหรือปัญหาไม่ดีไม่ชัดเจนต้องถามกลับไปกลับมาหลายรอบ
จนที่สุดก็บอกว่าไม่ใช่ปัญหาของตัวเองแต่เป็นปัญหาของเพื่อนฝากถามมา
ตัวเองก็เลยไม่รู้รายละเอียด
3.
บางรายก็ทำตรงกันข้ามกับ 2 ข้อแรก
คือจะพิมพ์รายละเอียดมายาวมาก แถมพิมพ์แบบไม่เว้นบรรทัดติดกันเป็นพืดอ่านกันปวดตา
แถมบางรายก็มีตัวอย่างการคำนวณที่ยาวโดยใช้สูตรที่คิดขึ้นมาเองแล้วจะให้ผมช่วยตรวจสอบว่าคำนวณมาถูกหรือไม่
ทำอย่างกับผมเป็นที่ปรึกษาส่วนตัวที่ต้องตอบทุกรายละเอียดที่ถามมา
4.
บางรายพอผมตอบกลับไปแล้วก็เงียบหายต๋อมไปเลย
ไม่มีการตอบกลับหรือขอบคุณใด ๆ กลับมาทั้งสิ้น พอผ่านไป 2-3 เดือนก็จะถามมาใหม่
พอตอบไปก็จะเงียบหายแบบเดิม (ไม่ได้ต้องการคำขอบคุณหรอกนะครับ
แต่ผมมองว่าเรื่องนี้เป็นมารยาทในการสื่อสารของคนที่ทำงานแบบมืออาชีพครับ)
5.
แต่บางรายพอผมตอบกลับไปแล้วก็ถามกลับมาอีกหลายครั้งเป็นซีรีย์กันเลย
ซึ่งแต่ละครั้งก็เป็นคำถามโดยไม่บอกชื่อเสียงเรียงนาม
ยังทำตัวเป็นมนุษย์ล่องหนอยู่เหมือนเดิม และแน่นอนว่าแต่ละครั้งที่ผมตอบกลับไปก็ไม่เคยตอบรับหรือขอบคุณอะไรกลับมา
6.
หลายครั้งที่ปัญหาด้าน HR ที่ถามมานั้น
ผมเคยเขียนเป็นบทความเอาไว้ใน Blog ของผมแล้ว ผมก็ส่ง Link
บทความจาก Blog ของผมไปให้แล้วบอกไปว่าให้ไปอ่านบทความนั้น
ๆ ได้เลย คำตอบอยู่ในบทความนั้นแล้ว
เพราะผมจะได้ไม่ต้องมาจิ้มจอมือถือเพื่อตอบคำถามยาว ๆ ให้ทรมานสายตา
แต่คนถามก็ไม่อ่าน
แล้วก็ยังโทรศัพท์มาถามคำถามเดิม ๆ นั้นกลับมาอีก
พอผมถามว่าได้อ่านบทความที่ผมส่งไปให้แล้วหรือยัง ก็ได้รับคำตอบว่าอ่านแล้ว พอผมบอกว่าถ้าอ่านแล้วคำตอบก็อยู่ในบทความอยู่แล้วนี่
ก็ถูกกดตัดสายทิ้งซะงั้น
ที่เล่ามาทั้งหมดนี้ก็คงมีเหตุผลเพียงพอที่ผมจะไม่ตอบคำถามจากคนที่พฤติกรรมข้างต้นนี้แล้ว
ก็เลยเอาเรื่องนี้มาเล่าสู่กันฟังเพื่อเป็นอุทาหรณ์และเป็นข้อคิดเตือนใจก็เท่านั้นแหละครับ
วันเสาร์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2568
หนังสือแจกฟรี
เนื่องจากยังมีคำถามมาที่ผมอยู่เป็นระยะเพื่อขอซื้อหนังสือที่ผมเคยเขียนมานานแล้วและทางสำนักพิมพ์ก็ไม่ได้พิมพ์เป็นเล่มแล้ว แต่เนื่องจากผมเป็นคนเขียนไม่ใช่สำนักพิมพ์จึงไม่มีขาย ผมก็เลยนำเอาหนังสือเหล่านั้นมาปรับปรุงเนื้อหาให้ทันสมัยและเข้าใจง่ายมากขึ้นแล้วเปิดให้ดาวน์โหลดฟรีได้ตามนี้ครับ
1. Download หนังสือ
"การประเมินค่างานและการทำโครงสร้างเงินเดือน (ภาคปฏิบัติ)"
https://www.dropbox.com/s/uho10vpz55vt5xu/JE%26SS_Free.pdf?dl=0
2. ดาวน์โหลด Micro Pocket Book "25
คำถามเกี่ยวกับโครงสร้างเงินเดือนจากประสบการณ์"
https://www.dropbox.com/s/cc8to40p10ojyat/25%20%20Q%26A_SS.pdf?dl=0
3.
