งาน HR เป็นงานที่จำเป็นต้องมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คน
เป็นคนกลางที่จะต้องสื่อสารระหว่างฝ่ายบริหารกับพนักงานให้เกิดความเข้าใจที่ดีต่อกัน
เพราะความเป็นคนกลางนี่แหละครับทำให้
HR จะถูกมองว่าไม่เป็นกลาง เพราะคนอยู่ขวาก็จะมองว่าเราอยู่ซ้ายในขณะที่คนที่อยู่ซ้ายก็จะมองว่าเราอยู่ขวา
HR เลยต้องรับแรงกดดันจากทั้งสองฝ่าย
คนที่ทนรับแรงกดดันไม่ไหวก็คงต้องไปทำงานด้านอื่นแหละครับ
แล้วทำไมผมถึงทำงานด้าน
HR ได้ยาวนานล่ะ
1.
ใช้หลักอิทธิบาทสี่ครับ คือ 1. รักงานที่ทำ
(ฉันทะ) 2. ตั้งใจทำงาน (วิริยะ) 3. เอาใจใส่ในงานที่รับผิดชอบทุกเรื่อง
(จิตตะ) 4. หาวิธีปรับปรุงงานให้ดีขึ้น (วิมังสา) แม้ว่าจะเจอปัญหาเจอดราม่าเจอคำต่อว่าจากทั้งพนักงานและฝ่ายบริหารที่ทำให้ท้อบ้างในบางครั้ง
เบื่อบ้างเป็นบางเวลา แต่ก็ไม่เบื่องาน HR เพราะทุกครั้งที่เจอปัญหาผมคิดว่าได้บริหารสมองให้คิดแก้ปัญหานั้น
ๆ อยู่เสมอ (แม้บางครั้งคิดแก้ปัญหาจนนอนไม่หลับหลายคืนก็เถอะ) แล้วก็แก้ปัญหาเหล่านั้นให้จบลงได้ทุกครั้ง
2.
ใฝ่เรียนรู้ อันนี้อาจจะเป็นนิสัยส่วนตัวของผมที่เป็นคนชอบอ่านหนังสือทุกประเภทมาตั้งแต่เด็กเริ่มตั้งแต่อายุ
8-9 ขวบผมต้องไปเป็นเพื่อนคุณแม่ที่ร้านทำผม (ผู้หญิงสมัยก่อนนี่นั่งทำผมนานมากต้องเอาเครื่องอบผมอันใหญ่
ๆ ครอบหัวไว้เป็นชั่วโมง) แล้วทุกร้านก็จะมีสารพัดหนังสือให้ลูกค้าอ่าน
ผมก็เลยต้องหยิบมาอ่านฆ่าเวลา ก็เลยได้ความรู้รอบตัวมาจากร้านทำผมแล้วก็เลยติดตัวมาจนถึงวันนี้คือชอบอ่าน
ชอบดูหนัง ดูข่าว ดูสารคดี ฯลฯ
แล้วสิ่งเหล่านี้จะกลับมาเชื่อมโยงกับงานที่เราทำได้แบบไม่น่าเชื่อเลยครับ
3.
ไม่ทำงานแค่หน้าตัก
ตอนทำงานใหม่ ๆ ยังมีอายุและประสบการณ์น้อยผมเคยบ่นกับตัวเองกับหัวหน้า (แต่บ่นเบา
ๆ แบบเสียงในหัวนะครับ) ว่าเงินเดือนก็แค่เนี้ยะทำไมพี่เอางานอะไรมาให้ผมทำกันนักหนาเนี่ยะ
แต่ถึงจะบ่นหรือมีเสียงในหัวยังไงผมก็ทำทุกงานตามที่หัวหน้ามอบหมาย
(บางครั้งงานนั้นก็ไม่ใช่งานของผมโดยตรงแต่เป็นงานที่คนอื่นเขาทำแล้วไม่ได้อย่างใจหัวหน้า)
แบบเต็มร้อยทุกงานเสมอนะครับ ไม่เคยคิดว่าได้เงินเดือนน้อยก็ทำน้อย ๆ ตามเงินเดือน
และเมื่อผมเติบโตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นถึงได้รู้ว่าแม้เงินเดือนจะน้อย
แต่หัวหน้าเขาเห็นว่าเราทำงานที่เขามอบหมายมาสำเร็จได้ดีเขาก็เลยไว้วางใจให้เราทำ
ซึ่งผมก็ได้อานิสงส์คือได้เรียนรู้และมีความรู้ในงานต่าง ๆ มากขึ้นไปเรื่อย ๆ
บอกได้เลยว่าผมได้ทำงาน
HR มาครบทุก Function ในวันนี้ก็เพราะผมไม่เคยทำงานแค่หน้าตักนี่แหละครับ
4.
