วันจันทร์ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2569

Critical Mass จุดพลิกผัน

             เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มักจะเป็นเรื่องที่นำมายกเป็นตัวอย่างในเรื่องพฤติกรรมของคนโดยเฉพาะในช่วงสุดท้ายก่อนที่จะต้องตัดสินใจ

            โดยเฉพาะในการตัดสินใจว่าจะลงคะแนนให้ใครดีในการเลือกตั้ง

            บางคนอาจจะสงสัยว่าแล้วมันเกี่ยวอะไรกับการเลือกตั้ง ??

            เรื่องนี้มักจะเล่ากันต่อ ๆ มาว่ามีการวิจัยพฤติกรรมของลิงโดยนักวิทยาศาสตร์จะนำข้าวโพดไปหว่านลงบนพื้นทรายเพื่อให้ลิงมากินข้าวโพด

            เวลาลิงจะมาเก็บข้าวโพดไปกินก็ต้องปัดทรายออกจากข้าวโพดซึ่งก็คงไม่สะดวกนักเวลากิน

            แต่มีลิงอยู่ตัวหนึ่งที่ไม่ทำเหมือนกับลิงตัวอื่น ๆ คือแกไม่ได้ปัดทรายออกจากข้าวโพด แต่แกใช้วิธีนำข้าวโพดไปล้างในลำธารใกล้ ๆ กันแถวนั้นโดยไม่ต้องมาปัดทรายออกเหมือนลิงตัวอื่น ๆ

            เมื่อเวลาผ่านไปหลายเดือนก็พบว่าจะมีลิงตัวอื่น ๆ เริ่มทำตามเจ้าลิงตัวนี้โดยเอาข้าวโพดไปล้างในลำธารและเริ่มมีจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งมีประชากรลิงที่กินข้าวโพดด้วยวิธีเดิมคือปัด ๆ ทรายออก กับลิงที่เอาข้าวโพดไปล้างน้ำมีจำนวนเพิ่มขึ้นมาในจำนวนที่ไล่เลี่ยกัน

            จนถึงวันหนึ่งก็พบว่าลิงทั้งฝูงนำข้าวโพดไปล้างน้ำที่ลำธารกันทั้งหมด !!

            นักวิทยาศาสตร์ก็แปลกใจว่าทำไมลิงทั้งฝูงถึงทำตามเจ้าลิงตัวแรกที่ไม่ใช่จ่าฝูงซะด้วยซ้ำ แถมลิงตัวนี้ก็ไม่ได้มีอำนาจอะไรไปบังคับให้ลิงตัวอื่นมาทำตามสักหน่อย

            ก็เลยมีคำอธิบายปรากฎการณ์นี้ว่าเมื่อสังคมเกิดจุดพลิกผันหรือ Critical Mass ก็จะเกิดการยอมรับเรื่องนั้น ๆ และเกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตามกันไปทั้งหมดในระยะเวลาไม่นานนัก

            การเลือกตั้งก็อาจเกิดปรากฎการณ์จุดพลิกผันหรือ Critical Mass ได้ในช่วงโค้งสุดท้ายที่จะมีโอกาสให้เกิดการเทคะแนนเสียงให้กับพรรคใดพรรคหนึ่งได้เช่นเดียวกัน

            คนที่ดูว่ามีผลโพลว่ามีคะแนนนำมาตลอดก็อาจจะพลาดตำแหน่งได้ในช่วงโค้งสุดท้าย หรือพูดอีกทางหนึ่งคือคนที่ดูเป็นรองมาโดยตลอดก็อาจจะพลิกล็อคกลับมาครองตำแหน่งได้ด้วย Critical Mass นี่แหละครับ

            เปรียบกับการแข่งขันชกมวยสมัครเล่นที่ฝ่ายทำคะแนนนำมาตลอด 2 ยก แต่มาพลาดเอาในยกสุดท้ายที่ถูกอีกฝ่ายหนึ่งชกเข้าปลายคางน็อคเอ๊าท์ไปซะงั้น

            จึงเป็นข้อคิดเตือนใจในทุกการแข่งขันว่าจะต้องระวังในเรื่อง Critical Mass ให้ดีครับ

วันศุกร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2569

หนังสือดาวน์โหลดฟรี "การบริหารค่าตอบแทนมืออาชีพ (Storytelling)"

