วันจันทร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2569

ความต่อเนื่องเป็นเรื่องสำคัญ

             วันนี้เรามาคุยกันในเรื่องที่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องเล็ก ๆ เรื่องหนึ่งกันนะครับ

เรื่องที่มักจะถูกมองข้ามแล้วก็เลยทำให้จากเรื่องเล็ก ๆ นี้แหละกลายเป็นปัญหาขึ้นมาเรื่อย ๆ จนอาจกลายเป็นปัญหาใหญ่ในภายหลัง

เรื่องของความต่อเนื่องไงครับ

คนที่ตกลงปลงใจใช้ชีวิตคู่อยู่ด้วยกันก็ต้องการความสม่ำเสมอ ต้องการความเสมอต้นเสมอปลายอย่างต่อเนื่องในระยะยาวใช่ไหมครับ

ไม่ใช่ว่าพอตอนจีบเป็นแฟนกันใหม่ ๆ ก็แอ๊บทำตัวแสนดีเพียบพร้อมไปทุกสิ่งอย่าง พออยู่กินกันไปนานปีเข้าความต่อเนื่องหายไปกลายเป็นใครก็ไม่รู้ที่เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ

ในชีวิตการทำงานก็เช่นเดียวกันลองมาดูกันชัด ๆ ไหมครับว่ามีอะไรบ้างที่พอขาดความต่อเนื่องแล้วจะมีผลอะไรบ้าง ?

บริษัททำโครงสร้างเงินเดือนเสร็จแล้วก็ใช้มาเรื่อย ๆ แต่ไม่เคยมีการ Update โครงสร้างเงินเดือนบ้างเลย กี่ปีผ่านไปก็ใช้โครงสร้างเงินเดือนเดิมอยู่อย่างงั้น หรือทำโครงสร้างเงินเดือนเสร็จแล้วก็ไม่เอามาใช้ในการบริหารจัดการด้านค่าตอบแทนแบบจริงจังก็บอกได้เลยว่าที่บริษัทอุตส่าห์ลงทุนจ้างที่ปรึกษามาทำก็เสียเงินแบบสูญเปล่า

บริษัทจัดหลักสูตรฝึกอบรมให้กับพนักงานจบเป็นรุ่น ๆ จัดแล้วจบไปโดยขาดความต่อเนื่องไม่เคยมีการติดตามผลการอบรมว่าพนักงานนำเอาเรื่องที่ได้เรียนรู้ไปใช้ในงานให้เกิดประโยชน์ที่วัดความคุ้มค่าเป็นรูปธรรมชัดเจนว่าช่วยทำให้งานดีขึ้น ช่วยแก้ปัญหาในงาน พนักงานมีพัฒนาการที่ดีขึ้นกว่าเดิมจนเห็นได้ชัด ฯลฯ อย่างงี้ท่านว่าสูญเปล่าไหมครับ

บริษัทมีโครงการ Talent Management แต่ไม่ได้เตรียมความพร้อมสำหรับคนที่เป็นหัวหน้าของ Talent ให้เป็นพี่เลี้ยงเป็นต้นแบบเป็นตัวอย่างเป็นโค้ชที่จะคอยให้คำปรึกษาหารือช่วยพัฒนาลูกน้องที่เป็น Talent อย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอให้มีพัฒนาการที่ดีขึ้น แต่กลับโยนหน้าที่นี้ไปให้การฝึกอบรมเป็นหลัก Talent คนนี้จะมีพัฒนาการเป็นยังไงก็น่าคิดนะครับ

MD คนเก่ามีนโยบายสร้างระบบสมรรถนะ (Competency) โดยลงทุนลงแรงทำมาแล้ว 3 ปี แต่พอเปลี่ยน MD คนใหม่มาบอกไม่เอาละ ไม่สานต่อโครงการนี้แล้วจะทำโครงการรณรงค์วัฒนธรรมองค์กรแทนดีกว่า แล้วถ้า MD คนนี้ครบวาระ แล้วมีคนใหม่มาแทนล่ะจะมีโครงการอื่นมาแทนโครงการเดิมอีกไหน นี่ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของการขาดความต่อเนื่องที่เคยพบมา

ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้เป็นข้อคิดสำหรับทั้ง HR และฝ่ายบริหารแหละครับว่าก่อนที่จะคิดทำโครงการใด ๆ ต้องถามตัวเองด้วยว่าเมื่อ Run โครงการนั้นไปแล้วเราจะมีความต่อเนื่องสม่ำเสมอไปได้มากน้อยแค่ไหนเพื่อลดความสูญเปล่าของงบประมาณและเวลาในการทำโครงการนั้น ๆ

