จากประสบการณ์ที่ต้องทำงานกับผู้คนมาหลายสิบปีก็เลยอยากเล่าเรื่องของคุณสมบัติของคนเปรียบเทียบกับอุปกรณ์ไอทีเพื่อเป็นข้อคิดเตือนใจอย่างนี้ครับ
โดย ธำรงศักดิ์ คงคาสวัสดิ์ วิทยากรและที่ปรึกษาด้าน HR บริษัท ทีอาร์เอ็นคอนซัลแทนท์ จำกัด อีเมล์ tamrongsakk@hotmail.com หรือ tamrongsakk@gmail.com
วันศุกร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568
สเป็คในกระดาษ
วันจันทร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568
เหมือนจะใช่แต่ก็ไม่ใช่..ทำไงดี?
เคยไหมครับ?
เคยมีประสบการณ์แบบที่ว่า
อยู่ที่นี่ก็ไม่ใช่ที่ของเราหัวหน้าไม่เคย Assign งานที่สำคัญ ๆ
ให้เราเลย หรือมอบหมายงานอะไรมาก็ไม่ให้อิสระในการทำงาน ไม่ไว้ใจในการทำงานของเรา
คอยตามจิกงานอยู่ตลอดแบบว่ากดดันอยู่ตลอดจนบางครั้งเราก็สงสัยว่าชาติที่แล้วหัวหน้าเกิดเป็นไก่หรือเปล่า
ชาตินึ้ถึงได้จิกเอาจิกเอา
เมื่อถึงจุดหนึ่งก็เลยเป็นฟางเส้นสุดท้ายทำให้ต้องไปหางานใหม่
ตอนไปสัมภาษณ์คุยกับที่ใหม่ก็ดูเหมือนจะไปได้ดี เพราะว่าที่หัวหน้าก็พูดว่าจะ Support เราให้ทำงานได้ตามที่เรา Present เอาไว้เต็มที่
แถมยังมีสัญญิงสัญญาเอาไว้เป็นสัญญาใจว่าเมื่อครบโปรฯ
120 วันจะปรับเงินเดือนเพิ่มให้
และสัญญาว่าจะให้โบนัสเท่ากับคนที่ทำงานเต็มปีซะอีก
เพราะเบื่อที่ปัจจุบันก็เลยไปหาที่ใหม่แบบเรือเล็กออกจากฝั่ง
แล้วเห็นว่าอีกฝั่งหนึ่งคงจะมีความหวังมีความฝันที่น่าจะเป็นจริงได้รออยู่
ยังไงก็คงจะดีกว่าที่เก่าแหละน่า
แต่พอตัดสินใจสละเรือลำเก่าไปขึ้นเรือลำใหม่
ในช่วง Probation
ก็ยังเหมือนกับ Honey Moon Period ยังมีบรรยากาศในการทำงานที่แรก
ๆ ดูว่าหัวหน้าในที่ใหม่จะ Support เหมือนที่เคยคุยกันไว้
แต่พอพ้นช่วงโปรฯ
เงินที่เคยสัญญาว่าจะปรับให้ก็ไม่ได้ปรับ
แถมพอสิ้นปีที่เคยบอกว่าจะให้โบนัสก็ไม่ได้ซะงั้น ยังดีที่ประเมินให้เราผ่านโปรฯ
บรรจุเป็นพนักงานประจำ
แต่ก็ไม่ได้แจ้งผลให้เรารู้ด้วยว่าเรามีอะไรที่บกพร่องต้องแก้ไขหรือไม่
บรรยากาศเดิม
ๆ คล้าย ๆ กับที่ทำงานเดิมเริ่มเวียนกลับมา
หัวหน้าไม่ค่อยให้เวลาเข้าไปพบเพื่อพูดคุยเรื่องงาน
จะเรียกไปก็เพราะต้องการจะสั่งงานให้ไปทำในช่วงเวลาไม่นานนักแล้วก็คอยตามจิกว่างานที่สั่งไปได้แล้วหรือยัง
ถ้าส่งงานได้ทันตามกำหนดก็แค่เสมอตัว
แต่ถ้าส่งงานช้าเพราะยังติดปัญหาหลาย
ๆ เรื่องเนื่องจากงานที่หัวหน้าสั่งไม่ใช่งานโดยตรงของเรา
แต่เราไม่เข้าใจเพราะไม่เคยรู้เรื่องรู้ปัญหาที่มาที่ไปในอดีตของเรื่องที่สั่งมาก่อน
ครั้นจะขอเวลาเพื่อถามปัญหาเรื่องที่ยังไม่เข้าใจหัวหน้าก็ไม่มีเวลาให้ แต่ดันมีเวลาให้เลขาโทรมาตามจิกงานเร่งให้ทำเสร็จตามกำหนด
พอเอางานไปส่งให้แต่ไม่ได้อย่างที่ใจหัวหน้าต้องการก็จะเห็นความไม่พอใจในแววตาของหัวหน้าได้ชัดเชียวแหละ
ฝั่งใหม่ที่คาดไว้ว่าจะดีกว่าฝั่งเก่าก็ไม่เป็นอย่างที่หวังไว้ซะแล้ว
จะทำไงดี?