ดาวน์โหลดหนังสือ
“ความรู้เกี่ยวกับโครงสร้างเงินเดือนแบบง่าย ๆ”
4. Download หนังสือ “การบริหารความเสี่ยงด้าน HR”
5. Download หนังสือ
“หัวหน้างานกับการบริหารลูกน้อง – HR for NON HR”
6. Download หนังสือ
"จัดการฝึกอบรมให้มีประสิทธิผลอย่าง Training Officer มืออาชีพ"
https://www.dropbox.com/s/urvq70samjd3tfr/TO_Free.pdf?dl=0
7. ดาวน์โหลดหนังสือ
"เรียนรู้โหราศาสตร์ไทยมาใช้ในงาน HR - ภาคปฏิบัติ"
https://www.dropbox.com/s/oe537r47y4yk8g6/HR_Horasad.pdf?dl=0
8. ดาวน์โหลดหนังสือ
"คู่มือการเป็นวิทยากร" หรือ Train the trainer
https://www.dropbox.com/s/52as4h4fvo57k8b/TrainTheTrainer.pdf?dl=0
9. ดาวน์โหลดหนังสือ “การทำ Training
& Development Roadmap ตามแผนงานขององค์กร (ภาคปฏิบัติ)”
https://www.dropbox.com/s/0rq5x9ukx0zatqm/TRM_By%20Strategic%20Plan.pdf?dl=0
10. ดาวน์โหลดหนังสือ "สนุกไปกับพฤติกรรมคนด้วยจิตวิทยาและเทวดากรีก"
11. ดาวน์โหลดหนังสือ “กระตุกต่อมคิดชีวิตคนทำงาน”
https://www.dropbox.com/scl/fi/4wv00ukyln55soxp7n49i/.pdf?rlkey=lnb4umxi96twyafp9nsf1u32i&dl=0
12. ดาวน์โหลดไฟล์
"รู้เขา..รู้เราด้วย D I S C"
13. ดาวน์โหลดไฟล์ “ทำไม Functional
Competency ถึงไม่เวิร์ค”
14. ดาวน์โหลดหนังสือ
“คุยเฟื่องเรื่องค่าตอบแทน”
ดาวน์โหลดประวัติวิทยากร
15. ดาวน์โหลดหนังสือ
“เสริมทักษะหัวหน้างานยุคใหม่”
16. ดาวน์โหลดไฟล์
“อคติกับพฤติกรรมคน”
17. รวมเรื่องนักคิดจิตวิทยาและการจัดการ
18. Micro Pocket Book “25 คำถามเกี่ยวกับโครงสร้างเงินเดือนจากประสบการณ์”
19. Check list ปัญหาค่าตอบแทน
20. หนังสือ
“เขาว่า..ที่ทำให้เกิดปัญหาในการบริหารคน”
21.หนังสือ “ถาม-ตอบปัญหาค่าจ้างเงินเดือนจากหน้างาน”
https://www.dropbox.com/scl/fi/7tcldqpsqqfjtywaxye0e/.pdf?rlkey=vo26my5vwpyud811wkg84968k&dl=0
22. บทความ
“คุยเฟื่องเรื่องการประเมินผลการปฏิบัติงาน_Mar 2025”
วันจันทร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2568
ข้อคิดเตือนใจในการให้ค่าตอบแทนและสวัสดิการ
ตามกฎหมายแรงงานจะกำหนดให้นายจ้างจะต้องให้สิทธิประโยชน์และสวัสดิการให้แก่ลูกจ้าง เช่น จะต้องจ่ายค่าจ้าง, จ่ายค่าโอที, ค่าชดเชย, ค่าบอกกล่าวล่วงหน้า, มีคณะกรรมการสวัสดิการ ให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งเหล่านี้เป็นไฟท์บังคับที่บริษัทจะต้องจัดให้พนักงานให้เป็นไปตามกฎหมาย
แต่สิทธิประโยชน์และสวัสดิการอีกหลายเรื่อง
กฎหมายแรงงานไม่ได้กำหนดให้บริษัทต้องจัดให้
แต่เป็นสิ่งที่ผู้บริหารองค์กรเห็นว่าควรจะมีเพื่อรักษาคนในและจูงใจคนนอกให้อยากมาร่วมงาน
เช่น การขึ้นเงินเดือนประจำปี, การจ่ายโบนัส, ประกันชีวิต/ประกันสุขภาพ, อาหารฟรี, Long service award ฯลฯ
การให้ค่าตอบแทนหรือสวัสดิการที่เกินกว่าที่กฎหมายแรงงานกำหนดจึงควรมีการสงวนสิทธิต่าง
ๆ และแจ้งให้พนักงานทุกคนรับทราบให้ชัดเจนจะได้ไม่มีปัญหาดราม่าตามมาในภายหลัง
รวมไปถึงผู้บริหารองค์กรควรจะต้องคำนึงถึงข้อคิดเตือนใจให้รอบคอบในการให้ค่าตอบแทนและสวัสดิการที่เกินกว่าที่กฎหมายแรงงานกำหนดคือ
1.