             หนังสือเล่มนี้เขียนมาจากการคิดทบทวนประสบการณ์ด้านการบริหารค่าตอบแทนที่ผ่านมาของผมแบบค่อย ๆ คิดค่อย ๆ เขียนไปเรื่อย ๆ ก็เลยต้องใช้เวลาในการเรียบเรียงเนื้อหาทั้งหมดจนเสร็จสิ้นโดยอยากจะให้เป็นของขวัญวันปีใหม่ 2569 สำหรับ HR และทุกคนที่สนใจเรื่องการบริหารค่าตอบแทน

            เหมือนหนังสือทุกเล่มที่ผมเคยเขียนที่จะต้องบอกกล่าวกันเสมอว่าหนังสือที่ผมเขียนไม่ใช่ตำราทางวิชาการนะครับ แต่เป็นเพียง Storytelling จากประสบการณ์ของผมที่เคยดูแลบริหารจัดการด้านค่าจ้างเงินเดือนมาเล่าสู่กันฟัง

ถ้าอ่านแล้วเห็นว่าเรื่องราวหรือเทคนิคไหนที่เป็นประโยชน์สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้กับงานของท่านผมก็ดีใจด้วย จึงไม่จำเป็นต้องเชื่อหรือเห็นด้วยกับผมทุกเรื่อง

            ต้องใช้หลักกาลามสูตรในการอ่านประกอบการอ่านด้วยครับ

          และถ้าหากอ่านแล้วมีคำถามข้อสงสัยใด ๆ ก็อีเมล์สอบถามมาได้เหมือนเดิมนะครับ ยินดีตอบทุกคำถาม

            สวัสดีปีใหม่ 2569 ทุกท่านขอให้ท่านและครอบครัวประสบความสุขความสำเร็จมีสุขภาพที่ดีตลอดปีใหม่นี้นะครับ

ดาวน์โหลดหนังสือ “การบริหารค่าตอบแทนมืออาชีพ (Storytelling)”

https://www.dropbox.com/scl/fi/7qdib329cjeyvd5y31vjv/.pdf?rlkey=1mie4bz07fsv79p0ef68mn6ut&st=urblianx&dl=0


วันจันทร์ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2569

เรื่องของ Pay Mix

           นาย A นาย B และนาย C เป็นเพื่อนเรียนวิศวะมาด้วยกัน เมื่อจบการศึกษาต่างก็เข้าทำงานเป็นวิศวกรคนละบริษัท เมื่อมีงานเลี้ยงรุ่นก็หนีไม่พ้นเรื่องการคุยกันเรื่องเงินเดือนว่าใครได้เงินเดือนเท่าไหร่

นาย A เงินเดือน 22,000 บาท นาย B เงินเดือน 24,000 บาท นาย C เงินเดือน 26,000 บาท

ถ้านาย A คิดแบบผิวเผินก็จะรู้สึกว่าตัวเองได้เงินเดือนน้อยกว่าเพื่อน และอาจจะรู้สึกว่าบริษัทที่ทำอยู่เอาเปรียบเรา กดเงินเดือนต่ำกว่าบริษัทที่เพื่อนทำอยู่ และรู้สึกไม่ดีกับบริษัทและฝ่ายบริหารของบริษัท ถ้ายังเป็นอย่างงี้ต่อไปคงต้องร้องเพลงอย่างงี้ต้องลาออก

แต่ถ้าทั้ง 3 คนไม่ได้คุยเรื่องเงินเดือนแล้วคุยกันแต่เรื่องโบนัสล่ะ

บริษัทของนาย A จ่ายโบนัสเฉลี่ยปีละ 3.5 เดือน บริษัทของนาย B นายโบนัสเฉลี่ยปีละ 3.0 เดือน และบริษัทของนาย C จ่ายโบนัสเฉลี่ยปีละ 2.5 เดือน

ถ้าคิดแบบผิวเผินทั้งนาย B และนาย C ก็ต้องอิจฉานาย A ว่าได้โบนัสมากกว่าตัวเอง

นาย B และนาย C อาจจะอยากไปทำงานกับบริษัทของนาย A เพราะเห็นว่าได้โบนัสเยอะดีกว่า

แต่ถ้าทั้ง 3 คุยกันเฉพาะเรื่องเงินเดือนกับโบนัสเท่านั้น นาย A ก็จะยังรู้สึกว่าตัวเองยังมีรายได้รวมน้อยกว่านาย B และนาย C จริงไหมครับ

แต่....