แต่ละคนคงจะมีวิธีแก้ปัญหานี้แตกต่างกันไป
สำหรับวิธีแก้ปัญหาของผม
ๆ เสนออย่างนี้ให้ลองพิจารณาดูนะครับ
1.
List
ปัญหาในการทำงานของเราเอาไว้เป็นข้อ ๆ ว่ามีอะไรบ้าง
2.
ปัญหาแต่ละข้อเรามี Solution ในการแก้ในมุมมองของเราเป็นยังไงบ้าง
ย้ำว่าทุกข้อปัญหาต้องมีทางแก้ของเราเอาไว้ล่วงหน้า
อย่าไปคุยโดยมีแต่ปัญหาแล้วไม่มีทางแก้นะครับ
3.
นัดหมายวันเวลาสถานที่กับหัวหน้าที่จะเข้าไปคุยโดยระบุเลยว่าเรื่องนี้ซีเรียสและขอคุย
4.
ถ้าคุยกันแล้วสามารถเคลียร์ใจได้
ทุกอย่างเป็นไปในทางบวก ทุกข้อปัญหามีทางแก้ไขตามที่หัวหน้าและเราตกลงกันได้ ก็จบทำงานกันต่อไป
จากประสบการณ์ของผมก็มีโอกาสเป็นไปได้เยอะนะครับ
เพราะปัญหาทำนองนี้ส่วนใหญ่มักเกิดจากขาดการสื่อสารที่ชัดเจนระหว่างเราและหัวหน้า
หลักที่สำคัญคือ
“ยิ่งสื่อสารกันมากขึ้นยิ่งเข้าใจกันมากขึ้น”
5.
แต่ถ้าคุยแล้วไม่สามารถหาข้อยุติได้
เคลียร์กันไม่ลง ก็คงต้องมาคิดวางแผนแล้วว่าเวทีนี้เรายังมีโอกาสแสดงฝีมืออะไรได้อีกหรือไม่
ถ้าคิดรอบคอบคิดทุกอย่างดีแล้วเห็นว่าที่นี่ก็คงไม่ใช่เวทีของเรา ไม่ใช่สนามของเรา
ก็ถึงเวลาที่ต้องหาเวทีใหม่หาสนามใหม่แล้วครับ
6.
จากข้อ 5 ควร Keep Record เอาไว้อย่างน้อยสัก 1 ปี เพราะ
6.1
ไม่เสียประวัติว่าทำงานที่นี่ในระยะเวลาที่น้อยจนเกินไป
เวลาไปสมัครงานในที่ใหม่จะได้ไม่ทำให้ทั้ง HR และกรรมการสัมภาษณ์ที่ใหม่รู้สึก
“เอ๊ะ”
6.2
ระยะเวลา 1 ปีก็ต้องคิดเสียว่าเราไม่ได้เสียเวลาเปล่านะ
แต่เราใช้เวลาประมาณ 1 ปีนี้ก็เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิตที่เราเคยเจออะไรที่ไม่ดี
เคยเจอกับปัญหาอะไรบ้าง แล้วเราก็ได้เรียนรู้ว่าเราแก้ปัญหาอะไรได้บ้าง ไม่ได้บ้าง
เพราะอะไร
ในวันข้างหน้าประสบการณ์เหล่านี้จะได้เป็นข้อคิดเตือนใจในการทำงานของเรากับคนอื่นไม่ว่าจะเป็นหัวหน้าหรือเป็นลูกน้องของเราต่อไป
ประสบการณ์ทั้งหมดที่เราผ่านมานี้ผมว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีในการทำงานนะครับ
แม้ว่าในระหว่างที่เราเจอมรสุมจะรู้สึกแย่ รู้สึกท้อ รู้สึกเบื่อ ฯลฯ ไปบ้าง
แต่ประสบการณ์เหล่านี้จะทำให้เราแกร่งขึ้น รู้จักศิลปะในการทำงานกับคนแต่ละระดับ
รวมถึงวิธีการดีลกับคนแต่ละระดับได้ดียิ่งขึ้น
เป็นกำลังใจให้คนทำงานทุกคนและเชื่อว่าแนวทางข้างต้นจะมีส่วนช่วยให้ข้อคิดเพื่อแก้ปัญหาในการทำงานนะครับ
วันพุธที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568
เลื่อนตำแหน่งจะให้ค่าตำแหน่งแต่ไม่ปรับเงินเดือนได้ไหม?
