วันศุกร์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2554

รู้เขา...รู้เรา....ด้วย D I S C (ตอนที่ 2)

            ในตอนที่แล้ว (หรือจะเรียกให้หรู ๆ ว่าในซีซั่นที่แล้ว) ผมได้เล่าให้ท่านฟังในเรื่องสไตล์ของคนทั้ง 4 แบบที่เรียกว่า D I S C ไปแล้วซึ่งทั้ง 4 สไตล์ที่ผมพูดมานี้จะมีทั้งจุดเด่น จุดด้อยอยู่ในตัวเอง

            ท่านลองมาอ่านตัวเองดูก่อนเลยนะครับว่า....

ตัวของท่านมีสไตล์ใดเป็นสไตล์หลัก ?

เพื่อเตือนความจำจากตอนที่แล้วผมก็เลยขอนำรูปในตอนที่แล้วกลับมาประกอบดังข้างล่างนี้

    

และอยากจะขอย้ำกับท่านที่อ่านมาถึงตรงนี้อีกครั้งว่า ไม่มีสไตล์ใดจะดีกว่าหรือดีที่สุดและก็ไม่มีสไตล์ใดที่ย่ำแย่หรือเลวที่สุด” นะครับ ทุกสไตล์จะมีความเกื้อหนุนกัน พึ่งพาอาศัยกัน หรือจะเสริมส่วนที่ขาดซึ่งกันและกันมากกว่า

            หากจะพูดถึงกฎของธรรมชาติ ก็คือ ความสมดุล นั่นเอง อย่างที่ทางจีนจะเรียกว่า เมื่อมี หยิน (ความเย็น, ความมืด, ความนุ่มนวล ฯลฯ) ก็ต้องมี หยาง (ความร้อน, ความสว่าง, ความแข็งแกร่ง ฯลฯ) เพื่อให้มีความสมดุล หากมีตัวใดตัวหนึ่งมากจนเกินไปก็จะเกิดสภาพการเสียสมดุลได้

นั่นคือที่มาของการที่ท่านจะต้องควบคุมตนเองไม่ให้มีสไตล์หลักที่โดดเด่นมากเกินไปจนเสียสมดุล โดยการนำสไตล์รองทั้งสามมาถ่วงรั้งเพื่อสร้างความสมดุลในเอาไว้บ้างยังไงล่ะครับ !

ผมว่าท่านคงเคยเห็นคนตามหน้าจอทีวี หรือในหน้าหนังสือพิมพ์ที่ปล่อยให้สไตล์หลักของตัวเองโดดเด่นมากจนเกินไป ไม่สามารถควบคุมหรือสมดุลตัวเอง (โดยการนำสไตล์รองอื่น ๆ ) เข้ามาฉุดรั้งไว้ได้ แล้วก็เกิดพฤติกรรมคำพูดคำจาที่ไม่เหมาะสมจนกระทั่งเกิดผลกระทบ เกิดความเสียหายกันมาไม่น้อย เพราะไม่สามารถควบคุมสไตล์หลักของตัวเองได้ยังไงล่ะครับ

            เมื่อท่านอ่านตัวเองได้แล้ว คราวนี้ท่านก็จะต้องอ่านคนอื่น เช่น ลูกน้อง, เพื่อนร่วมงาน หรือหัวหน้าของท่านแล้วล่ะครับว่า คนเหล่านั้นเขามีสไตล์ใดเป็นสไตล์หลัก

          และสิ่งที่ท่านจะต้องเตรียมใจไว้ก็คือ สไตล์ที่ทะแยงกันจะเป็นสไตล์ที่ขัดแย้งกันหรือไม่ถูกกันอยู่เสมอ ๆ เช่น คนสไตล์ D มักจะไม่ชอบคนสไตล์ S (พวก S ก็ไม่ชอบพวก D เช่นเดียวกัน) ในขณะที่คนสไตล์ C ก็ไม่ค่อยจะถูกกับพวก I และพวก I ก็ไม่ชอบ C ซักเท่าไหร่เหมือนกันครับ