ต้องไม่ลืมว่าเมื่อเราพูดถึง Pay mix หรือองค์ประกอบค่าตอบแทนจะต้องดู Total Pay ทั้งหมด

Pay mix ประกอบด้วยอะไรบ้าง ?

1.      เงินเดือนมูลฐาน (Basic Salary)

2.      โบนัส

3.      สารพัดค่า (ที่ไม่ใช่ข้อ 1 และ 2) เช่น ค่าครองชีพ, ค่าวิชาชีพ, ค่าเบี้ยขยัน, ค่ากะ, ค่าโอที, ค่าอาหาร, ค่าภาษา, ค่าตำแหน่ง, ค่ารถ, ค่ารักษาพยาบาล ฯลฯ

เรื่องนี้จึงทำให้เห็นสัจธรรมอยู่ 2 เรื่องคือ

1.      เงินเดือนของเราได้เท่าไหร่ไม่สำคัญเท่ากับเพื่อนได้เท่าไหร่ และ

2.      คนมักจะเอาสิ่งที่ตัวเองไม่มี ไปเทียบกับสิ่งที่คนอื่นมี แต่จะไม่เอาสิ่งที่เรามีไปเทียบกับสิ่งที่คนอื่นเขาไม่มี

ถ้านาย A มองแต่ตัวเงินเดือนเป็นหลักก็อาจจะรู้สึกน้อยอกน้อยใจบริษัทที่จ่ายให้น้อยกว่าเพื่อนหรือแม้แต่นาย A มองตัวเงินเดือน+โบนัสก็ยังไม่รู้สึกดีขึ้น เพราะนาย A กำลังเอาสิ่งที่ตัวเองไม่มีคือเงินเดือนได้น้อยกว่าเพื่อน ไปเทียบกับเงินเดือนของเพื่อนที่ได้มากกว่า

แต่จะไม่เอาสิ่งที่ตัวเองมีไปเทียบกับสิ่งที่เพื่อนไม่มี

นั่นคือถ้าบริษัทของนาย A จ่ายค่าเบี้ยขยัน, ค่าครองชีพ, ค่าวิชาชีพ, ค่ากะ, ค่าอาหาร, ค่ารักษาพยาบาล ฯลฯ ที่มากกว่าบริษัทของนาย B และนาย C

จนทำให้บรรทัดสุดท้ายนาย A มีรายได้รวม (Total Pay) มากกว่านาย B และนาย C ตามตารางตัวอย่าง

เรื่องนี้จึงเป็นข้อคิดให้กับทั้งคนที่ทำงานและคนที่ดูแลระบบค่าตอบแทนว่า

1.      เวลาจะเปรียบเทียบรายได้ต้องดูบรรทัดสุดท้ายคือ Pay mix

2.      ต้องจัดองค์ประกอบของ Pay mix ให้มีสัดส่วนที่เหมาะสม โจทย์ที่ท้าทายคือจะจัด Pay mix ของบริษัทเรายังไงให้พนักงานมี Total Pay ที่ไม่ต่ำกว่าตลาดแข่งขัน

3.      คำตอบของข้อ 2 จึงจำเป็นจะต้องมี “ข้อมูล” ของเงินเดือนเฉลี่ย, โบนัสเฉลี่ย, สารพัดค่า (แต่ละตัว) เฉลี่ยของตลาด+ทักษะการวิเคราะห์เพื่อหาสัดส่วน Pay mix ที่เหมาะสมและแข่งขันได้

4.      ถ้า Com & Ben มีความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมายแรงงานที่ดีพอก็จะสามารถทำให้สารพัดค่าบางตัวไม่ใช่ “ค่าจ้าง” ตามกฎหมายแรงงาน ซึ่งก็จะทำให้บริษัทลด Staff Cost บางตัวลงได้

แต่ถ้า Com & Ben ขาดความรู้ความเข้าใจกฎหมายแรงงานในเรื่อง “ค่าจ้าง” ก็จะเกิดปัญหา Staff Cost บวมตามมาครับ