คำถามมีอยู่ว่าถ้าบริษัทจะมีนโยบายให้เฉพาะค่าตำแหน่งสำหรับพนักงานที่ได้รับการเลื่อนตำแหน่ง แต่ไม่ปรับเงินเดือนเพิ่มขึ้นจะได้หรือไม่ เพราะฝ่ายบริหารเห็นว่าบริษัทก็ให้ค่าตำแหน่งไปแล้วจึงไม่จำเป็นต้องปรับเงินเดือนให้อีก จะได้ทำให้ฐานเงินเดือนของพนักงานไม่สูงมากเกินไปและลด Staff Cost บางตัวลงได้
ถ้าจะถามว่าบริษัทจะทำได้ไหม?
ก็ตอบว่า
“ทำได้” ครับ
แต่อยากจะตั้งคำถามเพื่อประกอบการตัดสินใจอย่างนี้ครับ
1.
เมื่อมีการอนุมัติให้พนักงานเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น
พนักงานที่ได้รับการเลื่อนตำแหน่งย่อมจะต้องมีงานและความรับผิดชอบเพิ่มขึ้น
มีค่างาน (Job
Value) ในตำแหน่งงานใหม่สูงขึ้นกว่าเดิมจริงไหมครับ
ซึ่งเรื่องนี้ผมเคยมีสมการความสัมพันธ์ระหว่างเงินเดือนกับผลงานและความสามารถคือ
เงินเดือน = P+C (P=Performance
และ C=Competency) = คุณค่าในตัวคน
สมการข้างต้นหมายถึงเมื่อพนักงานมีทั้งผลงานที่ดี
มีศักยภาพความสามารถมีความรู้มีทักษะมีคุณลักษณะภายในที่เหมาะกับงานและความรับผิดชอบในตำแหน่งที่มีค่างานเพิ่มมากขึ้นก็ควรปรับขึ้นเงินเดือนเพื่อให้เกิดแรงจูงใจกับตัวพนักงานว่าบริษัทให้การยอมรับในคุณค่าของตัวพนักงานที่เพิ่มมากขึ้นใช่หรือไม่?
2.
แม้บริษัทจะบอกว่าก็บริษัทมีค่าตำแหน่งให้แล้วไงล่ะ
ก็ถือว่าเป็นการตอบแทนคุณค่าของ P+C ที่เพิ่มขึ้นแล้วไม่ใช่หรือ?
ก็ตอบว่าใช่ครับ
แต่ถ้าบริษัทส่วนใหญ่ (รวมทั้งบริษัทคู่แข่งกับเรา)
เขามีทั้งการปรับเงินเดือนให้เมื่อเลื่อนตำแหน่งและมีค่าตำแหน่งให้ด้วย
แล้วบริษัทของเรามีแต่จ่ายค่าตำแหน่งเพียงตัวเดียว เราจะสู้คู่แข่งได้หรือไม่?
จะทำให้พนักงานที่ได้รับการเลื่อนตำแหน่งเกิดแรงจูงใจที่ดีและรู้สึกได้รับการยอมรับในคุณค่าของตัวเองจากทางบริษัทหรือไม่?
3.
พนักงานที่บริษัทเลื่อนตำแหน่งก็ต้องผ่านการพิจารณาแล้วว่าเป็นคนที่มีคุณค่าและมีความเหมาะสมที่จะได้รับการเลื่อนตำแหน่งซึ่งคนที่ได้รับการเลื่อนตำแหน่งก็เป็นคนส่วนน้อยเมื่อเทียบกับพนักงานทั้งบริษัท
การที่บริษัทจะ
Save ค่าใช้จ่ายในส่วนของการปรับเงินเดือนเมื่อ
Promote จะคุ้มกันไหมกับถ้าพนักงานรู้สึกว่าบริษัทกั๊กการปรับเงินเดือนเอาไว้ในขณะที่บริษัทอื่น
ๆ เขามีทั้งการปรับขึ้นเงินเดือนเมื่อเลื่อนตำแหน่งและจ่ายค่าตำแหน่งด้วย
ในที่สุดพนักงานที่มีฝีมือเหล่านี้อาจจะมองหางานใหม่ที่เขาเห็นว่ามีการบริหารค่าจ้างเงินเดือนที่เห็นคุณค่าของเขามากกว่าที่บริษัทกำลังทำกับเขาอยู่ในขณะนี้
ทั้งหมดนี้ก็อยากให้ลองทบทวนและคิดให้ดี
ๆ อีกครั้งก่อนจะตัดสินใจครับ
วันอังคารที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568
พระอาทิตย์ไม่ได้ขึ้นตลอดวัน
มีคำพูดหนึ่งที่เป็นสัจธรรมกล่าวไว้ว่า “พระอาทิตย์ไม่ได้ขึ้นตลอดวัน”
ชีวิตการทำงานของคนเราก็เช่นเดียวกัน
