นอกจากเชื้อโคโรน่าไวรัสหรือโควิด19 จะอาละวาดระบาดเป็นวงกว้างทำความเสียหายให้กับโลกใบนี้แล้ว
สิ่งที่ตามมาหลังจากการระบาดคือความเปลี่ยนแปลงอีกมากมายหลายเรื่องเลยนะครับ
ใครที่คิดว่าโควิดจะจบลงภายในสองสามเดือนผมว่าน่าจะต้องเปลี่ยนความคิดใหม่ได้เลย
เพราะกว่าที่จะมีวัคซีนหรือมียาที่รักษาออกมาเท่าที่ดูข่าวก็ไม่ต่ำกว่าหนึ่งปี
ซึ่งในระหว่างนี้โลกก็ต้องอยู่ในความหวาดระแวงว่าในส่วนที่หายแล้วจะกลับมาเป็นซ้ำใหม่อีกหรือไม่
การเดินทางของผู้คนทั้งในประเทศและระหว่างประเทศจะเป็นยังไง ฯลฯ
ที่ผมพูดมานี้ไม่ได้มุ่งหวังให้ท่านที่อ่านจิตตกนะครับ
และก็ไม่ได้เป็นการมองโลกในแง่ร้ายด้วย เพียงแต่ต้องการให้พร้อมรับความเป็นจริงโดยไม่หลอกตัวเองและเตรียมความพร้อมในการวางแผนรับมือให้ดีที่สุดต่างหาก
ในมุมมองของผมที่เกี่ยวข้องกับการบริหารคนและองค์กรผมมองว่าตั้งแต่นี้เป็นต้นไป
ทั้งคนและองค์กรน่าจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงตามมาภายหลังวิกฤติครั้งนี้หลาย ๆ
เรื่องดังนี้ครับ
1.
คนในองค์กรจะต้องพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอยู่เสมอ
คนที่ต่อต้านการเปลี่ยนแปลงจะอยู่ยาก ทำงานยากขึ้นและถ้าทำงานยากไม่พร้อมจะเปลี่ยนแปลงก็จะเป็นคนที่องค์กรเลิกจ้างไปในที่สุดแล้วเขาก็จะหาคนที่พร้อมเปลี่ยนแปลงเข้ามาทำงานแทน
2.
เทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาทความสำคัญมากขึ้นและคนในองค์กรต้องเพิ่มทักษะการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ให้มากขึ้นเร็วขึ้นกว่าเดิม
ในช่วงวิกฤติโควิดเราจะเห็นหลายองค์กรนำเทคโนโลยีต่าง ๆ
เข้ามาช่วยในการทำงานที่บ้าน (Work from home) เช่น ใช้ Zoom หรือไลน์กลุ่ม หรือ Google hangouts หรือ Microsoft
Team ในการประชุมออนไลน์ ดังนั้นเทคโนโลยีจะเข้ามาเป็นแกนหลักที่สำคัญในการทำงานของทุกฝ่ายงานด้วยแอพลิเคชั่นใหม่
ๆ หลากหลาย คนที่แอนตี้เทคโนโลยี ไม่ยอมเรียนรู้เทคโนโลยีในการทำงานใหม่ ๆ ไม่ปรับตัวเองให้ใช้เทคโนโลยีเป็นก็จะไม่ได้ไปต่อกับองค์กร
3.
องค์กรจะหันมาให้ความสำคัญหรือมา Focus กับแผนระยะสั้นแบบปีต่อปี
มากกว่าจะมาทำแผนระยะกลาง (ประมาณ 3 ปี) หรือแผนระยะยาว (5
ปีขึ้นไป) เพราะจะมีความเปลี่ยนแปลง (โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีรอบตัว)
ที่เร็วมาก การทำงานตามแผนระยะสั้นปีต่อปีจะมีความยืดหยุ่นมากกว่าและสามารถปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ได้ดีกว่าแผนระยะยาว
4.