แต่ถ้าคิดว่าไม่ต้องคิดอะไรให้มากบริษัทมีงบก็ทำไปเถอะแล้วไปวัดดวงเอาวันข้างหน้า ทำดีกว่าไม่ทำ ก็ทำต่อไปเหมือนเดิมเอาตามที่สบายใจได้เลยครับ

วันศุกร์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2569

หลักสูตร กฎหมายแรงงานกับการบริการค่าจ้างเงินเดือน (ออนไลน์)

 "กฎหมายแรงงานกับการบริหารค่าจ้างเงินเดือน" เรียนรู้กฎหมายแรงงาานที่เกี่ยวกับค่าจ้างเงินเดือนก็เลยต้องใช้เครื่องคิดเลขเพื่อทำแบบฝึกหัดตลอดการอบรมเพื่อให้ลงมือคำนวณสารพัดค่าต่าง ๆ ด้วยตัวเองให้เกิดความเข้าใจและนำไปใช้ในงานได้จริง

คนที่ลงทะเบียนแล้วพบกันวันที่ 17 มีค.69 นี้ครับ

คนที่สนใจลงทะเบียนที่

https://www.hrcenter.co.th/?m=public_reserv&id=4922




ทำไมผมถึงทำงาน HR ได้นาน

             งาน HR เป็นงานที่จำเป็นต้องมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คน เป็นคนกลางที่จะต้องสื่อสารระหว่างฝ่ายบริหารกับพนักงานให้เกิดความเข้าใจที่ดีต่อกัน

            เพราะความเป็นคนกลางนี่แหละครับทำให้ HR จะถูกมองว่าไม่เป็นกลาง เพราะคนอยู่ขวาก็จะมองว่าเราอยู่ซ้ายในขณะที่คนที่อยู่ซ้ายก็จะมองว่าเราอยู่ขวา HR เลยต้องรับแรงกดดันจากทั้งสองฝ่าย

            คนที่ทนรับแรงกดดันไม่ไหวก็คงต้องไปทำงานด้านอื่นแหละครับ

            แล้วทำไมผมถึงทำงานด้าน HR ได้ยาวนานล่ะ

1.      ใช้หลักอิทธิบาทสี่ครับ คือ 1. รักงานที่ทำ (ฉันทะ) 2. ตั้งใจทำงาน (วิริยะ) 3. เอาใจใส่ในงานที่รับผิดชอบทุกเรื่อง (จิตตะ) 4. หาวิธีปรับปรุงงานให้ดีขึ้น (วิมังสา) แม้ว่าจะเจอปัญหาเจอดราม่าเจอคำต่อว่าจากทั้งพนักงานและฝ่ายบริหารที่ทำให้ท้อบ้างในบางครั้ง เบื่อบ้างเป็นบางเวลา แต่ก็ไม่เบื่องาน HR เพราะทุกครั้งที่เจอปัญหาผมคิดว่าได้บริหารสมองให้คิดแก้ปัญหานั้น ๆ อยู่เสมอ (แม้บางครั้งคิดแก้ปัญหาจนนอนไม่หลับหลายคืนก็เถอะ) แล้วก็แก้ปัญหาเหล่านั้นให้จบลงได้ทุกครั้ง

2.      ใฝ่เรียนรู้ อันนี้อาจจะเป็นนิสัยส่วนตัวของผมที่เป็นคนชอบอ่านหนังสือทุกประเภทมาตั้งแต่เด็กเริ่มตั้งแต่อายุ 8-9 ขวบผมต้องไปเป็นเพื่อนคุณแม่ที่ร้านทำผม (ผู้หญิงสมัยก่อนนี่นั่งทำผมนานมากต้องเอาเครื่องอบผมอันใหญ่ ๆ ครอบหัวไว้เป็นชั่วโมง) แล้วทุกร้านก็จะมีสารพัดหนังสือให้ลูกค้าอ่าน ผมก็เลยต้องหยิบมาอ่านฆ่าเวลา ก็เลยได้ความรู้รอบตัวมาจากร้านทำผมแล้วก็เลยติดตัวมาจนถึงวันนี้คือชอบอ่าน ชอบดูหนัง ดูข่าว ดูสารคดี ฯลฯ