เมื่อมีการเริ่มต้นเข้าสู่การทำงานแล้วถึงวันหนึ่งก็ต้องมีลง
ผมก็เลยเอาสัจธรรมนี้มาเปรียบเทียบว่าในแต่ละช่วงอายุของคนทำงานจะมีอะไรบ้าง
ช่วงอายุ
ตั้งแต่จบการศึกษา – 30 ปี : แรกเริ่ม
โดยทั่วไปคนที่เรียนจบปริญญาตรีก็จะมีอายุประมาณ22-23 ปี ก็ต้องเริ่มหางานทำถ้าตัดสินใจเป็นลูกจ้างหรือเป็นมนุษย์เงินเดือน
หรือถ้าจะเลือกเดินสายประกอบอาชีพอิสระก็อาจจะมาค้าขาย มาเป็น Youtuber มาขายของออนไลน์ ทำอาชีพอิสระ ฯลฯ ก็ว่ากันไป
คนในช่วงอายุ “แรกเริ่ม” จะเป็นช่วงวัยที่ทำงานเพื่อค้นหาตัวตน
ค้นหาความชอบ ความถนัด ความสามารถ ความเหมาะของตัวเองว่าอยากจะทำงานแบบไหน
จะเดินเส้นทางไหนดี
ในช่วงวัยแรกเริ่มนี้เป็นช่วงสำคัญมาก
ถ้าใครสำรวจค้นหาความสามารถของตัวเองเจอได้เร็วก็จะตั้งหลักได้เร็วและมักมีโอกาสประสบความสำเร็จก้าวหน้าในช่วงอายุต่อไปได้เร็ว
จะมีโอกาสเป็น Young Talent หรือดาวรุ่งพุ่งแรงในช่วงอายุถัดไป
ไม่ว่าคน ๆ นั้นจะเป็นลูกจ้างมืออาชีพหรือเป็นผู้ประกอบการเองก็ตาม
แต่ถ้าใครหาความสามารถของตัวเองได้ช้าหรือไม่เจอสักที
ทำงานนั้นก็บอกไม่ดีทำงานนี้ก็ไม่ชอบ ทำงานไม่ได้นานก็อยากจะเปลี่ยนงานใหม่
บอกกับตัวเองและคนรอบข้างว่ายังอยากจะค้นหาตัวเองต่อไป แต่ค้นไปจนอายุ 30 แล้วก็ยังไม่เจอ
ผมมีข้อสังเกตเกี่ยวกับคนที่มีอายุอยู่ในช่วงวัยแรกเริ่มนี้ว่าถ้าเริ่มต้นทำงานด้วยทัศนคติแบบที่ว่า
“ให้เงินเดือนแค่นี้จะให้ทำอะไรกันนักหนา” คือมองเงินมาก่อนการได้เรียนรู้งาน
ก็เห็นมาหลายรายแล้วว่ามักจะโตแบบกลวง ๆ
และทำให้เส้นทางความก้าวหน้าในช่วงอายุถัดไปหักหัวลงได้ในที่สุด
บางครั้งการทำงานในช่วงวัยนี้เราอาจจะต้องยอมรับเงินน้อยกว่าที่คาดหวัง
(แต่ไม่ได้หมายความว่าเงินน้อยจนครองชีพอยู่ไม่ได้นะครับ
เพราะการรู้จักจัดสรรการใช้จ่ายให้เพียงพอกับรายรับไม่ให้ฟุ้งเฟ้อเกินตัวก็เป็นเรื่องสำคัญ)
แต่ถ้าเราได้มีโอกาสเรียนรู้งานมีประสบการณ์ในงานนั้น ๆ แบบ
“รู้ลึกรู้จริง”
เพื่อนำไปเป็นต้นทุนเพื่อเพิ่มรายได้ของเราในวันข้างหน้าก็ถือได้ว่า
“ขาดทุนในวันนี้คือกำไรในวันหน้า”
ช่วงอายุ 31-40 ปี : สร้างเสริมความก้าวหน้า
ในมุมมองของผม ๆ
มองว่าคนที่มีอายุในช่วงนี้จะเป็นคนที่สามารถสะสมความรู้ความสามารถและประสบการณ์มาในระดับที่มากเพียงพอที่จะใช้ประสบการณ์ที่สั่งสมมาเกือบสิบปี
สร้างผลงานที่ดี น่าสนใจ เรามักจะพบว่าคนที่มีผลงานดี เด่น ดัง
หรือระเบิดฟอร์มออกมาได้แบบสุด ๆ ก็มักจะอยู่ในคนวัยประมาณช่วงนี้แหละครับ
จะเรียกคนทำงานในช่วงวัยนี้ว่าเป็น “ช่วงวัยยุคทองของคนทำงาน”
เลยก็ว่าได้ ซึ่งผลงานที่ยอดเยี่ยมเหล่านี้ก็จะกลายเป็น Portfolio หรือเป็นตำนานของคน ๆ นั้นต่อไปที่ทำให้คนจดจำในอนาคต
ช่วงอายุ 41-50 ปี : สรรหาความมั่นคง
คนทำงานในช่วงอายุนี้จะเป็นช่วงที่ได้รับอานิสงส์จากผลงานที่ตัวเองทำเอาไว้ในช่วงอายุก่อนหน้านี้
ถ้าในช่วงอายุ 31-40ปี