องค์กรจะมีการจ้างคนที่มี Multi Skills คือทำงานได้หลาย ๆ อย่างในคน ๆ เดียวโดยมุ่งไปที่ผลลัพธ์หรือเป้าหมายที่กำหนด
ไม่จำเป็นต้องจ้างคนมาจำนวนมาก ๆ
เป็นกองทัพเหมือนสมัยก่อนที่มักจะมองว่าองค์กรไหนมีพนักงานเยอะ ๆ
คือองค์กรที่ยิ่งใหญ่และมั่นคง
แต่ในยุคนี้แต่ต่อไปการมีพนักงานที่ไม่จำเป็นมากเกินไปคือต้นทุนแบบ Fixed Cost ที่อาจจะทำให้องค์กรไปไม่รอด
5.
องค์กรต้องให้ความสำคัญในเรื่อง Big Data ให้มากยิ่งขึ้น ยิ่งมีข้อมูลสมบูรณ์ถูกต้องในแต่ละด้านมากเท่าไหร่ยิ่งทำให้สามารถนำมาใช้วิเคราะห์เพื่อวางแผนในด้านต่าง
ๆ เพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้ดีขึ้นเท่านั้น
องค์กรที่จะไม่สามารถแข่งขันได้คือองค์กรที่ไม่ให้ความสำคัญของ Big Data
6.
ผู้นำองค์กรจะต้องมีทักษะในการจัดการยามวิกฤติ
(Crisis
Management) และต้องกล้าตัดสินใจด้วยเหตุด้วยผลและบนฐานข้อมูล Big
Data ตามข้อ 5 ผู้นำที่ชอบยื้อชอบซื้อเวลาไม่กล้าตัดสินใจ
ผู้นำที่โลเล จะถูกบอร์ดปลดออกในที่สุด
ทักษะเกี่ยวกับภาวะผู้นำสำหรับคนที่เป็นผู้บริหารระดับสูงจึงเป็นเรื่องจำเป็นและไม่ใช่จบลงด้วยการส่งผู้บริหารไปเข้าอบรมหลักสูตรภาวะผู้นำนะครับ
ควรจะต้องพัฒนาภาวะผู้นำด้วยเครื่องมือที่หลากหลายและมีการติดตามประเมินผลที่ชัดเจน
7.
การสื่อสารเป็นเรื่องจำเป็นมากโดยเฉพาะการสื่อสารในภาวะวิกฤติ
(Crisis
Communication Skill)
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการขอความร่วมมือจากพนักงานเพื่อ Leave
without pay, การขอความร่วมมือลดเงินเดือนลงเพื่อให้องค์กรอยู่รอด
ฯลฯ จำเป็นจะต้องมีการสื่อสาร 2 ทางอย่างจริงใจและเปิดใจเพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดร่วมกัน
การสร้างแรงงานสัมพันธ์ที่ดีเอาไว้ก่อนหน้าเกิดวิกฤติจะเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่จะทำให้ปัญหาของการสื่อสารยามวิกฤติลดน้อยลงไปได้เยอะ
8.
งาน Routine ที่ไม่เกิดประโยชน์จะถูกตัดทิ้งซึ่งอาจรวมถึงคนที่ทำงานแบบ
Routine นั้นด้วย
9.
รูปแบบการทำงานจะเปลี่ยนไปจากที่เคยเน้นเวลาการมาทำงานเป็นหลัก
จะเปลี่ยนมาเป็นการมุ่งที่ผลงานว่าเป็นไปตามเป้าหมายที่ตกลงกันไว้หรือไม่
นี่แหละครับสิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงไปของคนและองค์กรหลังจากนี้เป็นต้นไปในมุมมองของผม
ซึ่งท่านที่อ่านเรื่องนี้ก็อาจจะมีความเห็นเพิ่มเติมนอกเหนือจากนี้ก็ลองแชร์ไอเดียกันมาดูนะครับ
จะได้เป็นประโยชน์กับส่วนรวมเพื่อเตรียมปรับตัวให้พร้อมรับความเปลี่ยนแปลงจากวิกฤติในครั้งนี้ครับ
……………………