กล้าพูดความจริงกับนาย หลายครั้งที่ผมเข้าไปเป็น
Head
HR ในบริษัทต่าง ๆ แล้วเห็นกฎเกณฑ์กติกา กฎระเบียบต่าง ๆ ของบริษัทที่ขัดกฎหมายแรงงาน
ผมก็ต้องหาเวลาหาโอกาสที่นายมีอารมณ์ปกติเพื่อเข้าไปบอกไปอธิบายให้แกทราบว่ากฎเกณฑ์นั้น
ๆ มีปัญหานะ และจะเสนอแนวทางแก้ไขเอาไว้ให้ด้วย
ตรงนี้ผมถือว่านี่คือความเป็นมืออาชีพของคนทำงาน
HR เพราะถ้าไม่กล้าบอกนาย แล้ววันหนึ่งมีหมายศาลแรงงานมาที่บริษัทแล้วบริษัทแพ้คดี
มีหวังนายคงกลับมาเฉ่ง HR อีกแหละว่าคุณเป็น HR ภาษาอะไร ไม่รู้หรือไงว่ามันผิดกฎหมายแรงงาน ทำไมไม่บอกผมไม่เตือนผม ฯลฯ
สรุปคือ HR ต้องกล้าพูดความจริงและแนะนำวิธีแก้ปัญหาที่ถูกต้องให้นายทราบครับ
5.
รู้จักเก็บความลับ
อันนี้เป็นคุณสมบัติที่สำคัญมากของคนทำงาน HR เลยนะครับเพราะงาน HR
เป็นงานที่ต้องเกี่ยวกับความลับในเรื่องต่าง ๆ ของผู้คนในองค์กร
เช่น ข้อมูลเงินเดือนของพนักงานทุกระดับ, ข้อมูลส่วนตัวของพนักงาน,
ผลการขึ้นเงินเดือนประจำปี,
ความคิดเห็นของฝ่ายบริหารต่อพนักงานที่ได้รับการเลื่อนตำแหน่งที่เป็น Off
record ฯลฯ
คนทำงาน HR จึงจะต้องมีจรรยาบรรณและรู้จักการเก็บเรื่องที่เป็นความลับรู้ว่าอะไรควรพูดอะไรไม่ควรพูด
ถ้าใครชอบทำตัวเป็น Insider หรือคนประเภทฉันรู้โลกต้องรู้ชอบแฉแต่เช้ายันค่ำคงไม่เหมาะกับงาน
HR แล้วล่ะครับ
6.
ยึดหลักเกณฑ์มากกว่าหลักกู : ประเทศชาติมีกฎหมาย
องค์กรมีกฎระเบียบหน้าที่หนึ่งที่สำคัญของ HR คือเป็นคนคอยดูแลให้ทุกหน่วยงานมีการปฏิบัติตามกฎระเบียบกติกาที่องค์กรกำหนดไว้ให้เป็นไปในกติกาเดียวกัน
HR จำเป็นจะต้องยึดหลักเกณฑ์หรือระเบียบข้อบังคับต่าง
ๆ ในการตัดสินใจแก้ปัญหาต่าง ๆ เกี่ยวกับผู้คนในองค์กร
เพราะถ้ายึดหลักกูคือใช้ดุลพินิจในการตัดสินใจแก้ปัญหาโดยมีข้อยกเว้นให้กับคนนี้คนนั้นคนโน้นแล้วไม่สามารถตอบคำถามผู้คนในองค์กรได้ว่าทำไมคนนั้นถึงได้สิทธินั้น
ทำไมฉันถึงไม่ได้บ้างทั้ง ๆ
ที่องค์กรก็มีกฎเกณฑ์เดียวกันนี่บอกได้เลยว่าพนักงานจะขาดความเชื่อมั่นใน HR
ไปเลยนะครับ
แต่ถ้าหลักเกณฑ์หรือกฎระเบียบข้อบังคับใดล้าสมัยก็สามารถเสนอขอ
Update
แก้ไขได้นะครับ
แต่สิ่งสำคัญคือเมื่อแก้ไขแล้วก็ต้องกลับมายึดกติกาไว้เหมือนเดิม
7.