มีผลงานที่เป็นที่ยอมรับเป็นที่รู้จักกันในวงการ Portfolio เหล่านั้นก็จะกลายมาเป็นฐานให้เกิดความน่าเชื่อถือยอมรับจากวงการที่เกี่ยวข้อง
ซึ่งแน่นอนว่าสิ่งที่ตามมาก็จะเป็นชื่อเสียง เครดิต รวมถึงทรัพย์สินเงินทอง
แต่ถ้าคนในช่วงอายุนี้ไม่สั่งสมประสบการณ์ที่ผ่านมาให้ดี
โตมาแบบกลวง ๆ อย่างที่ผมบอกมาในตอนต้นคือช่วงอายุน้อย ๆ แล้วคิดจะโตแบบ Job
Hopper คือยังไม่ทันจะเรียนรู้งานให้มีประสบการณ์ให้มากพอก็หลงไปกับเงินที่มาล่อใจแทนที่จะอดทนเพื่อเรียนรู้หาประสบการณ์ให้รู้จริง
ก็จะทำให้คนในช่วงอายุนี้มี Career Path ที่หักหัวร่วงลงไปได้
และที่สำคัญคือถ้า Career Path ในช่วงอายุนี้เมื่อหักหัวลงแล้วจะพบว่าโอกาสที่จะ
Turn around กลับมาก็ไม่ใช่เรื่องง่ายแล้วล่ะครับ
ช่วงอายุ 51-60 ปี : เตรียมลงจากเวที
คนในช่วงอายุนี้จะมีความมั่นคงในชีวิตการงานและชีวิตส่วนตัวที่ต่อยอดความสำเร็จมาจากช่วงอายุก่อนหน้านี้
จะพบว่าคนในช่วงอายุช่วงนี้จะมีความเชี่ยวชาญความชำนาญในด้านที่ตัวเองมีประสบการณ์มาสูงมาก
หลายคนเป็นผู้บริหารกิจการ หลายคนเป็นเจ้าของกิจการ เป็นช่วงอายุที่ควรจะต้องคิดและวางแผนที่จะต้องมี
“ทายาท” หรือ “Successor” เพื่อมาทดแทนในอนาคต
สำหรับในแง่ขององค์กรควรจะต้องวางแผนให้คนที่เป็นผู้บริหารหรือคนที่มีความเชี่ยวชาญที่มีอายุอยู่ในช่วงนี้ให้รับบทบาทหน้าที่ของ
“ครู” หรือเป็นโค้ชให้กับ Successor ที่จะขึ้นมาทดแทนในอนาคตอีกหน้าที่หนึ่ง
เพราะการพัฒนา Successor ไม่ได้ใช้เวลาแค่ปีสองปีนะครับ
ดังนั้นคนในช่วงอายุนี้จึงมีความสำคัญในบทบาทนักพัฒนาคนเพื่อมาทดแทนเมื่อตัวเองต้องเกษียณอายุไปด้วย
เมื่ออายุหลังจาก 60 ปีไปแล้วก็คงขึ้นอยู่กับศักยภาพและสุขภาพของแต่ละคนแล้วล่ะครับว่าคนที่ยังมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงก็อาจจะผันตัวไปเป็นที่ปรึกษาให้กับองค์กรต่าง
ๆ หรือไปเป็นที่ปรึกษาให้กับลูก ๆ หลาน ๆ ในกิจการที่ตัวเองก่อตั้งมาก็ว่ากันไป
และคนในช่วงอายุนี้ก็มีโอกาสที่จะเกิดอาการ Career Path หักหัวลงแบบเดียวกับช่วงอายุ 41-50 ปีได้เหมือนกัน
ซึ่งก็เป็นผลมาจากพื้นฐานที่ไม่มั่นคงในช่วงอายุก่อนหน้านี้
ทั้งหมดที่ผมสรุปมานี่ก็คือช่วงอายุของคนกับการทำงาน
ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้อ่านที่จะนำไปทบทวนตัวเองดูว่าเราอยู่ในช่วงอายุไหนและควรจะวางแผนชีวิตเพื่อกำหนดเส้นทางเดินของเรายังไงต่อไป
เพราะพระอาทิตย์ไม่ได้ขึ้นตลอดทั้งวันครับ
วันพุธที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568
เรื่องที่หัวหน้าไม่ควรทำ
ก่อนจะเข้าเรื่องขอทำความเข้าใจกันก่อนว่าคำว่า “หัวหน้างาน” นั้นผมหมายถึง “คนที่มีลูกน้อง” ไม่ว่าจะใช้ชื่อเรียกเป็นทางการว่าอะไรก็ตาม เช่น ลีดเดอร์, ซุปเปอร์ไวเซอร์, ผู้ช่วยผู้จัดการ, ผู้จัดการ ฯลฯ หรือแม้แต่เป็นกรรมการผู้จัดการหรือ CEO ขององค์กร ผมก็ขอเรียกรวม ๆ ว่าเป็น “หัวหน้างาน” นะครับ