ก่อนให้ (ค่าตอบแทน/สวัสดิการ) ต้องคิดให้ดี
2.
ให้แล้วเอาคืนไม่ได้ (ถ้าพนักงานไม่ยินยอม)
3.
ให้ก่อนถูกพนักงานเรียกร้อง
4.
ให้แล้วต้องเป็นบุญคุณ
ไม่อย่างนั้นการให้ใด ๆ จะสูญเปล่าเหมือนตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ
การให้ใด ๆ กับพนักงานที่ดีกว่าที่กฎหมายกำหนดย่อมเป็นเรื่องที่ดี
แต่การให้นั้นควรจะต้องทำให้เกิดแรงจูงใจในการทำงานที่ดียิ่งขึ้น
ไม่เป็นการให้ที่สูญเปล่าและบริษัทยังคงจ่ายไหวในอนาคตด้วย
ฝากไว้ให้คิดครับ
วันจันทร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2568
ข้อคิดในการขึ้นเงินเดือนประจำปีด้วย Midpoint
คำถามมีอยู่ว่าถ้าบริษัทจะเปลี่ยนวิธีการขึ้นเงินเดือนประจำปีจากวิธีเดิมที่ใช้ Basic Salary เป็นฐาน มาเป็นใช้ Midpoint ควรทำยังไงดี?
ก็ควรจะต้องแจ้งให้พนักงานทราบล่วงหน้าอย่างน้อย
1 ปีครับ
โดย HR ควรจะเป็นผู้อธิบายการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวโดยทำโครงสร้างเงินเดือนสมมุติขึ้นมา
(หมายถึงสมมุติกระบอกเงินเดือนตามแต่ละ Job Grade กำหนดค่า Min,
Max สมมุติขึ้นในแต่ละกระบอก)
เพื่อใช้อธิบายให้พนักงานเข้าใจว่าโครงสร้างเงินเดือนมีที่มาที่ไปอย่างไรค่าต่าง ๆ
เช่น Min, Max, Midpoint หมายถึงอะไร
แล้วเหตุใดบริษัทจึงปรับเปลี่ยนวิธีการขึ้นเงินเดือนจากเดิมที่ใช้ Base
Salary มาเป็นใช้ Midpoint เป็นฐานเพราะอะไร
ผมมีข้อคิดเพิ่มเติมคือ
ถ้าหากบริษัทจะใช้วิธีการขึ้นเงินเดือนโดยใช้วิธี Allocate งบประมาณขึ้นเงินเดือนประจำปีไปให้แต่ละ
Department Head ในการพิจารณาขึ้นเงินเดือนประจำปีให้กับลูกน้องตามผลการประเมิน
ก็จะต้องแจ้งค่า Midpoint ในแต่ละ Job Grade ของหน่วยงานนั้น ๆ
ไปด้วยซึ่งอาจเกิดปัญหาโครงสร้างเงินเดือนหลุดออกไปภายนอกบริษัทได้
เพราะถ้าทราบค่า Midpoint
ก็จะคำนวณหาค่า Min และ Max ได้ไม่ยากนัก แค่มีพื้นฐานคณิตศาสตร์เบื้องต้นก็สามารถหา Min Max โดยประมาณได้เลย
ดังนั้นถ้าจะขึ้นเงินเดือนจาก
Midpoint ก็ยังคงต้องเก็บงบประมาณขึ้นเงินเดือนของแต่ละฝ่ายไว้ที่
HR โดยแต่ละฝ่ายยังทำหน้าที่ในการประเมินผลการปฏิบัติงานลูกน้องของตัวเองให้อยู่ใน
Normal Curve อย่างเคร่งครัด
นั่นคือจะมีคนส่วนใหญ่ประมาณ
70% ที่มีผลงานอยู่ในค่า Avergae และจะมีคนเก่งกว่า
Average ที่เป็นพวก Outstanding (เกรด A
หรือ B อยู่หัว Curve ประมาณ
15% และมีคนที่เป็น Poor Performer (เกรด
D หรือ E) อยู่ท้าย Curve ประมาณ 15%
สิ่งที่ต้องระวังคือไม่ควรใช้
Normal Curve แบบหาแพะนะครับ
(อ่านเรื่องนี้ในเม้นท์ด้านล่าง)
อนึ่ง
บริษัทที่มีนโยบายในการขึ้นเงินเดือนประจำปีโดยการใช้ Midpoint เป็นฐานนั้นยังมีอยู่ประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์
ในขณะที่บริษัทส่วนใหญ่ยังคงขึ้นเงินเดือนจากฐานเงินเดือนครับ
วันจันทร์ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2568
แจ้งเลิกจ้างทันทีต้องจ่ายค่าตกใจ 1 เดือน..จริงหรือ ?
