วันพฤหัสบดีที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

สมภารกินไก่วัด

             เชื่อว่าทุกคนเข้าใจความหมายนี้เป็นอย่างดี

แม้จะรู้ว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำแต่ก็ยังมีหัวหน้าอีกหลายคนที่ทำอย่างนี้อยู่

            ผมว่าเรื่องแบบนี้คงเป็นนิสัยส่วนลึกของหัวหน้าประเภทนี้แหละครับ เพราะพฤติกรรมที่ทำมักจะโน้มไปทางจริตของคน ๆ นั้นว่าฝักไฝ่เรื่องอะไร

            ขยายความกันก่อนนะครับ คือคำว่า “หัวหน้า” ที่ผมจะใช้ต่อไปนี้หมายถึง “คนที่มีลูกน้อง” นะครับ ไม่ว่าจะเรียกชื่อตำแหน่งว่าอะไรก็ตาม เช่น Leader, Supervisor, Manager, VP, SVP, COO, CEO, กรรมการผู้จัดการ ฯลฯ เพราะเรื่องนี้เกิดได้กับคนที่เป็นหัวหน้าทุกคนที่มีพฤติกรรมแบบนี้

            หัวหน้าบางคนเริ่มจากการหาเศษหาเลยจากการ (ทำเป็น) สอนงานลูกน้อง บางคนเอาเรื่องงานเป็นข้ออ้างนัดลูกน้องไปพบกันนอกเวลางาน บางคนใช้ตำแหน่งอำนาจหน้าที่บังคับกันดื้อ ๆ ฯลฯ

            มาทางฝั่งลูกน้องบ้าง

            ลูกน้องบางคนก็อาจจะยินยอมเพราะหัวหน้าเราก็ดูดีดูแซ่บไม่เบา หรือบางคนยินยอมเพราะกลัวว่าถ้าไม่ตามน้ำเดี๋ยวจะมีปัญหากับงาน

            แต่ก็ยังมีลูกน้องบางคนที่ยืนยันหนักแน่นว่าฉันไม่ยอม

            ปัญหาเรื่องนี้อาจจะไม่พีคมากนักถ้าหัวหน้ายังโสดแล้วเกิดปิ๊งลูกน้องจริง ๆ ประเภทรักจริงหวังแต่ง แล้วลูกน้องเองก็ไม่ขัดข้อง แล้วก็ทำเรื่องนี้ให้มันถูกต้องเปิดเผยให้เกียรติกัน ซึ่งบางองค์กรก็อาจจะต้องย้ายหัวหน้าหรือลูกน้องไปทำงานกันคนละหน่วยงานหรืออาจจะมีวิธีปฏิบัติในเชิงบริหารงานบุคคลเพื่อป้องกันปัญหาในอนาคต ถ้าเป็นอย่างนี้ก็เรียกว่าลงเอยด้วยดี คนรอบข้างก็พลอยยินดีไปด้วย

            แต่ปัญหานี้จะเริ่มวุ่นวายถ้าหัวหน้ามีคู่อยู่แล้วเป็นตัวเป็นตน แถมบางคนมีลูกกันแล้ว แต่หัวหน้าก็ยังไปมีโลกใบที่สองที่สามที่สี่กับลูกน้องของตัวเอง

หัวหน้าบางคนนอกจากมีกิ๊กเป็นลูกน้องของตัวเองยังไปกิ๊กกับลูกน้องของหน่วยงานอื่นเข้าไปอีก

            แล้วเรื่องพวกนี้ก็จะเป็นที่เม้าท์มอยกันแบบสนุกปากในองค์กร เพราะสัจธรรมของคนคือเม้าท์อะไรไม่มันส์เท่าเม้าท์เรื่องชาวบ้าน