จำ ๆ ลืม ๆ เสียบ้าง : อันนี้นายเก่าผมสอนมาเองครับ
เพราะการทำงานเกี่ยวกับคนย่อมจะมีทั้งคนด่าและคนชม
ถ้าถูกคนด่าในเรื่องที่เราไม่ได้ทำผิดแต่เขาอาจจะไม่พอใจที่เราไปยึดหลักเกณฑ์
พอเราทำตามหลักเกณฑ์แล้วพนักงานเสียประโยชน์เขาก็จะด่าว่าเรา
อันนี้ก็ต้องลืมไปบ้างอย่าไป Give a damn ให้มันมากเกินไปครับไม่งั้นมีหวังเป็นโรคเครียดนอนไม่หลับ
แต่ถ้าอะไรที่เราผิดพลาดจริง ๆ ก็ต้องจำเอาไว้ปรับปรุงแก้ไขไม่ให้ผิดซ้ำ
8.
ยืนตรงกลางระหว่างผู้บริหารและพนักงาน : เมื่อพนักงานเรียกร้องหรือทำในสิ่งไม่ถูกต้องก็ต้องพร้อมจะอธิบายชี้แจงโดยต้องเตรียมใจให้พร้อมสำหรับข้อหาที่ว่า
HR เข้าข้างบริษัท
ในขณะที่ถ้าฝ่ายบริหารทำสิ่งไม่ถูกต้องก็ต้องกล้าที่จะบอกว่าสิ่งที่ฝ่ายบริหารจะทำนั้นจะเกิดปัญหาอะไรบ้างกับพนักงานและองค์กรและควรเสนอหาวิธีป้องกันแก้ไขให้ด้วย
ซึ่งก็จะถูกฝ่ายบริหารตำหนิว่า HR เข้าข้างพนักงาน พูดง่าย ๆ
ว่าโดนทั้งขึ้นทั้งล่องแหละครับ
ใครจะว่าเรายังไงก็เป็นเรื่องของเขาแต่เราต้องรู้ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่และสิ่งที่เราทำถูกต้องอยู่บนหลักเกณฑ์เหตุผลที่ดีก็พอแล้วครับ
9.
มีความละเอียดรอบคอบ : งานทุกชิ้นที่จะปล่อยออกไปสู่นอกหน่วยงาน
เช่น ประกาศ, คำสั่ง, กฎระเบียบ, ข้อบังคับ ฯลฯ
จะต้องมีความถูกต้องแม้แต่การสะกดชื่อ-นามสกุล, ตำแหน่ง, หน่วยงาน
ของพนักงานจะต้องไม่ผิดพลาด ยิ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับการขออนุมัติต่าง ๆ
เช่น
การเสนอขออนุมัติการปรับเงินเดือน, ขออนุมัติจ่ายโบนัส ฯลฯ ตัวเลขข้อมูลทั้งปลีกย่อยและยอดรวมจะต้องมีความถูกต้อง
ถ้าขาดความละเอียดรอบคอบและเกิดความผิดพลาดขึ้นมาบ่อย ๆ
ล่ะจะเสียความน่าเชื่อถือได้ทันที
ทั้ง 9 ข้อข้างต้นนี่แหละครับที่ทำให้ผมทำงาน
HR มาได้จนถึงทุกวันนี้เชื่อว่าจะเป็นประโยชน์และเป็นกำลังใจให้กับเพื่อนร่วมอาชีพ
HR ทุกคนครับ