เรื่องที่ผมเอามาแลกเปลี่ยนกันในวันนี้เป็นเรื่องที่เรามักจะพบเจออยู่เสมอ
ๆ เกี่ยวกับพฤติกรรมของหัวหน้างานที่เมื่อทำไปแล้วก็มักจะเกิดปัญหาตามมา
ซึ่งบางครั้งหัวหน้างานเหล่านั้นก็รู้ว่าตัวเองไม่ควรทำแบบนั้น
แต่หลายครั้งหัวหน้างานก็ไม่รู้หรือคิดไม่ถึงว่าทำอย่างงั้นแล้วจะเกิดปัญหาตามมาภายหลัง
เรามาดูกันสิครับว่ามีเรื่องอะไรกันบ้างที่หัวหน้างานไม่ควรทำ
1. ตั้งหลักเกณฑ์กติกาของตัวเองขึ้นมาใช้กับลูกน้องทั้ง
ๆ ที่บริษัทก็มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนอยู่แล้ว
เช่น
บริษัทกำหนดหลักเกษฑ์การลากิจไว้ว่าต้องเป็นการลาเพื่อกิจธุรที่จำเป็นต้องไปทำด้วยตัวเองและต้องยื่นใบลากิจล่วงหน้าอย่างน้อย
3 วัน
หัวหน้าก็อนุญาตให้ลูกน้องที่เป็นลูกรักลากิจรวมกับวันลาพักร้อนเพื่อไปเที่ยวต่างประเทศ
หรืออนุมัติให้ลูกรักที่ขาดงานโดยไม่มีเหตุผลที่สมควรเมื่อวานนี้ยื่นใบลากิจย้อนหลังได้
ส่วนลูกชังก็ต้องลากิจตามระเบียบ
ซึ่งก็จะทำให้ลูกน้องมองว่าหัวหน้างานใช้หลักกูเหนือหลักเกณฑ์เลือกปฏิบัติ
ทำตามใจฉัน ไม่ยุติธรรม ฯลฯ
2. ประเมินผลการปฏิบัติงานลูกน้องแบบได้เท่ากันหมดทุกคนเช่น
ประเมินผลการปฏิบัติงานของลูกน้องโดยให้เกรด C เท่ากันทุกคนในแผนก
ซึ่งทำให้ลูกน้องจะได้รับการขึ้นเงินเดือนในเปอร์เซ็นต์ที่เท่ากัน
และได้รับการพิจารณาโบนัสในอัตราที่เท่ากัน
ลองถามใจท่านดูสิครับว่าถ้าเราทำงานขยันขันแข็ง
อุตส่าห์สร้างผลงาน ทำงานด้วยความรับผิดชอบอย่างดี
พัฒนาตัวเองให้มีความรู้ความสามารถเพิ่มขึ้นมาโดยตลอด ฯลฯ
แต่เราก็ได้รับการขึ้นเงินเดือนหรือได้โบนัสเท่า ๆ กับคนที่ไม่มีผลงาน
ขี้เกียจตัวเป็นขน อู้งาน หลบเลี่ยงโบ้ยงาน ฯลฯ
อย่างนี้มันยุติธรรมกับเราหรือเปล่า ?
3. ไม่เคยสอนงานให้ลูกน้องและไม่เคยสนับสนุนให้ลูกน้องก้าวหน้า
ยังมีหัวหน้างานอีกไม่น้อยเลยนะครับ ที่ไม่เคยสอนงานลูกน้องเลย
ไม่เคยคิดที่จะถ่ายทอดความรู้ในงานไปสู่ลูกน้อง เก็บงำความรู้ตลอดจนข้อมูลสำคัญ ๆ
ในงานเอาไว้ที่ตัวเอง เพราะมีทัศนคติแบบแคบ ๆ ว่าขืนไปสอนงานให้ลูกน้องรู้งานมากเดี๋ยวจะมาวัดรอยเท้าเรา
หรือคิดว่าถ้าสอนงานลูกน้องเดี๋ยวลูกน้องจะมีความสำคัญมากกว่าเรา
หรือถ้าลูกน้องเก่งกว่าเรา เดี๋ยวบริษัทก็เขี่ยเราออกกันพอดี ฯลฯ
หรือบางหัวหน้าก็เอาตัวเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาล
คือหัวหน้างานที่เก่งทุกอย่างจนผมมักจะเรียกว่าเป็น
“หัวหน้างานแบบเทพมาเกิด” คือมีความรู้ความสามารถในงานทุกอย่าง
และเติบโตก้าวหน้ามาด้วยความเก่งของตัวเองโดยที่ไม่เคยมีหัวหน้าต้องสอนสั่งอะไรเลย
ก็เลยคิดว่าลูกน้องก็ต้องเก่งเหมือนเราสิ ถ้าลูกน้องไม่ขวนขวายและเก่งเหมือนเราก็ช่วยไม่ได้
ก็อย่าหวังจะก้าวหน้าเลยแล้วกัน