            ยิ่งมีผลตามมาแบบแรง ๆ เช่น สามีหรือภรรยาของหัวหน้ามามีปากเสียงหึงหวงทะเลาะกับหัวหน้าในที่ทำงานเรื่องการซุกกิ๊ก หรือขอเข้าพบกรรมการผู้จัดการเพื่อให้ช่วยไล่กิ๊กหัวหน้าออกจากงาน ฯลฯ ยิ่งทำให้พนักงานที่ชอบใส่ใจในเรื่องแบบนี้ (หรือคนชอบเผือก) ยิ่งมีเรื่องโจษจันกันสนุกปากไปทั่วทั้งบริษัทแหละ

          มีคำกล่าวว่าคนเราจะพูดต่อ ๆ กันไปในเรื่องดี ๆ มีอัตราส่วน 1 ต่อ 3 คือ 1 คนจะพูดเรื่องดี ๆ ให้เพื่อนฟังต่อไปอีก 3 คน

          แต่ถ้าเป็นเรื่องลบเรื่องร้ายล่ะก็คน 1 คนจะเม้าท์มอยกับเพื่อน ๆ ในอัตราส่วน 1 ต่อ 11 ครับ

            เรื่องร้ายจึงกระจายไปเร็วกว่าเรื่องดี

            เรื่องหัวหน้าที่มีพฤติกรรมกินไก่วัดก็เช่นเดียวกัน

            จะพบว่าหัวหน้าที่มีพฤติกรรมแบบนี้นอกจากจะถูกลูกน้องเม้าท์มอยนินทา มองหัวหน้าด้วยสายตาที่คลางแคลงใจ ไม่เชื่อมั่น ขาดความเคารพนับถือ

            หนักกว่านั้นคือเมื่อหัวหน้าพาลูกมาที่ทำงาน บรรดาลูกน้องจะเม้าท์มอยกันถึงลูก ๆ ของหัวหน้าในเชิงสงสารลูกที่ต้องมามีพ่อแม่ที่มีพฤติกรรมแบบนี้  

            ถ้าจะถามว่าในมุมของ HR จะแก้ปัญหานี้ยังไง ?

            ก็ตอบได้จากประสบการณ์ว่าถ้ามีพนักงานร้องเรียนหัวหน้าที่มีพฤติกรรมแบบนี้แล้วมีประจักษ์พยานที่รับฟังได้ว่าเป็นเรื่องจริงก็ต้องมีการตั้งกรรมการวินัยสอบสวนพฤติกรรมของหัวหน้าแล้วลงโทษกันไปตามความหนักเบาของเรื่องนั้น ๆ ครับ

            แต่ถ้าเป็นแค่เสียงกระซิบในสายลมยังไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ชัดเจน เป็นเรื่องที่เม้าท์กันอยู่ในองค์กร HR ก็คงต้องเก็บข้อมูลไปก่อน และถ้าเห็นว่าเรื่องนี้เริ่มจะมีผลกระทบกับงานหรือกับบริษัท HR ก็ต้องคุยกับคนที่เป็นหัวหน้าของหัวหน้าที่เป็นสมภารกินไก่วัดเพื่อหาทางแก้ไขทั้งแบบเป็นทางการและไม่เป็นทางการ

            เขียนมาถึงตรงนี้ก็แค่อยากจะบอกกับคนที่เป็นหัวหน้าว่าอยากให้ลูกน้องพูดถึงในแบบไหน ?

อยากให้ลูกน้องพูดถึงด้วยความศรัทธา ไว้วางใจ มีหัวหน้าเหมือนมีพี่มีเพื่อนที่สนิทใจไว้วางใจที่จะปรึกษาหารือ ช่วยเหลือเกื้อกูลกันไปทั้งในวันนี้และวันข้างหน้าที่แม้อาจจะไม่ได้เป็นหัวหน้าลูกน้องกันแล้ว แต่ลูกน้องก็ยังมีความเคารพนับถือยกมือไหว้หัวหน้าได้อย่างไม่ตะขิดตะขวงใจ

หรืออยากจะให้ลูกน้องพูดต่อ ๆ กันไปว่าเป็นหัวหน้าประเภทสมภารกินไก่วัด

เลือกได้เลยครับ