            หากท่านเข้าใจคุณลักษณะของสไตล์ทั้งสี่ที่ผมอธิบายไปในตอนที่แล้วท่านก็จะทราบนะครับว่า สไตล์ที่ทะแยงกันนั้นมันมีลักษณะตรงกันข้างยังไงล่ะครับ

            ก็พวก D น่ะ ใจร้อน, โผงผาง, เด็ดขาดฉับไว ตัดสินใจรวดเร็ว แต่พวก S นั้นเป็นคนทำอะไรตามขั้นตอนกฎระเบียบ และช้า ๆ ค่อยเป็นค่อยไป

            หรือพวก C เป็นคนสนใจใฝ่เรียนรู้ อ่านหนังสือเยอะ มุ่งงานเป็นหลัก มั่นใจในตัวเองสูง เก็บตัวและมีโลกส่วนตัว สนใจรายละเอียดทั้งหมด ในขณะที่พวก I จะเน้นเรื่องบรรเทิง รื่นเริง เฮฮาปาร์ตี้ ตีซี้กับผู้คน

            จากสไตล์ที่แตกต่างกันอย่างนี้แล้วจะให้ถูกกันได้ยังไงล่ะครับ !

            แล้วเราจะทำยังไงดีล่ะ ?

            ผมบอกแล้วไงว่าการเรียนรู้เรื่องของ D I S C นั้นมีประโยชน์ อย่างที่เขาบอกกันว่า “รู้เรา..รู้เขา..รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครา” ครับ

            เพราะประการแรกเมื่อท่านได้อ่านตัวเองแล้วว่าท่านเองเป็นคนสไตล์หลักแบบไหนแล้ว ต่อไปเมื่อท่านจะทำงานร่วมกับคนอื่นท่านก็ต้องอ่านคน ๆ นั้นว่าเขาสไตล์อะไร ถ้าเขาเป็นสไตล์ที่ตรงกันข้าม (หรือทะแยง) กับท่าน ๆ ก็จะได้ทราบไว้ล่วงหน้าแล้วว่าคน ๆ นั้นเขามีจุดเด่น-จุดอ่อนตรงไหน และจะได้ไม่หงุดหงิดว่าทำไมเขาถึงเป็นคนอย่างนี้ ทำไมเขาถึงคิดอย่างนี้ตัดสินใจอย่างนี้ ทำไมเขาถึงไม่เห็นด้วยกับเราบ้างเลย ฯลฯ

คำตอบก็คือ ก็เขาเป็นคนสไตล์ที่ตรงกันข้ามกับเรายังไงล่ะครับ !

คราวนี้หลักของเรื่องนี้ก็มีอยู่ว่า “เราไม่สามารถปรับคนอื่นมาหาเราได้ แต่เราสามารถปรับตัวเราไปหาคนอื่น” จะง่ายกว่าจริงไหมครับ ?

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าท่านเป็นคนสไตล์หลักคือสไตล์ D แต่ท่านจะต้องไปทำงานกับพวกสไตล์หลักคือ S (โดยเฉพาะคนสไตล์ S นี้บังเอิญเป็นหัวหน้าของท่าน) ท่านก็จะได้เตรียมใจไว้ล่วงหน้าว่าคนพวก S จะทำอะไรช้า ๆ ตามขั้นตอนและกฎเกณฑ์ ท่านก็ต้องเตรียมพร้อมเรื่องของขั้นตอนและกฎเกณฑ์ไว้ให้ดี อย่าทำอะไรที่ลัดขั้นตอน ควรมีการนัดหมายล่วงหน้า ควรพูดจาในเรื่องสับเพเหระก่อนเข้าสู่เรื่องงาน เพราะพวก S ยังต้องการเรื่องของมนุษยสัมพันธ์และผู้คนมาก่อนเรื่องงาน ก็จะทำให้ท่านทำงานกับคนสไตล์ S ได้ราบรื่นมากขึ้นกว่าเดิม

ในตอนที่สามผมจะมาพูดถึงวิธีการทำงานร่วมกับคนแต่ละสไตล์ให้ราบรื่นในแบบรู้เรา-รู้เขาเพื่อให้การทำงานราบรื่นเพิ่มเติมนะครับ
 

………………………………..


ธำรงศักดิ์ คงคาสวัสดิ์
081-846-2525