แล้วสิ่งเหล่านี้จะกลับมาเชื่อมโยงกับงานที่เราทำได้แบบไม่น่าเชื่อเลยครับ

3.      ไม่ทำงานแค่หน้าตัก ตอนทำงานใหม่ ๆ ยังมีอายุและประสบการณ์น้อยผมเคยบ่นกับตัวเองกับหัวหน้า (แต่บ่นเบา ๆ แบบเสียงในหัวนะครับ) ว่าเงินเดือนก็แค่เนี้ยะทำไมพี่เอางานอะไรมาให้ผมทำกันนักหนาเนี่ยะ

แต่ถึงจะบ่นหรือมีเสียงในหัวยังไงผมก็ทำทุกงานตามที่หัวหน้ามอบหมาย (บางครั้งงานนั้นก็ไม่ใช่งานของผมโดยตรงแต่เป็นงานที่คนอื่นเขาทำแล้วไม่ได้อย่างใจหัวหน้า) แบบเต็มร้อยทุกงานเสมอนะครับ ไม่เคยคิดว่าได้เงินเดือนน้อยก็ทำน้อย ๆ ตามเงินเดือน และเมื่อผมเติบโตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นถึงได้รู้ว่าแม้เงินเดือนจะน้อย แต่หัวหน้าเขาเห็นว่าเราทำงานที่เขามอบหมายมาสำเร็จได้ดีเขาก็เลยไว้วางใจให้เราทำ ซึ่งผมก็ได้อานิสงส์คือได้เรียนรู้และมีความรู้ในงานต่าง ๆ มากขึ้นไปเรื่อย ๆ

บอกได้เลยว่าผมได้ทำงาน HR มาครบทุก Function ในวันนี้ก็เพราะผมไม่เคยทำงานแค่หน้าตักนี่แหละครับ

4.      กล้าพูดความจริงกับนาย หลายครั้งที่ผมเข้าไปเป็น Head HR ในบริษัทต่าง ๆ แล้วเห็นกฎเกณฑ์กติกา กฎระเบียบต่าง ๆ ของบริษัทที่ขัดกฎหมายแรงงาน ผมก็ต้องหาเวลาหาโอกาสที่นายมีอารมณ์ปกติเพื่อเข้าไปบอกไปอธิบายให้แกทราบว่ากฎเกณฑ์นั้น ๆ มีปัญหานะ และจะเสนอแนวทางแก้ไขเอาไว้ให้ด้วย  

ตรงนี้ผมถือว่านี่คือความเป็นมืออาชีพของคนทำงาน HR เพราะถ้าไม่กล้าบอกนาย แล้ววันหนึ่งมีหมายศาลแรงงานมาที่บริษัทแล้วบริษัทแพ้คดี มีหวังนายคงกลับมาเฉ่ง HR อีกแหละว่าคุณเป็น HR ภาษาอะไร ไม่รู้หรือไงว่ามันผิดกฎหมายแรงงาน ทำไมไม่บอกผมไม่เตือนผม ฯลฯ

สรุปคือ HR ต้องกล้าพูดความจริงและแนะนำวิธีแก้ปัญหาที่ถูกต้องให้นายทราบครับ

5.      รู้จักเก็บความลับ อันนี้เป็นคุณสมบัติที่สำคัญมากของคนทำงาน HR เลยนะครับเพราะงาน HR เป็นงานที่ต้องเกี่ยวกับความลับในเรื่องต่าง ๆ ของผู้คนในองค์กร เช่น ข้อมูลเงินเดือนของพนักงานทุกระดับ, ข้อมูลส่วนตัวของพนักงาน, ผลการขึ้นเงินเดือนประจำปี, ความคิดเห็นของฝ่ายบริหารต่อพนักงานที่ได้รับการเลื่อนตำแหน่งที่เป็น Off record ฯลฯ  

คนทำงาน HR จึงจะต้องมีจรรยาบรรณและรู้จักการเก็บเรื่องที่เป็นความลับรู้ว่าอะไรควรพูดอะไรไม่ควรพูด ถ้าใครชอบทำตัวเป็น Insider หรือคนประเภทฉันรู้โลกต้องรู้ชอบแฉแต่เช้ายันค่ำคงไม่เหมาะกับงาน HR แล้วล่ะครับ

6.      ยึดหลักเกณฑ์มากกว่าหลักกู : ประเทศชาติมีกฎหมาย องค์กรมีกฎระเบียบหน้าที่หนึ่งที่สำคัญของ HR คือเป็นคนคอยดูแลให้ทุกหน่วยงานมีการปฏิบัติตามกฎระเบียบกติกาที่องค์กรกำหนดไว้ให้เป็นไปในกติกาเดียวกัน