หัวหน้าบางคนหนักกว่านั้นคือนอกจากไม่สอนงานแล้วยังชอบด่าลูกน้องที่ทำงานไม่ได้อย่างใจอีกต่างหาก
จากที่ผมบอกมานี่แหละครับจึงทำให้หัวหน้างานเหล่านี้ไม่เคยสอนงานลูกน้อง
ไม่สนับสนุนลูกน้องให้ก้าวหน้า และจะทำให้ลูกน้องที่เก่ง ๆ
หรือรักความก้าวหน้าจะขอย้ายหรือขอลาออกในที่สุด
4. ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของลูกน้อง
หัวหน้างานประเภทนี้มักเอาความคิดเห็นของตัวเองเป็นใหญ่
แม้จะมีการประชุมทีมงานกี่ครั้งกี่หนตัวเองก็จะเป็นคนผูกขาดการพูดในที่ประชุมเสียเป็นส่วนใหญ่
เมื่อบอกให้ลูกน้องเสนอความคิดเห็นก็จะดูเหมือนรับฟัง แต่จริง ๆ แล้วก็เป็นแบบ
“ฟังแต่ไม่ได้ยิน” เพราะทุกอย่างต้องเป็นไปตามที่ตัวเองคิดมาแล้ว
หัวหน้างานประเภทนี้จะจัดให้มีการประชุมเหมือนการ
“แก้บน”
เป็นพิธีกรรมปะหน้าเพื่อเอาไว้บอกใครต่อใครว่าฉันก็มีการประชุมทีมงานขอความคิดเห็นจากลูกน้องอยู่เป็นประจำก็เท่านั้นแหละครับ
(แต่ไม่เคยฟังลูกน้อง) แต่ความจริงคือให้ลูกน้องมาประชุมเพื่อฟังว่าหัวหน้าต้องการอะไรเสียมากกว่าครับ
5. โบ้ยความรับผิดชอบ
ไม่แก้ปัญหา และไม่กล้าตัดสินใจ
ในการทำงานก็ย่อมมีปัญหาเป็นธรรมดาแต่หัวหน้าประเภทนี้จะคอยฟุตเวิร์คหลบเลี่ยงปัญหาอยู่ตลอด
เช่น
เวลามีหน่วยงานที่ได้รับผลกระทบจากการทำงานของหน่วยงานของเราเข้ามาตำหนิต่อว่า
ก็จะให้ลูกน้องออกไปรับหน้าแทนแล้วตัวเองก็จะหลบอยู่เบื้องหลังฉากคอยฟังผลจากลูกน้องว่าเขามาต่อว่าอะไรบ้าง
แล้วก็ให้ลูกน้องออกไปโต้ตอบคู่กรณีแทน
หลายครั้งที่เมื่อลูกน้องมีปัญหาเข้ามาถามหัวหน้างานประเภทนี้ก็จะคอยว่าคอยตำหนิว่าลูกน้องทำงานมาหลายปีแล้วทำไมไม่รู้จักคิดแก้ปัญหาเองบ้างรึไง
ต้องให้พี่คิดทุกเรื่องเลยหรือ ให้กลับไปแก้ปัญหามาให้เรียบร้อยก็แล้วกัน
แต่พอลูกน้องกลับไปคิดแก้ปัญหาเองแล้วผิดพลาดอีกก็จะเรียกลูกน้องมาด่าอีก ฯลฯ
6. ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ EQ
มีปัญหา
หัวหน้างานประเภทนี้เป็นหัวหน้างานที่ลูกน้องเอือมระอามากถึงมากที่สุดนะครับ
พฤติกรรมพื้นฐานที่พบได้เสมอคือ จุดเดือดต่ำ ฟิวส์ขาดง่าย
อารมณ์ร้ายโวยวายเสียงดัง มีวาจาเป็นอาวุธและมีดาวพุธเป็นวินาศ
ลูกน้องทำดีไม่เคยจำแต่พอทำพลาดก็ไม่เคยลืม ฯลฯ
จากที่ผมเล่ามาทั้งหมดนี้ก็อยากจะให้คนที่เป็นหัวหน้างานลองกลับมา
Feedback ทบทวนตัวเองกันดูนะครับว่าเรามีพฤติกรรมต่าง ๆ
เหล่านี้บ้างหรือไม่
ถ้ามีจะหาวิธีลดพฤติกรรมเหล่านี้ลงไปได้ยังไงเพื่อจะได้เป็นอานิสงส์ทั้งกับลูกน้องและองค์กร
รวมถึงการทำงานร่วมกันให้ราบรื่นดีขึ้น
ส่วนท่านที่เป็นลูกน้องแล้วเจอหัวหน้าที่มีพฤติกรรมอย่างที่ผมบอกมาข้างต้นก็ถือคติที่ว่า
“เราเลือกหัวหน้าที่ดีสำหรับเราไม่ได้..แต่เราเลือกเป็นหัวหน้าที่ดีสำหรับลูกน้องได้”
ถ้าเรากำลังเจอหัวหน้าที่ไม่ดีกับเราอยู่ในตอนนี้
คำถามก็คือแล้วเราจะเป็นหัวหน้างานแบบไหนกับลูกน้องของเราล่ะครับ ?