มักจะมีการบอกต่อ ๆ กันมาว่าถ้าหากจะแจ้งเลิกจ้างพนักงานวันนี้ แล้วบอกว่าพรุ่งนี้ไม่ต้องมาทำงานแล้วนะ บริษัทก็ต้องจ่ายค่าตกใจ (หรืออาจจะเรียกว่า “ค่าบอกกล่าวล่วงหน้า” หรือ “สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า”) 1 เดือน
แล้วบริษัทต่าง
ๆ ก็มักจะจ่ายค่าตกใจ 1 เดือนกันมาโดยตลอด
คำถามคือตกลงแล้วการจ่ายค่าตกใจ
1 เดือนที่ทำกันต่อๆ มานั้นถูกต้องหรือไม่ ?
มาตรา
17 ของกฎหมายแรงงานบอกไว้ว่า....
“....ในกรณีที่สัญญาจ้างไม่มีกำหนดระยะเวลา
นายจ้างหรือลูกจ้างอาจบอกเลิกสัญญาจ้างโดยบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นหนังสือให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบ
ในเมื่อถึงหรือก่อนจะถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวหนึ่งคราวใด
เพื่อให้เป็นผลเลิกสัญญากันเมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปข้างหน้าก็ได้ แต่ไม่จำเป็นต้องบอกกล่าวล่วงหน้าเกินสามเดือน....
....การบอกเลิกสัญญาจ้างตามวรรคสอง
นายจ้างอาจจ่ายค่าจ้างให้ตามจำนวนที่จะต้องจ่ายจนถึงเวลาเลิกสัญญาตามกำหนดที่บอกกล่าวและให้ลูกจ้างออกจากงานทันทีได้....”
ผมเลยทำผังให้ดูแบบเข้าใจง่าย
ๆ ตามภาพด้านล่างดังนี้
จากมาตรา 17 ข้างต้นผมสมมุติว่าบริษัทจ่ายเงินเดือนทุกสิ้นเดือน (ตามภาพประกอบ)
ถ้าบริษัทแจ้งเลิกจ้างลูกจ้างวันที่
30 มิย.โดยบอกว่าพรุ่งนี้ (คือวันที่ 1 กค.) ไม่ต้องมาทำงานแล้ว
บริษัทก็ต้องจ่ายค่าตกใจ
(หรือค่าบอกกล่าวล่วงหน้า) ไป 1 เดือนคือตั้งแต่ 1
กค. ถึง 31 กค.
ส่วนค่าจ้างในเดือนมิย.ก็ต้องจ่ายให้ลูกจ้างเต็มเดือนตามปกติอยู่แล้วนะครับ
เพราะตามมาตรา
17 ให้บอกกล่าวล่วงหน้าเมื่อถึงกำหนดการจ่ายค่าจ้างหรือก่อนหน้านั้นเพื่อให้มีผลเลิกสัญญาจ้างเพื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างในครั้งต่อไป
แต่ถ้าสมมุติว่าบริษัทไปแจ้งเลิกจ้างพลาดไปเพียง
1 วันคือแทนที่จะแจ้งวันที่ 30 มิย.แต่กลับไปแจ้งเลิกจ้างในวันที่ 1 กค.โดยบอกลูกจ้างว่าพรุ่งนี้
(2 กค.) ไม่ต้องมาทำงานแล้ว
จึงเสมือนกับบริษัทไปแจ้งเลิกจ้างวันที่ 31 กค.ก็เลยต้องนับจากวันที่
31 กค.ไปอีก 1 รอบการจ่ายค่าจ้างถึงวันที่
31 สค.
บริษัทจึงต้องจ่ายค่าบอกกล่าวล่วงหน้าในเดือน
กค.และเดือนสค.
หมายถึงบริษัทก็จะต้องจ่ายค่าบอกกล่าวล่วงหน้า
1-31 กค.(เต็มเดือน) และ 1-31 สค.(เต็มเดือน)
สรุปคือกรณีนี้บริษัทจะต้องจ่ายค่าบอกกล่าวล่วงหน้า
2 เดือนครับ
อ่านมาถึงตรงนี้แล้วผมเชื่อว่าเราคงเข้าใจหลักการจ่ายค่าบอกกล่าวล่วงหน้าตรงกันและเลือกวันแจ้งได้เหมาะสมแล้วนะครับ