HR จำเป็นจะต้องยึดหลักเกณฑ์หรือระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ ในการตัดสินใจแก้ปัญหาต่าง ๆ เกี่ยวกับผู้คนในองค์กร เพราะถ้ายึดหลักกูคือใช้ดุลพินิจในการตัดสินใจแก้ปัญหาโดยมีข้อยกเว้นให้กับคนนี้คนนั้นคนโน้นแล้วไม่สามารถตอบคำถามผู้คนในองค์กรได้ว่าทำไมคนนั้นถึงได้สิทธินั้น ทำไมฉันถึงไม่ได้บ้างทั้ง ๆ ที่องค์กรก็มีกฎเกณฑ์เดียวกันนี่บอกได้เลยว่าพนักงานจะขาดความเชื่อมั่นใน HR ไปเลยนะครับ

แต่ถ้าหลักเกณฑ์หรือกฎระเบียบข้อบังคับใดล้าสมัยก็สามารถเสนอขอ Update แก้ไขได้นะครับ แต่สิ่งสำคัญคือเมื่อแก้ไขแล้วก็ต้องกลับมายึดกติกาไว้เหมือนเดิม

7.      จำ ๆ ลืม ๆ เสียบ้าง : อันนี้นายเก่าผมสอนมาเองครับ เพราะการทำงานเกี่ยวกับคนย่อมจะมีทั้งคนด่าและคนชม ถ้าถูกคนด่าในเรื่องที่เราไม่ได้ทำผิดแต่เขาอาจจะไม่พอใจที่เราไปยึดหลักเกณฑ์ พอเราทำตามหลักเกณฑ์แล้วพนักงานเสียประโยชน์เขาก็จะด่าว่าเรา อันนี้ก็ต้องลืมไปบ้างอย่าไป Give a damn ให้มันมากเกินไปครับไม่งั้นมีหวังเป็นโรคเครียดนอนไม่หลับ แต่ถ้าอะไรที่เราผิดพลาดจริง ๆ ก็ต้องจำเอาไว้ปรับปรุงแก้ไขไม่ให้ผิดซ้ำ

8.      ยืนตรงกลางระหว่างผู้บริหารและพนักงาน : เมื่อพนักงานเรียกร้องหรือทำในสิ่งไม่ถูกต้องก็ต้องพร้อมจะอธิบายชี้แจงโดยต้องเตรียมใจให้พร้อมสำหรับข้อหาที่ว่า HR เข้าข้างบริษัท

ในขณะที่ถ้าฝ่ายบริหารทำสิ่งไม่ถูกต้องก็ต้องกล้าที่จะบอกว่าสิ่งที่ฝ่ายบริหารจะทำนั้นจะเกิดปัญหาอะไรบ้างกับพนักงานและองค์กรและควรเสนอหาวิธีป้องกันแก้ไขให้ด้วย ซึ่งก็จะถูกฝ่ายบริหารตำหนิว่า HR เข้าข้างพนักงาน พูดง่าย ๆ ว่าโดนทั้งขึ้นทั้งล่องแหละครับ

ใครจะว่าเรายังไงก็เป็นเรื่องของเขาแต่เราต้องรู้ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่และสิ่งที่เราทำถูกต้องอยู่บนหลักเกณฑ์เหตุผลที่ดีก็พอแล้วครับ

9.      มีความละเอียดรอบคอบ : งานทุกชิ้นที่จะปล่อยออกไปสู่นอกหน่วยงาน เช่น ประกาศ, คำสั่ง, กฎระเบียบ, ข้อบังคับ ฯลฯ จะต้องมีความถูกต้องแม้แต่การสะกดชื่อ-นามสกุล, ตำแหน่ง, หน่วยงาน ของพนักงานจะต้องไม่ผิดพลาด ยิ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับการขออนุมัติต่าง ๆ  

เช่น การเสนอขออนุมัติการปรับเงินเดือน, ขออนุมัติจ่ายโบนัส ฯลฯ ตัวเลขข้อมูลทั้งปลีกย่อยและยอดรวมจะต้องมีความถูกต้อง ถ้าขาดความละเอียดรอบคอบและเกิดความผิดพลาดขึ้นมาบ่อย ๆ ล่ะจะเสียความน่าเชื่อถือได้ทันที

ทั้ง 9 ข้อข้างต้นนี่แหละครับที่ทำให้ผมทำงาน HR มาได้จนถึงทุกวันนี้เชื่อว่าจะเป็นประโยชน์และเป็นกำลังใจให้กับเพื่อนร่วมอาชีพ HR ทุกคนครับ