วันอาทิตย์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568
หนังสือดาวน์โหลดฟรี
เนื่องจากยังมีคำถามมาที่ผมอยู่เป็นระยะเพื่อขอซื้อหนังสือที่ผมเคยเขียนมานานแล้วและทางสำนักพิมพ์ก็ไม่ได้พิมพ์เป็นเล่มแล้ว แต่เนื่องจากผมเป็นคนเขียนไม่ใช่สำนักพิมพ์จึงไม่มีขาย ผมก็เลยนำเอาหนังสือเหล่านั้นมาปรับปรุงเนื้อหาให้ทันสมัยและเข้าใจง่ายมากขึ้น (เนื้อหาในหนังสือที่แจกฟรี Update มากกว่าที่เคยพิมพ์เป็นเล่ม) แล้วเอามาแจกฟรีในบล็อกของผมคือ https://tamrongsakk.blogspot.com
หรือถ้าใครอ่านพบในเฟซบุ๊คของผมก็ให้ดาวน์โหลดเล่มที่ต้องการได้ตามนี้
1. Download หนังสือ
"การประเมินค่างานและการทำโครงสร้างเงินเดือน (ภาคปฏิบัติ)"
https://www.dropbox.com/s/uho10vpz55vt5xu/JE%26SS_Free.pdf?dl=0
2. ดาวน์โหลด Micro Pocket Book "25
คำถามเกี่ยวกับโครงสร้างเงินเดือนจากประสบการณ์"
https://www.dropbox.com/s/cc8to40p10ojyat/25%20%20Q%26A_SS.pdf?dl=0
3.
ดาวน์โหลดหนังสือ
“ความรู้เกี่ยวกับโครงสร้างเงินเดือนแบบง่าย ๆ”
4. Download หนังสือ “การบริหารความเสี่ยงด้าน HR”
5. Download หนังสือ
“หัวหน้างานกับการบริหารลูกน้อง – HR for NON HR”
6. Download หนังสือ
"จัดการฝึกอบรมให้มีประสิทธิผลอย่าง Training Officer มืออาชีพ"
https://www.dropbox.com/s/urvq70samjd3tfr/TO_Free.pdf?dl=0
7. ดาวน์โหลดหนังสือ
"เรียนรู้โหราศาสตร์ไทยมาใช้ในงาน HR - ภาคปฏิบัติ"
https://www.dropbox.com/s/oe537r47y4yk8g6/HR_Horasad.pdf?dl=0
8. ดาวน์โหลดหนังสือ
"คู่มือการเป็นวิทยากร" หรือ Train the trainer
https://www.dropbox.com/s/52as4h4fvo57k8b/TrainTheTrainer.pdf?dl=0
9. ดาวน์โหลดหนังสือ “การทำ Training
& Development Roadmap ตามแผนงานขององค์กร (ภาคปฏิบัติ)”
https://www.dropbox.com/s/0rq5x9ukx0zatqm/TRM_By%20Strategic%20Plan.pdf?dl=0
10. ดาวน์โหลดหนังสือ "สนุกไปกับพฤติกรรมคนด้วยจิตวิทยาและเทวดากรีก"
11. ดาวน์โหลดหนังสือ “กระตุกต่อมคิดชีวิตคนทำงาน”
https://www.dropbox.com/scl/fi/4wv00ukyln55soxp7n49i/.pdf?rlkey=lnb4umxi96twyafp9nsf1u32i&dl=0
12. ดาวน์โหลดไฟล์
"รู้เขา..รู้เราด้วย D I S C"
13. ดาวน์โหลดไฟล์ “ทำไม Functional
Competency ถึงไม่เวิร์ค”
14. ดาวน์โหลดหนังสือ
“คุยเฟื่องเรื่องค่าตอบแทน”
ดาวน์โหลดประวัติวิทยากร
15. ดาวน์โหลดหนังสือ
“เสริมทักษะหัวหน้างานยุคใหม่”
16. ดาวน์โหลดไฟล์
“อคติกับพฤติกรรมคน”
17. รวมเรื่องนักคิดจิตวิทยาและการจัดการ
18. Micro Pocket Book “25 คำถามเกี่ยวกับโครงสร้างเงินเดือนจากประสบการณ์”
19. Check list ปัญหาค่าตอบแทน
20. หนังสือ
“เขาว่า..ที่ทำให้เกิดปัญหาในการบริหารคน”
21.หนังสือ “ถาม-ตอบปัญหาค่าจ้างเงินเดือนจากหน้างาน”
https://www.dropbox.com/scl/fi/7tcldqpsqqfjtywaxye0e/.pdf?rlkey=vo26my5vwpyud811wkg84968k&dl=0
22. บทความ
“คุยเฟื่องเรื่องการประเมินผลการปฏิบัติงาน_Mar 2025”
